ลำไย : ชุมชนคนสนใจเรื่องลำไย ถามตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

https://www.facebook.com/groups/www.longankipqew/

หรือ

http://www.gotoknow.org/dashboard/home/#/posts/545415/edit

สาวน้อยใจดี นู๋ยุ้ยแก้มตุ่ย

https://www.facebook.com/profile.php?id=100000397078840

.

สุดยอดเลย นึกว่าเขียนเสร็จแล้วจะได้ไปทำงานอื่นซะที

พอกดปุึ่มจัดเก็บข้อมูล ส่วนท้ายของบทความหายไป....ซะ่่นี่

ใคร Copy ไว้บ้าง ส่งให้หน่อย..นะคะ ขอบคุณ...ค่ะ

เลยต้องนำมาเขียนต่อในบทความใหม่อีก เหนื่อย...นะคะ

ไม่ได้ทำ Copy บันทึกไว้ด้วยสิ ต้องเขียนใหม่หมดเลย อาจเขียนตกๆ ลืมๆ ไปบ้าง...ค่ะ

มาคุยกันต่อ...ค่ะ

7. ราดสารไปแล้วครั้งหนึ่ง ถ้าจะราดสารฯ อีกครั้งในเดือนมิถุนายน เราจะต้องทำอย่างไรกับสารฯ

ตกค้างเดิม

คำตอบคือ เราจะต้องดำเนินการกำจัด หรือลดปริมาณสารฯ ตกค้างในดินก่อนค่ะ ด้วยวิธีการดังนี้

7.1 ใช้ "จุลินชีพชีวภาพ " ผสมน้ำ 1000 ลิตร ราด หรือพ่นทางดินบริเวณที่ราดสาร และใกล้เคียง รวมถึงการพ่นกำจัดสารตกค้างตามกิ่ง และใบลำไย ถ้าเคยพ่นสารฯ ทางใบด้วย

7.2 ให้น้ำด้วยระบบสปริงเกอร์ ในปริมาณมาก และต่อเนื่อง เพื่อให้การซึมผ่านของสารฯ ที่ตกค้างอยู่ซึมลึกผ่านระดับรากลำไยลงไป

7.3 หลังจากให้น้ำต่อเนื่องทุกวัน ได้ประมาณ 10 วัน ให้ทำการใส่ปุ๋ย 46-0-0 + 15+15+15 + 0-0-60 ตามสูตรการบำรุงต้นลำไย ตามตารางที่ 1 ในคำตอบข้อที่ 2 (ข้างต้น) อีกครั้ง ทำเสมือนกับว่า เราดูแลลำไยตามปกติ

7.4 เมื่อครบ 15 วัน หรือก่อนที่ตั้งใจจะราดสารประมาณ 30 วัน ให้เกษตรกรเริ่มใส่ปุ๋ยทางดิน 8-24-24 เพื่อเร่งให้ใบแก่พร้อมกัน แ่ละเป็นการสะสมอาหาร เหมือนที่เคยทำมาตามปกติ

7.5 การราดสารฯ ในครั้งที่ 2 นี้ ขอแนะนำให้ใช้วิธีการพ่นสารฯ ทางใบ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้ลำไยแตกช่อดอกได้ดีกว่าการให้สารฯ ทางดิน และดอกลำไยมีโอกาสติดผลลำไยได้ดีกว่า และได้ผลผลิตลูกลำไยที่มีคุณภาพมากกว่าการราดสารฯ ทางดิน

เนื่องจากแต่เดิมในการราดสารฯ ทางดินที่ผ่านมาในครั้งแรกนั้น สารฯได้เข้าไปทำลายรากฝอยของต้นลำไยไปเป็นจำนวนมาก ช่วงระยะเวลา 90 วันที่ผ่านมานี้ (45 วันหลังจากราดครั้งแรก + 45 วันจากการบำรุงใบใหม่) ต้นลำไยได้รักษาสมดุลย์ในการเจริญเติบโตของลำต้น และใบด้วยตนเองให้สามารถอยู่รอดได้ ซึ่งโดยปกติลำไยที่จะราดสารฯ ได้อีกนั้น ต้องได้ยอดใหม่ 1-2 หรือ 3 ยอด ขึ้นอยู่กับอายุของต้นลำไยเองเป็นหลัก ดังนั้นถ้าเราทำการราดสารฯ ทางดินซ้ำลงไปอีกในขณะที่ยอดไม่พอ จะเป็นการซ้ำเติมต้นลำไย

