ในช่่วงวันหยุดว่างๆ เลยไปรื้อตู้หนังสือพบวารสารใกล้หมอ พบเรื่องอาหารรัักษ์หัวใจ จึงไปค้นคว้าเพิ่มเติม พบว่า โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นโรคที่เป็นภัยคุกคามชีวิตในอันดับต้นๆ
ของโลก โดยพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นเรื่ีอยๆ และพบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นวัยแรงงานและผู้สูงอายุ
ส่วนในกลุ่มผู้ที่รอดชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดส่วนใหญ่จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ เนื่องจากไม่มียารักษาให้หายขาด
แต่ต้องกินยาควบคุมอาการไปตลอดชีวิต ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ซึ่งในประเทศไทย ก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด
มีเป็นอันดับ 2
รองจากโรคมะเร็ง และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และพบว่าคนที่เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 40 – 60 ปี รวมทั้งยังพบว่าอายุเฉลี่ยคนไทยที่
ป่วยเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อยเพิ่มมากขึ้นด้วย
ซึ่งสาเหตุหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือดขณะนี้กว่าร้อยละ 80 เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่สามารถป้องกันได้
คือ การบริโภคอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล
และไขมันมากเกินความต้องการ เพิ่มขึ้น กินผักผลไม้น้อยลง นอกจากนี้ การสูบบุหรี่
ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันและระดับน้ำตาลในเลือดสูง ความเครียดเรื้อรัง ความอ้วน
และการไม่ออกกำลังกายจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดตะกรันไขมันในหลอดเลือดได้เร็วที่สุด รวมถึงค่านิยมเรื่องการบริโภคอาหาร
ที่ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารจานด่วนที่ใช้วิธีทอดอาหาร ไขมันสูง ปริมาณมาก
ทั้งยังใช้ชีวิตด้วยเครื่องผ่อนแรง จนขาดการออกกำลังกาย
ยิ่งเป็นตัวเร่งการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
ทางมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์
เล็งเห็นทางออกสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพและหลีกเลี่ยงโรคหัวใจและอัมพาต
จึงจัดตั้ง "โครงการอาหารไทย หัวใจดี" ขึ้นในปี 2547
ด้วยการใช้ตราสัญลักษณ์ "อาหารรักษ์หัวใจ" เป็นเครื่องหมายติดผลิตภัณฑ์อาหาร
ร้านอาหาร ที่เลือกอาหารมีคุณภาพ และไม่เพิ่มความเสี่ยง
ต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ฉะนั้น
การกินอาหารที่มีประโยชน์และให้คุณค่ากับร่างกายสูง เป็นสิ่งที่เราเลือกได้ คณะกรรมการมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย
แบ่งกลุ่มอาหารที่ให้ประโยชน์ และถือเป็นกลุ่ม "อาหารรักษ์หัวใจ"
สำหรับเลือกรับประทานได้ 6 กลุ่ม คือ
1.
กลุ่มผัก เป็นกลุ่มที่ให้เส้นใยอาหาร
ให้วิตามินเอและวิตามินซี อาหารแนะนำคือ
ผักหลายหลากสี
ควรทานให้ได้อย่างน้อยวันละ
5 สี ถ้าจะให้ดีควรให้ครบ 7 สี คือ สีรุ้ง ได้แก่ ม่วง
คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง
เพราะสารที่เป็นส่วนประกอบของสีส่วนใหญ่เป็นตัวยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ
ทั้งยังเป็นสารกันสนิมไขมันที่จะสะสมเป็นตะกรันในหลอดเลือด
2.
กลุ่มผลไม้รสไม่หวาน เป็นกลุ่มที่ให้เส้นใยอาหารและมีน้ำตาลน้อย
การเลือกผลไม้ควรเลือกผล
ไม้ตามฤดูกาล
จะเป็นประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากผลไม้ตามฤดูกาลจะไม่ใส่ยาฮอร์โมน
หรือสารเร่งการผลิตดอกออกผลนอกฤดูกาล
3.
กลุ่มธัญชาติไม่ขัดสี เช่น
ข้าวกล้อง ถั่ว งา เป็นกลุ่มที่ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มทีละน้อย
เป็นอาหารประเภทที่ให้สารอาหารคาร์โบไฮเดรต
ซึ่งมีทั้งแบบเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน สารอาหารคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
ที่เป็นหมวดอาหาร ข้าวและแป้ง ได้แก่ ข้าว ขนมปัง
ถั่ว ข้าวโพด มัน เผือก มันฝรั่ง
อาหารเหล่านี้มีความแตกต่างกันที่ส่วนประกอบของเส้นใยอาหาร
โดยเส้นใยอาหารที่ร่างกายย่อยไม่ได้ เป็นตัวสำคัญที่จะป้องกันโรคหัวใจ
รวมถึงโรคเรื้อรังอื่นๆ คนที่กินมันฝรั่งบด ขนมปังขาว และไม่ชอบผักเลย
โอกาสเกิดตะกรันไขมันในหลอดเลือดสูง ในทางตรงข้าม คนที่กินผัก ผลไม้หลายชนิด
และข้าวซ้อมมือ ลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดตีบหรือตันได้
4.
