.
สำนักข่าว BBC ตีพิมพ์เรื่อง 'Fast resting pulse death risk link'
= "ชีพจร (อัตราการเต้นหัวใจ) เร็วตอนพัก (เพิ่มเสี่ยง) เสียชีวิต (ก่อนวัยอันควร)" = "ใจ(เต้น)เร็ว, ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
= "ชีพจร (อัตราการเต้นหัวใจ) เร็วตอนพัก (เพิ่มเสี่ยง) เสียชีวิต (ก่อนวัยอันควร)" = "ใจ(เต้น)เร็ว, ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
.

.

.

.
ภาพที่ 1-2-3: แสดงการจับชีพจรที่ข้อมือ > ใช้นิ้วมือ 2 นิ้ว (นิ้วชี้-นิ้วกลาง) วางไปที่ข้อมือค่อนไปทางนิ้วหัวแม่มือดังภาพ
.
จะนับครั้งชีพจรให้ครบ 1 นาที = 60 วินาทีเลยก็ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่แม่นยำมากที่สุด
.
ทว่า... วิธีนี้ช้า นิยมนับครั้งชีพจร 15 วินาที แล้วคูณด้วย 4 = 15*4 = 60 วินาทีมากกว่า โดยเฉพาะการจับตอนออกกำลัง เช่น เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยานอยู่กับที่ ฯลฯ
.

.
ภาพที่ 4: แสดงการจับชีพจรที่คอ > ใช้นิ้วมือ 2 นิ้ว (นิ้วชี้-นิ้วกลาง) วางไปที่คอส่วนบน ด้านข้างลูกกระเดือกดังภาพ
.
การคลำชีพจรที่คอ แนะนำให้คลำที่ละข้างเบาๆ , อย่าคลำแรง หรือคลำ 2 ข้าง (ซ้าย-ขวา) พร้อมกัน เนื่องจากอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง
.
อย่านวดหรือคลึงหลอดเลือดที่คอ เนื่องจากอาจทำให้หัวใจเต้นช้าลง และบางคนอาจเป็นลมได้

