โทน โทนนาย  ชาวพม่าที่เข้ามาตัดยางอยู่ในสวนญาติพี่น้องของผู้เขียน และโทน โทนนาย คนนี้อีกเช่นกันที่สอนภาษาพม่าให้กับผู้เขียน  ทำให้ผู้เขียนพูดภาษาพม่าได้หลายคำอยู่ แต่ ณ เวลานี้ ผู้เขียนได้ขอหยุดเรียนไว้สักพักหนึ่ง เนื่องจาก ภาระงานที่บ้านสวนมีมากเกินกว่าที่จะใช้เวลา อ่าน ท่องจำ และทบทวน สิ่งที่เค้าได้ตั้งใจสอนไว้… ก็หลายเอาการอยู่….. ผู้เขียนจดสิ่งที่เรียนไว้เป็นเล่มเลยทีเดียว

ได้แต่บอกกับเค้าไปว่า …ขอให้ตัวเองสรุปบทเรียนที่เค้าได้สอนไว้ ให้ได้เสียก่อน อย่างน้อยมันเป็นอะไรที่ไม่สูญเปล่า…. ทั้งคนเรียนและคนที่ได้ตั้งใจสอนเรา (สิ่งที่เรียนไว้หากผู้เขียนสรุปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะทยอยโพสต์บันทึกเก็บไว้ที่นี่เช่นกัน)

..

หยุดยางปีนี้ โทน โทนนาย กลับบ้านที่พม่าพร้อมกับเมียของเค้า  คืนก่อนกลับได้แวะมาคุยกับผู้เขียน  หลังจากได้นั่งดื่มเบียร์กันคนละแก้วสองแก้ว  ผู้เขียน..ปากเบาไปหน่อยได้พูดกับเค้าว่า….อยากฝากซื้อเจดีย์ชเวดากอง แบบที่เป็นของที่ระลึกจากเมืองย่างกุ้งจัง  หากไม่เป็นการลำบาก  และไม่ต้องเป็นกังวล  ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร? ….ผู้เขียนพูดกับเค้าเช่นนั้น

และผู้เขียนยังรับรู้อีกว่า…โทน โทนนาย  แสดงความเต็มใจที่จะหาสิ่งที่ผู้เขียนอยากได้มาให้ …หลังจากนั่งดื่มกันเสร็จ….  เราก็ล่ำลากัน

..

กว่าเดือนที่เค้ากลับไปเยี่ยมบ้านที่พม่า ….

และแล้วโทน โทนนาย  ก็กลับมาพร้อมกับเมียของเค้า

..



เชอเดอกอง…ที่อยู่ในมือเค้ายื่นมอบให้ข้าพเจ้า ในเวลาย่ำค่ำของวันที่อากาศร้อนอบอ้าว(เหตุที่ผู้เขียน…เขียน คำว่า “ชเวดากอง”  เป็น “เชอเดอกอง”  เพราะคนพม่า พูดเช่นนั้น)

ผู้เขียนรู้สึกขอบคุณเค้ามาก ๆ  และยิ่งรู้สึกเกรงใจเค้ามากขึ้น เพราะ....องค์เจดีย์เชอเดอกองที่ผู้เขียนรับมาจากมือของเค้านั้น....  มองมีค่ายิ่งกว่าที่ผู้เขียนนึกคิดไว้เสียอีก 


โทน โทนนายบอกว่า….เค้าหาองค์เจดีย์เชอเดอกอง ที่จำลองย่อส่วนมา หลายต่อหลายที่ในย่างกุ้ง  แต่ไม่มีวางขายเลย จนกระทั่ง….ไปเจออยู่ในร้านโชว์สินค้าแห่งหนึ่งกลางเมืองย่างกุ้ง ก่อนที่เค้าจะนั่งรถไปบ้านของเค้า ที่เมืองเปีย  (เมืองที่อยู่ใกล้ ๆ กับ เมืองมันดาเลย์,,, เมืองที่มีชื่อเสียงเมืองหนึ่งของพม่า)


โทน โทนนาย บอกกับผู้เขียนว่า…เค้าพูดอยู่ในใจว่า ..หากพี่มีวาสนาที่จะได้ครอบครององค์เจดีย์นี้ ก็ขอให้เค้าหาเจอ.... แล้วเค้าก็พบเจอจริง ๆ


