GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

โรงเรียนชาวนาระดับมัธยม (๑๒)

โรงเรียนชาวนาระดับมัธยม (๑๒)


           โรงเรียนชาวนา มขข. เป็น “พื้นที่” ลปรร. (แลกเปลี่ยนเรียนรู้) วิธีการทำนาแบบธรรมชาติ หรือแบบอินทรีย์    ในตอนนี้เราจะได้เห็นว่านักเรียนโรงเรียนชาวนาได้ร่วมกันสร้าง “ความรู้” เรื่องปุ๋ยธรรมชาติ มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ    ที่สำคัญ ทำให้ได้ปุ๋ยมาใช้ในราคาต่ำมาก    แถมยังได้กำไรมิตรภาพ และการรวมตัวกันทำงาน    การได้รวมตัวกันทำงานนี้เป็นกำไรชีวิตหรือเป็นผลพลอยได้ที่สำคัญนะครับ

ตอนที่  11  เรียนรู้เรื่องปุ๋ยธรรมชาติ
 
 นักเรียนชาวนาร่วมกันเรียนรู้เพื่อจะสร้างปุ๋ยธรรมชาติไว้ใช้เอง  ปุ๋ยธรรมชาติที่ว่านี้ได้มาจากวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นแถวๆบ้าน  แถวๆนาบ้านเรานี่เอง   เพราะเป็นวัสดุที่หาได้ง่าย  นำสิ่งที่เหลือทิ้งมาทำให้เกิดประโยชน์อนันต์  ถือเป็นการประหยัดต้นทุนด้วย
 วัสดุที่เลือกใช้นั้นจะต้องคำนึงถึงธาตุอาหารของพืชที่มีอยู่ในวัสดุนั้นๆด้วย  หลักสำคัญในการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์จะต้องประกอบด้วยส่วนประกอบ  ดังนี้
 (1)  จุลินทรีย์ที่ทำหน้าที่ในการย่อยสลาย  มาจากน้ำจุลินทรีย์ที่มีการเลี้ยงไว้หรือมาจากหัวเชื้อดินดีที่มาจากป่ามีเชื้อจุลินทรีย์อาศัยอยู่
 (2)  รำละเอียดและกากน้ำตาล  เพื่อเป็นอาหารให้กับเชื้อจุลินทรีย์ในระยะแรกๆ  ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำการขยายจำนวนให้ได้มากๆ  และเพื่อย่อยซากอินทรีย์วัตถุได้รวดเร็วขึ้น
 (3)  วัสดุอินทรีย์  ได้แก่  เศษใบไม้  ฟางข้าว   แกลบดิบ  แกลบดำ  กากอ้อย  ผักตบชวา  เป็นต้น  เพราะวัสดุจำพวกนี้จะช่วยในด้านการปรับโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น  และยังช่วยให้ธาตุอาหารแก่พืชเช่นกัน
 (4)  มูลสัตว์ต่างๆ  เช่น  มูลไก่  มูลวัว  มูลควาย  เป็นต้น  เพราะวัสดุจำพวกนี้มีธาตุอาหารพืชจำพวกไนโตรเจน (N)  สูง
 สูตรปุ๋ยหมักอินทรีย์ที่ใช้กันในไร่นามีสูตรเข้มข้นในขนาดของกองปุ๋ยขนาด  1  ตัน  นั้น  มีอัตราส่วนดังนี้
 (1)  หัวเชื้อดินดี 1  ส่วน  (ปุ๋ยหมักอินทรีย์ที่มีอยู่)
 (2)  รำละเอียด 2   ส่วน  
 (3)  วัสดุอินทรีย์ 4  ส่วน
 (4)  มูลสัตว์ 8  ส่วน  
 ทั้งนี้  นักเรียนชาวนาสามารถปรับปรุงธาตุอาหารในปุ๋ยหมักได้ด้วยตนเอง  โดยเลือกใช้วัสดุที่มีธาตุอาหารที่สูง  ธาตุอาหารหลักที่มีอยู่ในปุ๋ยคอกประเภทต่างๆ  1  กิโลกรัมต่อปุ๋ยคอก  100 กิโลกรัม


วัสดุ             ไนโตรเจน  (N) ฟอสฟอรัส  (P) โปแตสเซียม  (K)
มูลวัว              1.91               056                  1.40
มูลไก่              3.77              1.89                  1.76
มูลควาย          1.23               0.55                  0.69
มูลเป็ด            2.15               1.13                  1.15
มูลหมู             2.80               1.36                  1.18
มูลค้างคาว      1.05                14.82                1.84

