ก่อนอื่นเรามาถกเถียงกันเรื่องชาตินิยมกันก่อนนะครับ ในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชนี้ก่อกำเนิดมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4-7 ซึ่งเป็นยุคท้ายของสมบูรณาญาสิทธิราช มีเหตุการณ์ต่างๆมากมายและถือเป็นบริบทของประวัติศาสตร์เลยทีเดียว เหตุการณ์นั้นๆได้แก่การล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมตะวันตก เหตุการณ์ของการเมืองโลก เช่นการเข้ามาของจักรวรรดิคอมมิวนิสต์ ในแง่นี้พระมหากษัตริย์ต้องทำพระองค์อย่างไรจึงจะรอดพ้นจากการล่าอาณานิคมตะวันตกและเหตุการณ์การเมืองของโลกดังกล่าวแล้ว บันทึึกนี้เขียนขึ้นเพราะมิใช่คิดจะล้มเจ้าอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะเห็นรายชื่อที่อ้างอิงอาจทำให้เข้าใจเป็นเช่นนั้น แต่จริงๆแล้ว บันทึกนี้เขียนขึ้นเพื่อให้เข้าใจความสามารถของพระมหากษัตริย์ไทยอย่างที่เป็นจริงเท่านั้น  

          พระมหากษัตริย์ทำได้โดยสร้างความรู้สึกชาตินิยมขึ้นมา ชาตินิยม คือ การถือมั่นพึงพอใจในอัตลักษณ์หรือตัวตนรวมหมู่ ความหมายของ "ชาติไทย" และ "ความเป็นไทย" กระแสหลักนี้ถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีอำนาจ ความเป็นไทย ชาติไทยนี้ก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปตามบุคคลที่มีอำนาจด้วย

          ชาติไทย และความเป็นไทยจะมีส่วนดีอยู่มาก รวมทั้งได้มีส่วนในการแก้ไขปัญหาของรัฐและสังคมไทยในอดีตที่ผ่านมาอยู่มากที เดียว เป็นต้นว่าช่วยในการรวมประเทศ และการต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตกกับจักรวรรดินิยมคอมมิวนิสต์ ตลอดจนมีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างสรรค์ความรู้และศิลปะวิทยาการต่างๆ ของไทย แต่ "วัฒนธรรมไทย" ก็ได้หล่อหลอมระบบความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างชนชั้น เพศ และชาติพันธุ์ ที่ปราศจากความเสมอภาคและเต็มไปด้วยอคติ อีกทั้งได้สร้างวิธีคิดในการอธิบายและการแก้ไขปัญหาที่คับแคบและตื้นเขินใน บริบทที่สังคมไทยต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

        ปัญหาก็คือรัฐไทยยังคงพยายามรักษาระบบความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเดิม ที่อาจเรียกว่าเป็น "แบบไทย" เอาไว้ ในขณะที่คนทุกชั้นทุกชาติพันธุ์ กำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปรับตัวและปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจให้เป็นธรรมมากขึ้น ส่งผลให้ความขัดแย้งในรัฐและสังคมทวีขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว จำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องหาทางแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงก็คือการปรับ เปลี่ยนวัฒนธรรมแห่งชาติให้มีลักษณะ "ความหลากหลายของวัฒนธรรม" แทนการเหนี่ยวรั้งให้ทุกคนยอมอยู่ภายใต้กรอบมาตรฐานเดียวกัน เพราะ "ความหลากหลายของวัฒนธรรม" เอื้อต่อความเสมอภาคทางสังคมและความเป็นประชาธิปไตยทางการเมือง

