จากที่หายไปหลายเดือน เพราะยุ่งกับการสอบจบปากเปล่าวิทยานิพนธ์ แต่วันนี้ เลยเอาเก็ดความรู้เกี่ยวกับ เนื้อหาที่ทำ วิทยานิพนธ์มาฝากครับ
วัดราชประดิษฐาน (วัดพะโคะ) สงขลา
ที่ตั้ง ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา
ประวัติความเป็นมาวัดราชประดิษฐานหรือวัดพะโคะตั้งอยู่บนเขาพะโคะ เป็นวัดโบราณสำคัญที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ถึง ๒๒ โบราณสถานที่สำคัญภายในวัด ได้แก่ เจดีย์บรรจุพระมหาธาตุ อุโบสถ วิหาร และศาลาตัดสินความ ปรากฏเอกสารทางประวัติศาสตร์กล่าวถึงการก่อสร้างพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ว่าสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระราชมุนี ซึ่งเชื่อกันว่าคือ สมเด็จพะโคะ หรือ หลวงพ่อทวด ได้รับพระราชทาน มาลิกเจดีย์และอิฐจากพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาจึงได้สร้างเจดีย์เพื่อบรรจุมาลิกเจดีย์
บนเขาพะโคะ จากนั้นวัดพะโคะก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดราชประดิษฐาน”
วัดพะโคะมีบทบาทสำคัญในสมัยอยุธยา เมื่อสมัยที่เมืองพัทลุง (ที่สทิงพระ) เป็นศูนย์กลางการปกครองชุมชนลุ่มทะเลสาบสงขลาฝั่งตะวันออกได้ถูกรุกรานจากพวกแขก เช่น ถูกอุชงฆตะนะยกมาตีถึง ๒ ครั้ง ได้ทำลายเมืองและวัดวาอารามเสียหาย พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาจึงมีกุศโลบายใช้วัดพะโคะเป็นศูนย์กลางในการป้องกันการรุกรานดังกล่าว จากหลักฐานเรื่องพระราชทานที่กัลปนาแก่วัดพะโคะและบรรดาวัดที่ขึ้นแก่วัดพะโคะทุกครั้งในสมัยอยุธยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งพระราชทานแก่พระครูเทพราชเมาฬีศรีปรมาจารย์พบว่า เจ้าคณะลังกาชาติ เจ้าเมืองพะโคะมีบทบาทสำคัญมากมาย มีพิเศษทั้งสิทธิและหน้าที่ดังต่อไปนี้ สิทธิพิเศษ
๑. ห้ามเจ้าเมืองและกรรมการเมืองมิให้เอาค่านาอากร ณ ที่ภูมิทานกัลปนาไปเข้าในท้องพระโกษหรือเอาเป็นประโยชน์ส่วนตัว
๒. ห้ามมิให้เอาทรัพย์และมรดกแก่สงฆ์รวมทั้งเชิงกุฏิศีลบาลทานพระกัลปนาใช้บำรุงแผ่นดินแต่ให้เอาทรัพย์มรดกนั้นมาบำรุงพระศาสนา เช่น เอาเป็นค่าไม้ จากอิฐ รัก ปูน เป็นต้น
๓. ห้ามมิให้เอาข้าพระคนทานไปใช้งานนอกเหนือจากศาสนิกา แต่อย่างหนึ่งอย่างใดแม้กระทั่งงานสร้างถิ่นฐานบ้านเมืองทุกแห่ง
๔. ห้ามไม่ให้เจ้าเมือง และกรมการบังคับกิจกระทงความทั้งเพ่งและอาญาธรรมาธิการอันเกิดในท้องที่ภูมิทาน หากแต่ให้กรมวัดบังคับกันเองโดยชอบธรรม
๕. หากญาติคนทานข้าพระไปสมรสด้วยผู้ที่ต้องเสียส่วนหลวง หรือสมรสด้วยราษฏรทั่วไปหรือสมรสด้วยคนทานข้าพระ (บุคคลที่พระราชทานให้มีหน้าที่บำรุงดูแลและพัฒนาวัด) มีลูกกี่คนก็ตามให้ลูกนั้นตกเป็นของฝ่ายมารดาทั้งหมด
๖. ห้ามทำอันตรายและทำลายชีวิตแก่คนและสัตว์ในเขตอารามนั้น
๗. ถ้าข้าพระคนทานในบัญชีพระราชตำรากัลปนาถึงตาย ให้เอาพี่น้อง ลูกหลานแทนผู้ตายให้ครบถ้วนมิให้ขาด
หน้าที่พิเศษ
๑. ช่วยการพระราชพิธีและการกุศล
๒. ปกครองดูแล ขุนวัด หมื่นวัด สมุหบาญชี หัวสิบนายงาน ข้าพระคนทานรวมทั้งดูแลรักษางาน
พระศาสนา เช่น พระพุทธรูปพระสถูปเจดีย์ กุฏิ วิหาร ซึ่งขึ้นแก่คณะมิให้เป็นอันตราย หรือชำรุดทรุดโทรม ตลอดจนดูแลหลักแดนที่จัด และลูกหลานข้าพระให้คงตามพระตำราและบัญชีเดิม
๓. มีหน้าที่ร่วมกับกรมวัดพิจารณาคดีเพ่งและคดีอาญา ธรรมาธิกรณ์ บังคับแก่กันโดยชอบธรรม
๔. ถ้าข้าศึกยกทัพมาตีเมืองทำอันตรายแก่แผ่นดินและพระศาสนา ให้พระครูเจ้าคณะแต่งคนมีฝีมือ