องค์เจดีย์เชอเดอกองนี้ เป็นงานฝีมือ ใครอยากได้ต้องสั่งทำเท่านั้น..  นอกจากจะมีมาวางโชว์  เป็นบางครั้ง  โทน โทนนาย บอกกับผู้เขียนว่า.. เจดีย์ที่วางโชว์อยู่มี  3 องค์ องค์หนึ่งทำด้วยไม้.. องค์หนึ่งทำด้วยโลหะสีเงิน.. และอีกองค์หนึ่งทำด้วยโลหะสีทอง 

และโทน โทนนายเลือกองค์สีทองมาจากร้าน …


ผู้เขียนยิ่งนับถือในน้ำใจของโทน โทนนายมากไปกว่าเดิมเสียอีก หลังจากรับรู้ว่า…ตลอดเวลาของการเดินทางเค้าจะถือองค์เจดีย์เชอเดอกองจำลองนี้ ไว้กับมือของเค้าตลอดเวลา จนกระทั่งนำองค์เจดีย์เชอเดอกององค์นี้มาถึงมือของผู้เขียน



โทน โทนนาย บอกกับผู้เขียนว่า…เค้าจะเก็บใส่กล่อง เอาไว้ในกระเป๋าก็ได้ แต่เค้าเกรงว่าหากรายละเอียดขององค์เจดีย์หัก หรือบิดงอไป องค์เจดีย์นี้ก็จะไม่สวย มีตำหนิ ไม่สมบูรณ์ เค้าอยากให้ผู้เขียนเห็นองค์เจดีย์นี้ในสภาพสมบูรณ์เหมือนที่ซื้อมาจากร้านค้าในเมืองย่างกุ้ง


สิ่งนี้เอง…ที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกถึงความจริงใจที่เค้ามีต่อผู้เขียน  น้ำใจตอบแทนที่เค้ามอบให้กับผู้เขียนนี้  มันกับทำให้ผู้เขียนรับรู้ถึงมิตรภาพที่แท้จริงระหว่างกัน ที่มีค่ามากกว่าเงินตราหรือของมีค่าอื่นใด  



ข้าพเจ้าหลับตานึกถึงภาพที่โทน โทนนายถือองค์เจดีย์เชอเดอกองน้อยองค์นี้ อยู่ในมือของเค้าตลอดเส้นทาง  ระหว่างที่เค้าไปบ้าน และเดินทางกลับมาที่เมืองไทย ….. มันไม่ใช่หนทางที่สะดวกโยธินเลยนะ..สำหรับ เส้นทางสัญจรในพม่า  สิ่งนี้เองที่ทำให้  ข้าพเจ้ามองลึกลงไปยิ่งกว่า  นั่น คือ…พลังศรัทธาและหัวใจของการอยากมอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีค่าในบ้านเกิดเมืองนอนของเค้าแก่ข้าพเจ้า 

ผู้ชาย หน้าตาไม่หล่อ ดูไม่ดี แต่ความมีน้ำใจนั้น กลับทำให้ผู้เขียนมองโทน โทนนายทะลุถึงหัวใจและมิตรภาพอย่างแท้จริง



โทน โทนนาย ได้พูดทิ้งท้ายกับผู้เขียนอีกว่า …เจดีย์เชอเดอกองที่ย่างกุ้งนี้ เป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างมาก  ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตามที่พระอาทิตย์ส่องต้ององค์เจดีย์ จะไม่ปรากฏเงาขององค์เจดีย์ให้เห็นเลย  แม้กระทั่งปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนี้


 


ผู้เขียนได้นำองค์เจดีย์เชอเดอกองน้อยองค์นี้ ประดิษฐานไว้บนหิ้งพระ…. ห้องพระ ห้องหนังสือที่ผู้เขียนมักชอบหมกตัว ทำโน้นทำนี่อยู่บ่อย ๆ เสมอ ๆ



ขอบคุณในน้ำใจ และมิตรภาพต่างแดน....ที่ผู้เขียนได้พบและรู้จักกับคนพม่าที่ชื่อ "โทน โทนนาย"..  มากนะ

             


<p></p>