คนที่มีลูกทุกคนต่างก็รักลูกของตน และต้องการให้ลูกเติบโตเป็นคนดีมีความสามารถมีชีวิตที่สุข แต่เราลืมนึกไปว่าการศึกษาที่จัดกันอยู่โดยทั่วไป ในส่วนที่เรียกว่าการศึกษากระแสหลัก ไม่สามารถนำพาเด็กไปสู่เป้าหมายนั้นได้
ยิ่งกว่านั้นกระแสสังคมและสื่อสารมวลชนที่กระตุ้นเด็กอยู่ทุกวัน ก็บ่มเพาะพันธุ์มารมากกว่าบ่มเพาะพันธุ์เทพให้แก่เด็ก
คนเราทุกคนมีทั้งหน่ออ่อนของความเป็นเทพและความเป็นมารอยู่ในตัว ส่วนไหนจะงอกงามเด่นเป็นคนดีหรือคนชั่วขึ้นกับการเลี้ยงดู การศึกษา และสังคมแวดล้อม
ที่น่าตกใจคือ ยิ่งนับวันสังคมแวดล้อมก็ยิ่งกระตุ้นความเป็นมารเหนือความเป็นเทพมากขึ้นเรื่อยๆ การเลี้ยงดูและการศึกษาสู้ยาก
ที่ร้ายกว้านั้นคือวงการศึกษา (กระแสหลัก) ไม่สู้ บอกว่าไม่ใช่หน้าที่ ตนมีหน้าที่อย่างเดียวคือสอนวิชาเพื่อให้สอบได้
แม้ปรัชญาและเป้าหมายการศึกษาจะระบุว่า เพื่อพัฒนาการรอบด้านของผู้เรียน แต่เวลาสอบก็สอบเฉพาะด้านเดียวคือ ด้านวิชาหรือ intellectual development ดังนั้นโรงเรียนและครู (กระแสหลัก) ก็เอาใจใส่สอนเฉพาะวิชา
พัฒนาการอีก ๔ ด้าน คือ emotional, social, physical และspiritual development ถูกละเลย ในส่วนนี้มีพัฒนาการด้านทักษะชีวิตอยู่ด้วย นักเรียนไทยจึงไม่ได้รับการบ่มเพาะฝึกฝนทักษะชีวิต เมื่อถึงวัยที่เริ่มพัฒนาเข้าสู่วัยที่เป็นตัวของตัวเอง จึงถูกกระแสสังคมชักจูงเข้าสู่ทางเสื่อม หรืออบายมุขเกิดปัญหาวัยรุ่นหลากหลายแบบอย่างที่เป็นข่าว
ที่โชคดีไม่เดินสู่ทางเสื่อม ก็ไม่ได้เรียนสู่Transformative Learning การบ่มเพาะพันธุ์เทพไม่ได้รับการเอาใจใส่ เอาใจใส่แต่การเรียนรู้ด้านนอก คือเรียนวิชาการเรียนรู้ ด้านในคือ รู้จักตนเอง และรู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น ไม่อยู่ในกระบวนการเรียนรู้ประจำวัน แต่กระแสสังคมปลุกมารภายในอยู่ตลอดเวลา จน “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว” คือคิดว่าเห็นแก่ตัวนั้นดี เอาเปรียบได้เป็นคนฉลาด มุ่งสนองตัณหาเป็นความก้าวหน้า ไม่เห็นคุณค่าของเส้นทางแห่งโพธิหรือความหลุดพ้น
เราจะเพาะพันธุ์เทพหรือพันธุ์มารในตัวลูกหลานของเรา
วิจารณ์ พานิช
๒๗ ก.พ. ๕๖
..บังเอิญได้..ยิน (ฝรั่ง)..ให้ความเห็นว่า..เด็กๆในแอฟริกา..น่าจะเอาเวลาที่เสียไปในโรงเรียน..ภาคบังคับ..มาหัด..จับปลา..ให้เป็น..ยังมีประโยชน์..กว่าในการเรียนรู้..แทนการรับรู้..
เอาเพลงที่อาจารย์พุทธทาสลิขิตไว้มาฝากท่านอาจารย์ครับ