ไปช่วยรบ เพื่อป้องกันขัณฑสีมาและพระศาสนา
๕. มีหน้าที่อบรมสั่งสอนประชาชน กรมการเมือง ข้าพระคนทานไม่ให้ประพฤติชั่ว เช่น ไม่ให้สูบฝิ่น
กินสุรา และเบียดเบียนทรัพย์สินผู้อื่นวัดพะโคะเป็นวัดที่มีความสำคัญมาตลอดจนถึงปัจจุบัน สามารถสรุปเหตุการณ์สำคัญๆ ในอดีตของวัดพะโคะได้ดังนี้
๑. สมัยพระยาธรรมรังคัล (ราว พ.ศ. ๒๐๕๗) สร้างวัดหลวง เชิงเขาภีพัชสิง (เขาพะโคะ) สร้าง
พระเจดีย์บรรจุพระมหาธาตุสูง ๑ เส้นได้พระราชทานที่กัลปนา
๒. สมัยผแดงศรีทิม สร้างวิหารและพระพุทธไสยาสน์โคตมะ บนยอดเขาภีพัชสิง คนจึงเรียกว่า
เขาพระโคะ และเป็นพะโคะ
๓. สมัยพระรามนักปราชญ์หรือหลวงพ่อทวด ก่อนไปอยุธยาและยังอยู่อยุธยา (ราว พ.ศ. ๒๑๔๘ - ๒๑๕๕) ดำริจะย้ายพระมหาธาตุไปไว้บนเขาพะโคะ จึงคิดสร้างวัดและสร้างเจดีย์ใหม่สูง ๑ เส้น ๕ วาเศษ
ณ ที่นั้น
๔. สมัยพระศรีรักนักเรียน (ราว พ.ศ. ๒๑๕๒ - ๒๑๕๕) พระศรีรักนักเรียนเป็นเจ้าคณะลังกาชาติ
หัวเมืองพะโคะ
๕. ก่อนสมัยพระครูเทพาราชเมาฬี (ราว พ.ศ. ๒๑๕๒ - ๒๑๕๕) เมืองพัทลุงถูกศึกอิโยตานะปล้นเมือง วัดพะโคะถูกทำลาย
๖. สมัยพระครูเทพราชเมาฬี (ราว พ.ศ. ๒๑๕๖) พระครูเทพราชเมาฬีเป็นเจ้าคณะลังกาชาติ
หัวเมืองพะโคะ
๗. ราว พ.ศ. ๒๑๕๘ สมเด็จพระเอกาทศรถพระราชทานที่กัลปนาแก่พระครูเทพราชเมาฬี
๘. หลัง พ.ศ. ๒๑๕๘ พระครูเทพราชเมาฬี คราวได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายลังกาชาติ ต้องประทับ ณ อยุธยาและในช่วงนี้พระรามนักปราชญ์ (สมเด็จเจ้าพะโคะ) ไปเป็นเจ้าคณะลังกาชาติ หัวเมืองพะโคะสืบแทน
๙. สมัยนักปราชญ์ (ราวหลัง พ.ศ. ๒๑๕๙) ศึกอุชงฆตะนะทำลายเมืองนครและพัทลุงเสียหายยับเยิน และสมเด็จเจ้าพะโคะหายไปอย่างไม่มีร่องรอย
๑๐. สมัยพระครูธรรมทิวากรฯ (ราว พ.ศ. ๒๒๑๓) พระราชทานที่กัลปนาแก่วัดพะโคะ
และบรรดาญาติอาราม
สิ่งสำคัญ
๑. พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ (เจดีย์ทอง) หรือพระเจดีย์ เป็นเจดีย์ประธานของวัด เชื่อกันว่าน่าจะเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รูปแบบของเจดีย์เป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยา สร้างขึ้นในสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. ๒๑๔๘ – ๒๑๕๓) และได้รับการบูรณะซ่อมแซมเรื่อยมา องค์เจดีย์ตั้งอยู่บนฐานสูงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ ๓ ชั้น รอบฐานชั้นล่างสุดมีประติมากรรมปูนปั้นรูปช้างและพาไลมุงกระเบื้องเกล็ดเต่า ด้านทิศใต้มีบันไดทางขึ้นไปยังลานประทักษิณด้านบน องค์ระฆังค่อนข้างกว้างและสั้น บัลลังก์รูปแปดเหลี่ยม เหนือบัลลังก์เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่งอยู่ภายในซุ้ม ปล้องไฉนหนาและสั้นรองรับปลียอดที่มีรูปร่างเพรียวยาว ฐานเจดีย์ชั้นล่างสุดมีขนาดกว้างประมาณ ๒๓ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๒๓ เซนติเมตร
พระเจดีย์วัดพะโคะ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา
๒. วิหารพระพุทธไสยาสน์ หรือวิหารพระโคตมะ เป็นอาคารที่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบ พระราชนิยมในรัชกาลที่ ๓ แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ ๑๐ เมตร ยาวประมาณ ๒๔ เมตร ตัวอาคารก่ออิฐถือปูน หน้าบันด้านหน้าเป็นลายปูนปั้นรูปเทพพนมและรูปราหูอมจันทร์ มุงหลังคาด้วยกระเบื้องเกล็ดเต่า ประดับหลังคาด้วยใบระกาและหางหงส์ ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ (พระโคตมะหรือพะโคะ) เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ฝีมือช่างท้องถิ่นภาคใต้ พระพุทธไสยาสน์องค์นี้สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๕๗ เมื่อครั้งแรกสร้างวัด และต่อมาคงได้รับการบูรณะเรื่อยมา พระพุทธไสยาสน์มีขนาดความยาวประมาณ ๑๕ เมตร