กระบวนการที่ต้นลำไยจะเกิดความเหมาะสมสำหรับการราดสารฯ คือ เมื่อต้นลำไยสามารถสร้างสมดูลย์ของฮอร์โมนที่จำเป็นแต่ละชนิด ภายในอวัยวะแต่ละส่วนของต้นไม้ จนมีความสมดุลย์ได้ดีเต็มที่ ซึ่งถ้าเป็นต้นไม้ขนาด 15 ปีขึ้นไป การออกยอดเพียงยอดเดียวก็เพียงพอต่อการกระตุ้นให้เกิดตาดอกได้ ส่วนลำไยระหว่างช่วง 7-14 ปี ต้องการเพียง 2 ยอด ส่วน ลำไย 3-6 ปี ต้องการยอด 3 ยอด จึงจะพร้อมที่จะรับการกระตุ้นด้วย เพื่อพัฒนาเป็นตาดอกได้

การราดสารฯ เป็นกระบวนการกระตุ้น เพือหยุดยั้งความสมดุลย์ดังกล่าว ทำให้เกิดการเพิ่ม หรือลดปริมาณฮอร์โมนชนิดต่างๆ ภายในต้นลำไยซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฮอร์โมนออกซิน (Auxin) ซึ่งจะมีมาก และทำหน้าที่ในการพัฒนาการเจริญเติบโตของราก และปลายยอด ใบอ่อน และช่อดอกที่กำลังเจริญเติบโต

ฮอร์โมนออกซิน มีกระจายอยู่ทั่วไปในต้นลำไย เซลล์แต่ละส่วนของพืช สามารถสร้างออกซินขึ้นมาได้ ซึ่งอวัยวะของพืชแต่ละจุดจะสร้างออกซินให้มีมาก หรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของอวัยวะแต่ละส่วน ที่มีความต้องการแตกต่างกัน ต้นลำไยจะรู้ดีว่าจะสร้างฮอร์โมนต่างๆ ที่เหมาะสมสำหรับตนเอง/ด้วยตัวเองอย่างไร ลำไยไม่จำเป็นต้องพึงพาการช่วยเหลือการสร้างฮอร์โมนของเกษตรกรแต่อย่างใด

ดังนั้นการที่เกษตรกรบางราย ไปเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เคมีที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนต่างๆ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนออกซินมาใช้ ด้วยหวังว่าจะช่วยให้ลำไยเติบโต ทั้งราก ยอด และใบอ่อนอย่างรวดเร็ว และมีคุณภาพนั้น โดยนำมาใช้ด้วยวิธีฉีดพ่นทางใบ พ่นลำต้น หรือผสมน้ำเทราดลงไปบนพื้นดินนั้น แทนที่ต้นลำไยจะเจริญเติบโต ออกซินที่มีมากเกินไป จะทำให้เกิดความไม่สมดุลย์ในแต่อวัยวะของต้นลำไย แทนที่จะเป็นผลดี กลับส่งผลเสีย ทำให้ต้นลำไยหยุดการเจริญเติบโตไปได้เช่นเดียวกัน

เพราะความเข้มข้นที่สูงเกินไปของออกซินจะยับยั้งการเจริญเติบโต และเป็นพิษต่อพืช โดยทำให้อวัยวะของพืชมีการเติบโตที่ไม่สัมพันธ์กัน เช่นแบ่งเซลล์เพิ่มขึ้น แต่เซลล์ไม่ขยายขนาด อวัยวะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง การเจริญเติบของพืชลดลง และหยุดไปในที่สุด

เกษตรกรลองกลับไปสังเกต ต้น และใบลำไยของท่านดู ว่า มีอาการเหล่านี้หรือไม่

ใบลำไยบิดงอ ผิดรูป ผิดร่าง ไม่ว่าจะเป็นใบอ่อน หรือใบแก่

ลำไยมีขนาดของลำต้นเล็กไม่สมดุลย์กับขนาดทรงพุ่มที่ใหญ่โตที่มีใบเยอะ

ออกช่อดอกเยอะ แต่ไม่ค่อยติดดอกไม่ติดผล หรือติดผล แต่ไม่มีคุณภาพ


แสดงว่าที่ผ่านมา ท่านได้เคยใช้สารเคมี ที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนต่างๆ

เหล่านี้มากจน ต้นลำไยของท่านเกิดอาการผิดปกติไป...ค่ะ


ไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวลำไย เขาปรับสมดุลย์ของเขาเอง