          ดร.ธงชัย วินิจจะกุล ได้ให้ความหมายของชาตินิยม ว่าหมายถึง การถือมั่นพึงพอใจในอัตลักษณ์หรือตัวตนรวมหมู่ (collective identity) ชนิดหนึ่ง นักวิชาการทางรัฐศาสตร์ได้ถกเถียงกันมาเป็นเวลายาวนานและยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าเริ่มต้นเมื่อใด ในแง่นี้รองศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ วันทะนะได้แบ่งแนวความคิดชาตินิยมออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกมองว่าชาตินิยมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนสมัยใหม่ ซึ่งชาตินิยมหรือความรักชาตินั้นเป็นสิ่งที่มีมาควบคู่กับมนุษย์มาแต่โบราณ ส่วนอีกกลุ่มมองว่าชาตินิยมเป็นผลผลิตของกระบวนการสร้างชาติในยุคใหม่ ซึ่งความแตกต่างและความผูกพันต่อชาติแบบที่เรียกกันว่าชาตินิยมนั้น เป็นปรากฏการณ์ของสังคมสมัยใหม่

     ทีนี้ถ้ามองว่าชาตินิยมเป็นวาทกรรม ดังนั้นจึงอาจมองว่าชาตินิยมเป็นของสังคมสมัยใหม่  รศ.เกษียร เตชะพีระ กล่าวว่า คำว่า “ความเป็นไทย” หมายถึง สิ่งสร้างทางการเมืองวัฒนธรรม เชื้อมูลที่ประกอบสร้างเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย หากเรามีสิ่งนี้ก็จะได้ชื่อว่าเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ เมื่อนำมารวมกับคำว่า กระแสหลัก จึงหมายถึง สิ่งสร้างทางการเมืองวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในการทำความเข้าใจว่าอะไรคือไทย นอกจากนี้ศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย วินิจจะกุล ได้กล่าวว่า ลัทธิชาตินิยมไทย คือ ความยึดมั่นถือมั่นหรือหลงความเป็นไทยว่าดีกว่าสูงส่งกว่า ประเสริฐกว่าอัตลักษณ์รวมหมู่อย่างอื่น ลัทธิชาตินิยมไทยหรือชาติใดก็ตาม จึงเป็นเรื่องของความเชื่อความศรัทธาที่สังคมหนึ่งบ่มเพาะปลูกฝังแก่สมาชิกรุ่นแล้วรุ่นเล่า เพื่อสร้างพลังทางสังคมของชุมชนนั้น ในแง่นี้ลัทธิชาตินิยมเป็นอุดมการณ์ชนิดหนึ่งคล้ายศาสนา ชาตินิยมจึงมีพลังด้านบวกสูงมากแบบเดียวกับศาสนา แต่ความหลงหรือคลั่งชาติจึงมีอันตรายมหันต์แบบเดียวกับศาสนา โดยสรุปจึงอาจให้ความหมายได้ว่าเป็น ชาติไทยและความเป็นไทยเป็นผลมาจากอิทธิพลของการทำความเข้าใจว่าอะไรคือไทย ดูตรงไหนจึงจะรู้ว่าเป็นคนไทย

     ศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย วินิจจะกุล รศ. เกษียร เตชะพีระ รศ. สายชล สัตยานุรักษ์ อนุสรณ์ อุณโณ และ อนุธีร์ เดชเทวพร ยังได้บอกถึงองค์ประกอบของความเป็นไทย ซึ่งพวกท่านได้อธิบายรายละเอียดไว้ดังนี้

1. การปกครองแบบไทย: ได้สร้างให้การปกครองแบบไทยเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีสำหรับไทย และเหนือการปกครองแบบประชาธิปไตยตะวันตก หลักการปกครองแบบไทยที่สำคัญต้องการเน้นที่อำนาจเด็ดขาดของผู้นำ แต่ขณะเดียวกัน ผู้นำในรูปแบบนี้ก็มีศีลธรรมพระพุทธศาสนากำกับ ทำให้ประชาชนไม่ได้รับการกดขี่ การปกครองแบบนี้ให้สิทธิการเข้าร่วมการปกครองตามชั้นทางสังคม ผู้ที่อยู่ในระดับล่างไม่มีสิทธิเข้าร่วมการปกครองเนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่มี ความรู้ หากให้ร่วมใช้อำนาจด้วยก็จะเกิดความวุ่นวายในสังคมขึ้นได้

2. ความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ได้เน้นให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นต้นแบบของผู้นำแบบไทยและยังทรงทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากมาย กล่าวได้ว่าไทยเป็นไทยได้ทุกวันนี้ก็เพราะมีพระ มหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ทรงทำงานอยู่ในสภาวะยกเว้น ที่หมายถึง รัฐไทยได้พยายามสร้างการยอมรับจากประชาชน โดยการนำวิธีคิดแบบราชอาณาจักรกลับมาใช้ใหม่ พระมหากษัตริย์ทรงมีเมตตาต่อชนทุกชั้น ไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา นอกจากนี้ยังทรงเป็นความชอบธรรมให้แก่ผู้นำทางการเมืองในอำนาจรัฐ และยังทรงปฏิบัติการตามโครงการในพระราชดำริ โดยที่อยู่นอกเหนือจากโครงการภายใต้รัฐ เพื่อท้าทายต่อความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ทรงได้รับการยอมรับจากประชาชนว่าทรงเป็น “องค์เอกอัครราชูปถัมภก” ต่อทุกศาสนา ซึ่งตรงกันข้ามกับรัฐไทย เพราะรัฐไทยจะยึดมั่นแต่วัฒนธรรมไทย-พุทธเท่านั้น

3. พระพุทธศาสนา: ได้เน้นที่ศีลธรรมแบบโลกียธรรม พร้อมทั้งได้เน้นว่าผู้นำแบบไทยเป็นผู้นำที่ดีเพราะมีพระพุทธศาสนากำกับ ในส่วนของประชาชนทั่วไป ยังเน้นความสำคัญของ “กรรม” เพื่อให้ประชาชนยอมรับสถานะของตัวเองและให้การสนับสนุนผู้นำแบบไทยซึ่งเป็นผู้ที่มี “กรรม” เก่าที่ดีกว่า

4. ความสัมพันธ์ของคนในสังคม: ได้เน้นให้เห็นว่าสังคมที่รู้จัก “ที่สูง – ที่ต่ำ” เป็นสังคมที่ดี เพราะแต่ละคนทำตามหน้าที่ของตนเอง ไม่เกิดความวุ่นวายขึ้น แม้จะมีความแตกต่างทางชนชั้น แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสงบสุข เพราะมีระบบอุปถัมภ์ผู้ที่อยู่ในชนชั้นต่ำกว่า

5. ด้านอื่น ๆ : ได้เน้น “ความเป็นไทย” ในด้านอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องศิลปวัฒนธรรม จึงได้ให้ความสำคัญแก่วัฒนธรรมชั้นสูง (High Culture) ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงามและเป็นไทยอย่างที่สุด การเน้นแบบนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้คนในสังคมให้การสนับสนุนคนที่อยู่ใน “ที่สูง” แต่ไม่เห็นค่าของคนที่อยู่ใน “ที่ต่ำ” รวมทั้งภาษาไทยกลาง เพิ่งจะกลายเป็นมาตรฐานและกลายเป็นของ "กลาง" ผู้คนจำนวนมากในดินแดนของไทยไม่ใช้ภาษาไทยกลางแต่จำเป็นต้องใช้ภาษากลางในการสื่อสาร ที่สำคัญก็คือ ชาติพันธุ์ ชื่นชูอยู่แต่ความเป็นไทยที่นับถือพระมหากษัตริย์เท่านั้น