การศึกษาใหม่จากเดนมาร์ก (ตีพิมพ์ใน Heart) ทำในกลุ่มตัวอย่างผู้ชายวัยกลางคนเกือบ 3,000 คน ติดตามไป 16 ปี
.
อัตราการเต้นของหัวใจ หรือชีพจรในผู้ใหญ่ปกติ = 60-100 ครั้ง/นาที, นักกีฬาที่ฝึกมาดีและนานพอมักจะมีชีพจรช้าลงจนใกล้ 40 ครั้ง/นาทีได้ [ mayoclinic ]
.
คนที่มีชีพจร หรืออัตราเต้นหัวใจในช่วงพัก (resting pulse) "ปกติ ค่อนไปทางสูง (high end of normal / high normal)" = 90 ครั้ง/นาที เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าคนที่หัวใจเต้นช้ามากเป็น 3 เท่า
.
ยิ่งหัวใจเต้นเร็วในช่วงพักมากเท่าไร ยิ่งเพิ่มเสี่ยงตายเร็วเท่านั้น
.
.
เป็นที่ทราบกันดีว่า คนที่มีหัวใจเต้นเร็วในช่วงพักเกิน 100 bpm (bpm = beat per minute = ครั้ง/นาที) เพิ่มเสี่ยงโรคหลายอย่าง เช่น
- โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน (heart attack)
- สโตรค หรือกลุ่มโรคหลอดเลือดสมองแตก-ตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต (stroke)
คนที่มีอัตราเต้นหัวใจ หรือชีพจรช้าในช่วงพัก มีแนวโน้มจะมีระดับความแข็งแรงหรือความฟิต (fit) สูงกว่า และมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ-ระบบไหลเวียนเลือดน้อยกว่า เช่น ความดันเลือดสูง ฯลฯ
.
นักกีฬาที่ฝึกมาดีและนานพอ มักจะมีชีพจรช้าลงด้วย ความดันเลือดในช่วงพักต่ำลงด้วย, นับว่า ดีกว่าคนทั่วไป ไม่ใช่เป็นโรค "ความดันเลือดต่ำ" อะไรทำนองนั้น
.
.
การศึกษาจากนอร์เวย์ปี 2011/2554 (ตีพิมพ์ใน JAMA) ทำในกลุ่มตัวอย่างที่มีสุขภาพดี มากกว่า 29,000 คน ติดตามชีพจรช่วงพักไปนานกว่า 10 ปี [ harvard ]
.
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีชีพจรช่วงพัก 70-85 ครั้ง/นาที หรือมากกว่านั้น มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีชีพจรช่วงพักต่ำกว่า 70 ครั้ง/นาที = 90%
.
กลุ่มตัวอย่างที่มีชีวิตช่วงพักสูงกว่า 85 ครั้ง/นาที มีโอกาสเสียชีวิต = 17.2 ราย/หมื่น(คน)/ปี สูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีชีพจรช่วงพักต่ำกว่า 70 ครั้ง/นาที = 8.2 ราย/หมื่น(คน)/ปี
.
วิธีวัดชีพจรช่วงพัก นิยมจับชีพจรหลังตื่นนอนตอนเช้า 15 วินาที คูณด้วย 4 = 15*4 = 60 วินาที
.
.
เช่น ถ้าจับชีพจรได้ 20 ครั้ง/15 วินาที, คูณด้วย 4 = 20*4 = 80 ครั้ง/นาที
.
วิธีลดชีพจรช่วงพักได้แก่ [ mayoclinic ]; [ harvard ]
.
(1). ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ
.
(2). ลดเครียด
.
การฝึกไทชิ-ชี่กง ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อทีละส่วน (relaxation response), การฝึกสมาธิที่ถูกวิธี (ระวังเจ้าสำนักที่เน้นบริจาค หรือโลภมาก เพราะอาจทำให้ท่านเครียดได้)
.
(3). ไม่สูบบุหรี่ และไม่หายใจเอาควันบุหรี่ที่คนอื่นสูบเข้าไป โดยเฉพาะห้องแอร์ที่มีคนสูบบุหรี่ เช่น ไนท์คลับ ผับ บาร์ ฯลฯ
.
(4). ลดกาเฟอีน
.
การลดปริมาณกาเฟอีนจากกาแฟ เครื่องดื่มกระตุ้นกำลัง น้ำอัดลม ชา ชอคโกแล็ต โดยเฉพาะหลังเที่ยงวัน มีส่วนช่วยได้
.
(5). ลดน้ำหนัก (ถ้าเกิน)
.
มวลไขมันที่เพิ่มขึ้นทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น...การลดน้ำหนักหรือเปลี่ยนจาก "อ้วนไม่ฟิต" เป็น "อ้วนฟิต" มีส่วนช่วยได้
.
(6). แก้สาเหตุที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว (ถ้ามี)
.
หัวใจคนเราเต้นเร็วขึ้นได้จากสาเหตุมากมาย ในจำนวนนี้หลายสาเหตุแก้ไขไม่ได้ เช่น พันธุกรรม ฯลฯ
.
อายุที่มากขึ้น มักจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น
.
เช่น โรคติดเชื้อ เลือดจาง, คอพอกหรือธัยรอยด์เป็นพิษ (มักพบร่วมกับคอโต ตาโปน มือสั่น น้ำหนักลด), หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ฯลฯ
.
.
ถ้ามีไข้ หรือไม่สบายแล้วอ่อนเพลียผิดปกติ หัวใจเต้นเร็วมาก (เช่น เกิน 90 ครั้ง/นาที ฯลฯ)... ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังหนัก เช่น งดวิ่ง งดกระโดดเชือก ฯลฯ
.
เนื่องจากการออกกำลังหนักในช่วงที่ป่วยหนัก อาจเพิ่มเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะได้
.
เลือดจางในไทยพบจากการขาดธาตุเหล็ก และพันธุกรรม (ธาลัสซีเมีย) ได้บ่อย... การตรวจเลือดมีส่วนช่วยแยกโรคได้
.
คนที่ขาดธาตุเหล็กจะได้รับประโยชน์จากยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก เลือดสุก เช่น เลือดไก่-เป็ด_หมูต้ม ฯลฯ (การกินเลือดดิบเพิ่มเสี่ยงโรคติดเชื้อ ซึ่งอาจทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เส้นประสาทหูอักเสบ ทำให้หูตึงหรือหูดับได้) ฯลฯ
.
.
ลำไส้ของคนที่เป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมียจะดูดซึมธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นโรคเลือดจางเรื้อรัง เพิ่มเสี่ยงต่อการได้รับธาตุเหล็กเกิน (มีพิษต่อตับ กล้ามเนื้อหัวใจได้)
.
คนที่เป็นโรคเลือดจางธาลัสเซียจะได้รับประโยชน์จากยาบำรุงเลือดที่ไม่มีธาตุเหล็ก (กรดโฟลิค / โฟเลต), การลดอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เลือดสัตว์ เครื่องใน ฯลฯ), และอาจได้รับประโยชน์จการดื่มชาจีนเจือจางพร้อมอาหาร (ช่วยลดการดูดซึมธาตุเหล็ก)

.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
.

- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์. 16 เมษายน 56. ยินดีให้ท่านนำบทความไปใช้ได้ โดยอ้างที่มา และไม่จำเป็นต้องขออนุญาต... ขอบคุณครับ > CC: BY-NC-ND.
- ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูง จำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
>
ชอบมากและมีประโยชน์มากครับ
จะนำวิธีที่คุณหมอแนะนำมาไปปฏิบัติดู
ขอบคุณมากๆ เลยครับ