อาจต้องรอเวลาหน่อย....นะคะ

หุ...หุ... นี่เรื่องฮอร์โมนออกซิน เพียงบางส่วนนะคะ ที่จริงมีละเีอียดกว่านี้อีก กลัวเบื่อ แล้วไม่อ่านกัน

ยังมีฮอร์โมนตัวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก เอาไว้เขียนบันทึกเฉพาะเรื่องฮอร์โมน ละกันค่ะ

เรียนรู้เชิงวิชาการเล็กๆ น้อยไปแล้ว คราวนี้เมื่อครบกำหนด

เราก็จะสามารถราดสารฯ ได้อีกครั้ง...ค่


แต่ก่อนอื่นต้องกำจัดสารฯ ซึ่งมีตกค้างอยู่ในดินให้หมด หรือเหลือน้อยลงก่อน...นะคะ

45 วันแรกนอกจากดอกจะไม่ยอมออก ทำให้เราปวดใจแล้ว ใบยังเขียวพรึบอีก

ไม่เป็นไรค่ะ ใบเขียวนะ...ดีแล้ว

ใช้ช่วงเวลา 45 วัน หลังที่เหลือนี่แหละ พัฒนาการเขาให้มีคุณภาพ...ซะเลย

เราจำต้องทำการกำจัดสารฯ ตกค้าง ทำไปทำไม...?

ก่อนอื่น เกษตรกรควรที่จะได้ทำความเข้าใจในหลักการเบื้องต้น ง่ายๆ ของกระบวณการการปรับสภาพดินด้วย "จุลินชีพชีวภาพ" เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับต้นลำไยเสียก่อนที่จะการราดสารฯ ใหม่อีกครั้ง ดังต่อไปนี้....ค่ะ

ระยะที่ 1 การราดน้ำที่ผสม "จุลินชีพชีวภาพ" จะมีผลต่อต้นลำไย ดังนี้

จุลินทรีย์ใน "จุลินชีพชีวภาพ" จะเติบโตได้ดีในภาวะความชื้นสูง โดยเฉพาะในบริเวณปลายรากของต้นลำไย เนื่องด้วยมีปริมาณความชื้นสม่ำเสมอกว่าจุดอื่นๆ ท่อน้ำ (xylem) จะเกิดการอุดตันไม่สะดวกต่อการดูดน้ำ แ่ละแร่ธาตุต่างๆ ในดินขึ้นไปได้สะดวก ทำให้ลำไยไม่ต้องรับสารฯ ที่ตกค้างคงเหลืออยู่ในดินในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ระยะหนึ่ง (ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เราก็ได้ให้น้ำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เพื่อชะล้างสารฯ ที่ตกค้างอยู่ ให้ละลายซึมลึกลงไปในชั้นดิน) ซึ่งในระยะเวลาต่อมา เมื่อปริมาณ จุลินทรีย์ลดลง รากลำไยก็จะสามารถดูดน้ำต่อได้ ซึ่งน้ำดังกล่าวนี้จะมีความไม่ค่อยเหลือสารฯ ลำไยตกค้างอยู่...ค่ะ

การพ่นน้ำ ที่ผสม "จุลินชีพชีวภวพ" ตามลำต้น กิ่งก้าน และใบ จะช่วยในการชะล้างสารฯ ลำไยที่ตกค้างอยู่ตามกิ่งก้าน และใบของลำไย นอกจากนี้ "จุลินชีพชีวภาพ" ยังมีคุณสมบัติในการทำลายเซลลูโรส ที่เสื่อมสภาพ หรือว่าเซลล์ผนังของต้นไม้นั้นได้ตายแล้ว หรือเซลลูโรสจุดอื่นๆ ที่ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง ซึ่งการกัดทำลายานี้จะทำให้ผิวของใบ และกิ่งก้าน สะอาดขึ้น ช่วยทำให้ระบบการดูซึมธาตุอาหารของรา การปรุงอาหารของใบ และการส่งต่อสารอาหารไปยังส่วนต่างๆ ของพืช สมารถถทำหน้าที่ได้ตามปกติ และดีขึ้น...ค่ะ

ระยะที่ 2 การให้น้ำด้วยสปริงเกอร์ อย่างสม่ำเสมอ

เป็นความจำเป็นที่เราจะต้องให้น้ำแก่ลำไย ให้มากพอในระยะแรก เพื่อที่จะชะล้างสารฯ ลำไยที่ตกค้างอยู่บริเวณผิวดิน และชั้นดินในระดับราก (ลึกลงไป 40 เซนติเมตรจากผิวดิน) ให้น้ำเจือจางสารฯ ลำไยที่ตกค้างอยู่ ให้สามารถซึมผ่านระดับของรากลำไยไปให้ได้ แ่ละเมื่อเลยระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้เราให้น้ำทางปริงเกอร์เหมือนการดูแลให้น้ำลำไยตามปกติ