พระพุทธไสยยาสน์วัดพะโคะ
๓. ศาลาตัดสินความ หรือ ธรรมศาลา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเจดีย์ประธาน เป็นอาคารโถงขนาด ๔ ห้อง ก่ออิฐถือปูน ตั้งอยู่บนเนินที่ก่อด้วยหินภูเขา แผนผังของศาลาตัดสินความเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีความกว้างประมาณ ๑๐ เมตร ยาวประมาณ ๑๖ เมตร อาคารหันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีบันไดทางขึ้นด้านหน้า ที่ผนังมีช่องทำด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว ภายในอาคารมีฐานบัวที่ใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น
ปางมารวิชัยฝีมือช่างท้องถิ่นอันงดงาม ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานทางเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า แต่เดิมวัดพะโคะเป็นศูนย์กลางของเมืองพัทลุงในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๔ และมีหน้าที่ตัดสินคดีความต่าง ๆ
แต่จากลักษณะทางสถาปัตยกรรมและหลักฐานประเภทโบราณวัตถุที่พบ สามารถกำหนดอายุสมัยได้ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งเวลาดังกล่าวนั้นวัดพะโคะมิได้เป็นศูนย์กลางของเมืองพัทลุงแล้ว จึงสันนิษฐานว่า ศาลาตัดสินความแห่งนี้น่าจะเป็นอาคารประเภทวิหารที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาภายในวัดพะโคะ
ศาลาตัดสินความ
๔. เจดีย์ ตั้งอยู่ด้านข้างวิหารพระโคตมะ เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงระฆังฐานย่อมุมไม้สิบสอง
บนฐานเขียงขนาดประมาณ ๓ x ๓ เมตร มีบันไดทางขึ้นด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ รูปแบบเจดีย์แสดงรูปแบบศิลปกรรมสมัยอยุธยาในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
๕. มณฑปพระพุทธบาท เป็นมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทหรือรอยเท้าหลวงปู่ทวด
ซึ่งชาวบ้านกราบไหว้และศรัทธา สภาพเดิมของมณฑปมีขนาดกว้างประมาณ ๑๔ เมตร ยาวประมาณ ๒๖ เมตรการกำหนดอายุสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๑ – พุทธศตวรรษที่ ๒๔การประกาศขึ้นทะเบียนกรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดราชประดิษฐาน (วัดพะโคะ) ในราชกิจจานุเบกษา (ฉบับพิเศษ) เล่ม ๑๐๒ ตอนที่ ๑๘๐ วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ หน้า ๑๓๕ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๔ ไร่ ๓ งาน ๔๘ ตารางวา

พระสุวรรณมาลิเจดีย์ วัดพะโคะ
ตระพัง (พังพระ) มองจากวัดพะโคะ
พระวิหาร (ศาลาตัดสินความ)
อ่านแล้วคิดถึงบ้านจังค่ะ
สงกรานต์นี้จะำกลับไปสทิงพระ บ้านเกิด
วัดพะโคะ เคยไปบ่อยค่ะ
ดีใจจัง นาน ๆ จะเจอคนบ้านเดียวกัน ศิษย์ ม.ทักษิณ เหมือนกัน
สวัสดีครับ คุณอิงจันทร์ ยินดีเช่นกันครับ... กลับมาแล้วอย่าลืมไปสรงน้ำสมเด็จนะครับ...
เรื่องดีๆที่เราควรสืบสานเล่าต่อ อนุรักษ์ ศึกษาและค้นดว้าเพิ่มเติม เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาในหลายด้านสืบไป