          อย่างไรก็ตาม ความเป็นไทยหรือชาติไทยก็ไม่หยุดนิ่ง เป็นพลวัตรอยู่เสมอ ถึงตอนนี้ก็ดีรู้สึกว่า ความเป็นไทยเริ่มมีกลุ่มอื่นเข้ามาแบ่งปัน ร่วมใช้ความเป็นไทยตรงนี้มากขึ้น ส่วนนี้จึงเป็นชนชั้นนำที่เป็นคนจีน นำมาซึ่งสิ่งที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์มาสู่สังคมไทย โลกาภิวัตน์ คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในแบบเสรีนิยม เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน และสร้างเกราะป้องกันตนเองในทางเศรษฐกิจจากทุนต่างชาติ มีการเสนอถึงเรื่องภูมิปัญญาและหรือวัฒนธรรมตะวันออก อันเป็นของท้องถิ่นไทย อันเป็นการส่งเสริมความเป็นพหุวัฒนธรรม มิใช่ยึดแต่เพียงวัฒนธรรมไทย-พุทธเท่านั้น  ดังนั้นความเป็นไทยในทีนี้จึงเป็นความเป็นไทยแบบพหุนิยม มีความอ่อนไหวต่อเชื้อชาติและวัฒนธรรม เช่น คนจีนสามารถแสดงอัตลักษณ์ความเป็นคนจีนออกมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย-พุทธ เพราะคนจีนคือบุคคลที่สำคัญเพราะมีความรู้ อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย 

โดยสรุป วัฒนธรรมชาติไทย และหรือความเป็นไทยมีอยู่ 3 แบบก็คือ 1. วัฒนธรรมไทย-พุทธ ซึ่งยึดถือตามรัฐไทย 2. วัฒนธรรมแบบพหุนิยมของชาวจีน และนักเสรีนิยม และ3. อุดมการณ์ราชาชาตินิยมในสภาวะยกเว้น ซึ่งทั้งสามอย่างนี้พยายามจะเป็นผู้นำเสมอในการนิยามความเป็นไทยหรือความเป็นชาติไทย  

ทีนี้มาลองฟังอุดมการณ์ราชาชาตินิยมสมัย รัชกาลที่ 4 กับ รัชกาลที่ 5 ดูครับว่าเป็นอย่างไร จะตรงกับลักษณะทั้ง 5 ข้อ และความเป็นพหุวัฒนธรรมหรือไม่อย่างไร


หนังสืออ้างอิง

เกษียร เตะชะพีระ. เมืองไทยในเงาคึกฤทธิ์” (ตอนต้น). http://www.siamintelligence.com/thailand-under-kukrit-shadow-i/ เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556

นิธิ เอียวศรีวงศ์. ชาตินิยมกับพหุวัฒนธรรม. http://www.prachatai.com/journal/2008/12/19495

เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556

ภิศักดิ์ กัลยาณมิตร. ลัทธิชาตินิยมในราชอาณาจักรสยาม (1). http://www.oknation.net/blog/print.php?id=413423 เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556

ภิศักดิ์ กัลยาณมิตร. ลัทธิชาตินิยมในราชอาณาจักรสยาม (2). http://www.oknation.net/blog/pisak/2009/03/19/entry-7 เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556

ธงชัย วินิจจะกุล. ประวัติศาสตร์ชาตินิยม อันตรายยของลัทธิชาตินิยมไทย (กรณีเหตุการณ์รุนแรงที่ปัตตานี. http://www.oknation.net/blog/shukur/2009/11/30/entry-1. เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556

สายชล สัตยานุรักษ์.ชาตินิยม วัฒนธรรม และความขัดแย้ง. http://prachatai.com/node/19457/talk

เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556

สายชล สัตยานุรักษ์.. ปัญหาใหญ่ของ 3 จังหวัดภาคใต้ (และทั่วประเทศ) คือ ความยากจนทางอำนาจ. http://www.peace.mahidol.ac.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=103&Itemid=156 เข้าถึงเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2556

สายชล สัตยานุรักษ์ .การสร้างความเป็นไทยกระแสหลัก และ"ความจริง"ที่"ความเป็นไทย"สร้าง (ตอนที่ ๑). http://61.47.2.69/~midnight/midnight2545/document9581.html

เข้าถึงเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2552