 ในการทำปุ๋ยหมักควรคำนึงถึงสัดส่วนของคาร์บอนและไนโตรเจนที่เหมาะสมต่อการเจริญของจุลินทรีย์  คือ  คาร์บอน  30  ส่วน  ต่อไนโตรเจน  1  ส่วน  (C : N  =  30 : 1)  ถ้าในกองปุ๋ยหมักมีไนโตรเจนมากกว่าที่จุลินทรีย์นำไปใช้  จะทำให้การยึดติดกันของอินทรีย์สารไม่แน่นพอ    ไนโตรเจนส่วนที่เหลือก็จะสูญเสียไปในรูปของแก๊สแอมโมเนียหรือถูกชะล้างไปจากกองปุ๋ย  ทำให้คุณภาพของปุ๋ยหมักต่ำลง  และถ้าใช้ไนโตรเจนในอัตราที่ต่ำเกินไป  ไนโตรเจนก็จะไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์  ทำให้กองปุ๋ยหมักไม่ร้อนต้องใช้เวลานาน
 การคำนวณอัตราส่วนของไนโตรเจนและคาร์บอน  สามารถใช้หลักง่ายๆ  หากใช้วัสดุทำปุ๋ยหมักจำพวกมูลสัตว์  (มีไนโตรเจนสูง)  ผสมกับเศษเหลือของพืช  อย่างเช่น  หญ้า  ฟาง  และวัชพืช   ควรใช้ เศษพืช  75 %  และใช้มูลสัตว์  25 %  ของปริมาตรกองปุ๋ย
 ฟางข้าวก็เป็นอินทรียวัตถุที่มีอยู่ในแปลงนาที่ไม่ต้องไปซื้อที่ไหน  เพียงแต่ไม่เผาฟางทิ้ง  ก็จะได้อินทรียวัตถุที่มีธาตุอาหารจำนวนมาก  ฟางข้าว  1  ตัน  เมื่อหมักแล้วจะได้ธาตุอาหารหลักและธาตุรองดังนี้
 -  ไนโตรเจน   6.0   กิโลกรัม
 -  ฟอสฟอรัส   1.4   กิโลกรัม
 -  โพแทสเซียม 17.0   กิโลกรัม
 -  แคลเซียม   1.2   กิโลกรัม
 -  แมกนีเซียม   1.3   กิโลกรัม
 -  ซิลิก้า  50.0   กิโลกรัม 
 นอกจากนี้  ยังมีปัจจัยที่มีผลต่อขบวนการย่อยอินทรียวัตถุของจุลินทรีย์  ได้แก่
 (1)  ชนิดของวัตถุดิบ  วัตถุดิบที่มีปริมาณของเซลลูโลสที่เป็นโพลิเมอร์ที่ใหญ่  อันได้แก่  ฟางข้าว  แกลบ  ชานอ้อย  ขุยมะพร้าว  ต้นและตอซังข้าวโพด  เป็นต้น  จะย่อยสลายยากกว่าวัตถุดิบที่องค์ประกอบเป็นโพลีแซคคาไรด์  เช่น  ผักตบชวา  ต้นกล้วย  ใบตอง  ใบพืชตระกูลถั่ว  เหล่านี้จะเป็นวัตถุดิบที่ย่อยสลายง่าย
 (2)  ความชื้น  จุลินทรีย์ส่วนใหญ่จะเจริญได้ดีในสภาพของความชื้นในระหว่าง  50 – 70  %  หากความชื้นต่ำกว่า  20 %   การย่อยและการเจริญเติบโตขยายพันธุ์ของจุลินทรีย์จะหยุด  แต่อย่างไรก็ตามในสภาพที่ความชื้นสูงเกินไป  จะทำให้เกิดสภาพของการขาดอากาศทำให้จุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศไม่สามารถจะดำรงอยู่และขยายพันธุ์ได้เช่นเดียวกัน
 (3)  อากาศและการถ่ายเท  สำหรับกระบวนการย่อยอินทรียวัตถุจะเกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศเป็นส่วนใหญ่   ในระหว่างการย่อยอินทรียวัตถุในกองปุ๋ยหมักควรต้องมีการกลับกองให้เกิดการถ่ายเทอากาศ  เพื่อให้จุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศได้มีการขยายพันธุ์มากขึ้น
 (4)  อุณหภูมิ  การหมักจะมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง  20 - 400  องศา  ความร้อนจะสะสมขึ้นเรื่อยๆ ในกอง  โดยเฉพาะส่วนที่ลึกที่สุดจะเป็นจุดที่สะสมความร้อนมากที่สุด  ในสภาพที่สูงเกิน  70  องศา  กิจกรรมการย่อยสลายของจุลินทรีย์จะไม่เกิดขึ้น  จุลินทรีย์ส่วนใหญ่และสิ่งมีชีวิตอื่นๆจะตาย 
 (5)  ความเป็นกรดเป็นด่าง  ในระหว่างขบวนการย่อยอินทรียวัตถุของของจุลินทรีย์ในระยะแรกจะมีกรดอินทรีย์เกิดขึ้น  ค่าความเป็นกรดจะอยู่ระหว่าง  4.5 – 5.5  แต่เมื่อขบวนการย่อยเกิดขึ้นต่อไป  อุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้ค่าความเป็นกรดลดลงตามลำดับ  ปุ๋ยหมักจะมีค่า  pH  ไปสู่ความเป็นกลาง  pH  7.0  หรืออาจเป็นด่างเล็กน้อย  ค่า  pH  ประมาณ  7.5  เมื่อใสปุ๋ยหมักลงไปในดินจะช่วยเน้นตัวปรับสภาพความเป็นกรดด่างของดินได้อย่างดี