กลุ่มปลา มีน้ำมันปลา ช่วยลดไขมันในเลือด …
การเก็บข้อมูลเรื่องอาหารการกิน
ต่อเนื่องเป็นเวลา
14
ปี ของพยาบาลวิชาชีพ 80,000 คนในสหรัฐอเมริกา
แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่กินปลาเป็นประจำมีการเกิดหัวใจชนิด Heart Attack และหัวใจเต้นผิดจังหวะ น้อยกว่ากลุ่มที่กินอาหารอเมริกันตามปกติ ทั้งนี้
เพราะปลามีไขมันอิ่มตัวต่ำ … ไขมันอิ่มตัวที่พบมากในเนื้อสัตว์อื่นๆ
มักจะสะสมเป็นตะกรันเกาะที่ผิวในหลอดเลือด พอกพูนมากขึ้นตามลำดับจนก่อให้เกิดภาวะตีบหรือตันในที่สุด โดยกรดไขมันที่พบในปลา โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำเย็น
เช่น แซลมอน และ แมคาแรล เป็นกรดไขมันอิ่มตัวชนิดโอเมก้า 3 สูง
ซึ่งปลาน้ำจืดในประเทศไทยก็มีระดับไขมันทั้งอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวในระดับสูงกว่าปลาทะเลเช่นเดียวกัน
5.
กลุ่มน้ำมันพืช เช่น น้ำมันรำ น้ำมันมะกอกจะมีไขมันไม่อิ่มตัวที่มีมือว่าง 1
คู่ … การเลือกบริโภค
ไขมันตามความอิ่มตัว
เป็นหลักในการเลือกบริโภคไขมันได้ถูกต้อง
และลดความเสี่ยงต่อการเกิดตะกรันไขมันในหลอดเลือด ลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจ อัมพาต
ตาบอด และหลอดเลือดส่วนปลายอุดตัน โดยเฉพาะกรดไขมันที่มีมือว่าง 1 คู่
จะเป็นชนิดที่ระงับการเกิดตะกรันไขมันในหลอดเลือดได้ดี … ดังนั้น
เราควรเลือกชนิดที่มีระดับกรดไขมันไม่อิ่มตัวละมีปริมาณของกรดไขมันที่จำเป็น
เพราะร่างกายสร้างเองไม่ได้สูง คือ มีไลโนเลอิกและไลโนเลนิกสูง เช่น น้ำมันมะกอก
น้ำมันรำข้าว
6.
กลุ่มเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน จะได้มันสัตว์ (ยกเว้นปลา)
เพื่อเพิ่มไขมันในเลือด การเลือกเนื้อสด ต้อง
เลือกเนื้อที่แล่เอาไขมันออกแล้ว
เพราะลดปริมาณไขมันอิ่มตัวออกบางส่วน เนื้อวัวที่บรรจุสำเร็จประเภทที่มีไขมันน้อย
ได้แก่ เนื้อสัน สีข้าง สันอก ส่วนเนื้อบดสำเร็จ เป็นเนื้อที่มีไขมันมากที่สุด
ร้อยละ 20-25
ถ้าจะใช้เนื้อบดให้เลือกชิ้นเนื้อมาเลาะไขมันออกก่อน
แล้วจึงนำไปบดจะลดไขมันลงเหลือร้อยละ 10
สัตว์ปีก เช่น ไก่ ไก่งวง เป็ด
เนื้อบริเวณอกจะมีไขมันน้อยที่สุด ส่วนหมู ต้องใช้บริเวณสันใน เนื้อแกะต้องเป็นขา สะโพกและเนื้อติดซี่โครง
สัตว์เลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติ จะมีไขมันน้อยกว่า
และไม่มียาปฏิชีวนะตกค้าง ต่างจากสัตว์ที่เลี้ยงแบบอุตสาหกรรมในฟาร์มที่แออัด
ผลิตภัณฑ์อาหารที่จะได้รับอนุญาตติดตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” นั้นต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการสำหรับประเภทอาหารที่รับพิจารณาในเบื้องต้นนั้นมีอยู่ 6 กลุ่มแต่ละกลุ่มจะมีเกณฑ์พิจารณาดังนี้คือ
1. ธัญชาติและผลิตภัณฑ์ - พิจารณาใยอาหารและปริมาณเกลือและไขมันไม่สูงเกินกำหนด
2. อาหารทะเล
เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์ - พิจารณาปริมาณไขมัน สัดส่วนชนิดของไขมัน
และเกลือไม่มากเกินไป
3. นมและผลิตภัณฑ์นม—พิจารณาระดับไขมันและสัดส่วนของไขมันที่เหมาะสมระดับน้ำตาลและเกลือไม่สูงเกินกำหนด
4. น้ำมัน—พิจารณาสัดส่วนของไขมันที่เหมาะสมและปริมาณวิตามินอีตามเกณฑ์กำหนด
5. ถั่วและผลิตภัณฑ์ถั่ว - พิจารณาระดับไขมันและสัดส่วนที่เหมาะสมระดับน้ำตาลและเกลือไม่สูงเกินกำหนด
6. น้ำดื่ม—เป็นการส่งเสริมให้มีการดื่มน้ำเปล่าแทนที่น้ำอัดลมหรือน้ำชนิดอื่นๆ
อาหารหรือร้านอาหารที่มีตราสัญลักษณ์
“อาหารรักษ์หัวใจ” จะเป็นอาหาร/ร้านที่ได้รับการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอาหาร มีส่วนประกอบอาหารที่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่คณะอนุกรรมการโครงการอาหารกำหนดไว้
ทั้งยังแสดงว่าเป็นร้านที่มีอาหารชนิดที่มีกรดไขมันในสัดส่วนที่เหมาะสม
เกลือไม่มาก ปริมาณน้ำตาลไม่มาก หรือมีใยอาหารสูง
เมื่อบริโภคในปริมาณที่ให้พลังงานเหมาะสม จะไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
และยังยืดระยะเวลาสำหรับคนที่รักษ์หัวใจได้มากทีเดียว…