วันเนา.....และหรือคือ วันเน่า (?)
ถัดจากวันสังขารล่องหรือวันมหาสงกรานต์ เราเรียกเป็นภาษาไทยกลางว่า วันเนา แต่ทางภาคเหนือเรียกว่า วันเน่า
มันเน่าได้ยังไงน่าศึกษาค้นคว้าเป็นอย่างมาก
พื้นเพของผู้เขียนคือภาคเหนือตอนบน ผู้เขียนมักจะได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่าว่า
๑๔ เมษายนเป็นวันเน่า พร้อมคำอธิบายแบบลูกทุ่งๆ ไม่ต้องมีเชิงอรรถฟุตโน้ตใดๆ
ทั้งสิ้นว่า เนื่องจากวันนี้เป็นวันถัดจากวันสังขารล่องหนึ่งขวบปีที่ผ่านพ้นไปบ้านเรือนอาจจะสกปรกรกรุงรัง
จนเกิดกลิ่นเหม็นอับและถึงขั้นเน่า ต้องมีการปัดกวาดชำระสะสางบ้านช่องห้องหอให้ดูดีสะอาดตาและไร้กลิ่นอันไม่พึงปรารถนาเพื่อจะได้ต้อนรับการมาเยือนของปีใหม่ที่จะมาถึงพรุ่งนี้ ๑๕ เมษายน อันเป็นวันเถลิงศก
นี่คือคำอธิบายที่เราได้ยินได้ฟังตั้งแต่เด็ก เดี๋ยวนี้เราโตแล้วก็ยังได้ยินอย่างนั้นอยู่ กี่ปีๆ คำอธิบายไม่เคยเปลี่ยน
เพราะอยู่ไม่เป็นสุขหากไม่ได้ค้นหาความหมายที่แท้จริงของคำว่า วันเนา
ผู้เขียนจึงใช้ความพยายามในระดับหนึ่งค้นหาที่มาของคำๆ นี้ ในที่สุดก็พบว่า เนา เป็นภาษาเขมรแปลว่า อยู่
ดังเนื้อหาปรากฏในบทเพลง เดือนเพ็ญ” ว่า “เดือนเพ็ญสวยเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา แสงจันทร์นวลชวนใจข้า คิดถึงถิ่นที่จากมา คิดถึงท้องนาบ้านเรือนที่เคยเนา”
วันเนาถ้าถือตามตำราแบบทางการก็คือวันที่ราศีขยับอยู่ตัวได้ที่แล้วเพื่อเตรียมเถลิงศกใหม่นั่นเอง
เหตุที่กลายเป็น วันเน่า ก็เพราะความเป็นอัตโนมัติ (อัตโน แปลว่า ของคนๆ หนึ่ง + มติแปลว่า ความคิด ความเห็น ) คือ คนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะถ่ายความหรือตีความศัพท์ที่มนุษย์ใช้กันได้ เลยเกิดเพี้ยนจาก เนา เป็น เน่า ได้ด้วยประการฉะนี้แล
ผลของความเชื่อก่อให้เกิดการปฏิบัติ การปฏิบัติก่อให้เกิดผลคือบ้านช่องห้องหอสะอาดสะอ้านงามหูงามตาขึ้นมาอย่างน้อยก็วันหนึ่งละ นี่คือภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ฉลาดในการประยุกต์ใช้วัฒนธรรมประเพณีให้เกิดประโยชน์ขณะปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม
ถ้าถือตามแนวนี้ วันเนา คือ วันอยู่กับบ้านแล้วทำความสะอาดบ้านเรือนห้องน้ำห้องนอนห้องครัวอย่าให้มันเน่ามันเหม็น เหมือนเป็นการยืมสถานการณ์หนึ่งมาสร้างอีกสถานการณ์หนึ่ง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับชีวิตขณะได้อย่างชาญฉลาดจริงๆ นับถือจังเลยกับภูมิปัญญาเช่นนี้
สวัสดีครับ
ด้วยความต้องการให้กระจ่าง จึงได้ค้นหามาอธิบายที่มาและแหล่งอ้างอิง และพบความหมายที่แท้จริงและถูกต้อง ขอบคุณที่แบ่งปันครับ