 เมื่อได้เรียนรู้เรื่องราวของปุ๋ยธรรมชาติกันแล้ว  สำหรับนักเรียนชาวนาวัดดาวแล้ว  เรื่อง   กิจกรรมกองทุนปุ๋ยหมักชีวภาพได้เดินหน้ามาหลายก้าวแล้ว  โดยมีการเปิดระดมทุนจากกลุ่มนักเรียนชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ  43  คน  ให้ถือกันคนละ  1  หุ้น  ได้เงินสมทบทั้งหมด  4,500  บาท  นอกจากนี้ยังได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ  จำนวน  30,000  บาท  ผู้ใหญ่ใจดีหลายท่านร่วมกัน  ได้แก่  Canada  Fund  มูลนิธิข้าวขวัญ  โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุขภาคกลาง  (สรส.)  สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม  (สคส.)  กลุ่มเกษตรปลอดสารเคมีตำบลวัดดาว  องค์การบริหารส่วนตำบลวัดดาว  (อำเภอบางปลาม้า  จังหวัดสุพรรณบุรี)
 ส่วนผสมที่นักเรียนชาวนาวัดดาวใช้  ได้แก่
 -  ขี้เค้ก  (ขี้ตะกอนจากโรงงานน้ำตาล)  120  ตัน 
 -  มูลวัว  32  ตัน
 -  แกลบดิบ  60  ตัน
 -  หัวเชื้อจุลินทรีย์  100  ลิตร
 

   
            ภาพที่  101 – 102  นักเรียนชาวนารวมพลังทำปุ๋ยชีวภาพ  


   
   ภาพที่  103  กากน้ำตาลผสมน้ำ          ภาพที่  104  รำละเอียด   

   

      
          ภาพที่  105 – 106  คลุกเคล้าส่วนผสมต่างๆให้เข้ากัน  
   
ภาพที่  107  ฉีดกากน้ำตาลลงบนกองปุ๋ย  ภาพที่  108  นักเรียนชาวนาร่วมใจทำปุ๋ย  
  

 นักเรียนชาวนาได้กองปุ๋ยหมักชีวภาพประมาณ  67.5  ตัน  และสามารถจำหน่ายให้แก่สมาชิกในกลุ่มได้ประมาณคนละ  1  ตันครึ่ง  เป็นโควต้าที่ได้ตกลงกันภายในกลุ่ม  โดยกำหนดจำหน่ายตันละ  500  บาท  แล้วนำเงินรายได้ไปใช้หมุนเวียนภายในกลุ่ม  ได้เงินจำนวน  50,625  บาท  และได้กำไรหลังหักต้นทุนแล้ว  16,125  บาท
 แต่สิ่งที่ได้มากกว่าเงินและกำไร  นั่นก็คือ  ความรู้ที่ติดตัวนักเรียนชาวนาทุกคน  กล่าวได้ว่านักเรียนชาวนาทุกคนได้เข้าใจเรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน  รู้จักการผลิตปุ๋ยธรรมชาติ  อันส่งผลช่วยลดต้นทุนทางการผลิต  การหันมาใช้ปุ๋ยธรรมชาติแทนการใช้ปุ๋ยเคมีในนาข้าว  กิจกรรมการเรียนรู้และปฏิบัติจริง  ยังช่วยทำให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อการทำปุ๋ย  นอกจากนี้สิ่งที่ทุกคนได้รับและถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญของชุมชน  คือ  ความสามัคคีของนักเรียนชาวนาที่ได้ร่วมกันทำงานอย่างมีกระบวนการและด้วยความเข้มแข็ง  อันเป็นแนวทางการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน  อันเป็นก้าวสู่ชุมชนชาวนาในระบบเกษตรอินทรีย์

         การเรียนรู้เรื่องปุ๋ยธรรมชาติ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวปุ๋ยนะครับ    จะต้องเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้เรื่องการเจริญเติบโตของต้นข้าว  การทนโรค  การให้ผลผลิต  และอื่นๆ     KM เป็นเรื่องของการเรียนรู้ที่ซับซ้อน    ไม่ใช่การเรียนรู้แบบชั้นเดียว

วิจารณ์ พานิช
๑๙ สค. ๔๘

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 5331
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)