ระยะที่ 3 การใส่ปุ่ยบำรุงต้น และดอก

ในช่วง 15 วันแรก ก็ใส่ปุ๋ยบำรุงเพื่่อบำรุง ราก และใบเหมือนปกติค่ะ โดยใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 + 15-15-15 + 0-0-60 ในอัตราส่วนการบำรุงต้นตามขนาดทรงพุ่ม ตามตารางในบันทึกที่ผ่านมา (อ่ะเขียนมาให้อ่านใหม่เลย...ค่ะ ดูจากตารางข้างล่างเลย..นะคะ)

ตารางที่ 1 ปริมาณปุ๋ยเคมีที่ใส่ในแต่ละครั้งของการแตกใบอ่อน

เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม (เมตร) สูตรปุ๋ยเคมี (กรัมต่อต้น)

46-0-0 15-15-15 0-0-60

4 150 100 80

5 260 180 140

6 430 290 230

7 650 450 370

หมายเหตุ : ข้อมูลกรมวิชาการเกษตร

ในช่วงเวลา 15 วันแรกของการเริ่มต้นบำรุงใบใหม่ เมื่อครบ 45 วันแล้วที่ลำไยไม่ยอมออกดอกสักที ่จะเหลือเวลาอีกประมาณ 30 วันก่อนที่จะถึงกำหนดราดสารฯ ให้เราเริ่มใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งให้ทั้งใบลำไย ทั้งใบอ่อน และใบแก่ ให้แก่ไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งปุ๋ยดังกล่าวยังช่วยส่งเสริมให้ใบทำการเปลี่ยนธาตุอาหาร ให้เป็นสารอาหารพร้อมที่จะนำไปสร้างเป็นตาดอกอีกครั้ง...ค่ะั

ปริมาณการใส่ปุ่ย** 8-24-24 ใำหรับทรงพุ่มเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร ดังนี้

ครั้งที่ 1 วันแรกที่เริ่มใส่ปุ๋ยบำรุงใบ ใช้ปุ๋ยปริมาณ 400 กรัม/ต้น

ครั้งที่ 2 หลังจากวันแรก 7 วัน ให้ใช้ปุ๋ยปริมาณ 400 กรัม/ต้น

ครั้งที่ 3 หลังจากครั้งแรก 15 วัน ให้ใช้ปุ๋ยปริมาณ 200 กรัม/ต้น

** ทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ย ให้ทำการสปริงเกอร์น้ำตามทันที เพื่อให้ปุ๋ยละลายซึมลงผิวดิน


8. เปลี่ยนช่วงเวลาราดสารฯ แล้วจะมีโอกาส ทำลำไยให้สำเร็จได้ หรือไม่

หากเกษตรกรได้ใส่ใจดูแลต้นลำไย และหมั่นสังเกตสภาพของต้นลำไย และทำความเข้าใจในภาทฤษฎีโดยนำไปประยุกข์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของสวนลำไยของตนเองแล้ว เชื่อได้ว่าจะประสบความสำเร็จ...ค่ะ

อย่ายึดติด อย่ายึดมั่นในหลักการ หรือวิธีการเดียวเสมอไป เพราะบางครั้ง แม้หลักการนั้นจะดี แต่อาจจะใช้ไม่ได้กับสวนลำไยของเรา...นะคะ

เกษตรกรเจ้าของสวนลำไย ที่ได้ใส่ใจดูแลอย่างสม่ำเสมอเท่่านั้น ที่จะเป็นผู้ที่...รู้ดีที่สุึด ว่าสวนลำไยของท่านนั้น จะสามารถเลือกใช้วิธีการที่แนะนำนี้ ได้ หรือไม่ได้ หรือว่าได้ แต่จะต้องมีการต้องปรับปรุึง เพิ่มเติม หรือตัดทอนขั้นตอนอย่างไรจึงจะเหมาะสม แ่ละได้ผลดีที่สุด...ค่ะ

เหนื่อย....ค่ะ พิมพ์แล้ว ส่วนท้ายของบันทึกหาย ต้องมาเขียนกันใหม่ อาจไม่ละเอียดเหมือนเดิมนะคะ

ขออภัย