ชีวิตที่พอเพียง: ๑๗๘๑. ไปชื่นชมพลังวิชาการเพื่อท้องถิ่น


          วันที่ ๑๓ ก.พ. ๕๖ ผมไปร่วมงาน “การประชุมระดับชาติสังคมศาสตร์วิชาการครั้งที่   การวิจัยเพื่อชุมชนท้องถิ่น: พลังคนเพื่อพลังท้องถิ่น”  เพื่อไปร่วมอภิปรายเรื่อง“งานวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมชุมชนท้องถิ่นทำได้อย่างไร  ทำแล้วเพื่อท้องถิ่นจริงหรือไม่  และมีความเป็นวิชาการอย่างไร”  โดยอภิปรายร่วมกับศ. ดร. อานันท์  กาญจนพันธ์  และนพ. วิชัย  โชควิวัฒน์  มี ศ. ดร. ปิยะวัติ  บุญ-หลง เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

          เป็นการอภิปรายเพื่อตีความการบรรยายเรื่อง“วิจัยเพื่อท้องถิ่น: กรณีวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก”โดยผศ. ดร. ยิ่งยง เทาประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกของ มรภ. เชียงราย

          เท่ากับมีการนำเสนอกรณีตัวอย่างของความสำเร็จ ที่ถือว่าเป็นความสำเร็จสุดยอดคือจากงานวิจัยท้องถิ่นคือ เรื่องภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านสู่การเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี โท เอก  และตั้งสถาบัน  เอามาตีความว่าความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  และมีคุณค่าอย่างไรต่อสังคม

          ที่จริงดร. ยิ่งยงท่านได้ตีความให้แล้ว  ว่าจะให้งานวิจัยท้องถิ่นส่งผลไปถึงขั้นรับใช้สังคมต้องการปัจจัยสำคัญ ๕ ประการคือ


๑.  ต้องมีความต่อเนื่องอย่างเป็นกระบวนการ  และมีระยะเวลายาวนานพอที่จะสร้างผลกระทบแนวดิ่ง (โครงสร้างและนโยบายรัฐ)  และแนวราบ (เครือข่ายภาคีและชุมชน)

๒.  ต้องก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นรูปธรรมและสัมผัสได้ทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจ  และคุณค่าทางสังคมวัฒนธรรม

๓.  เอื้อต่อการเรียนรู้และปรับตัวของผู้ร่วมวิจัยและผู้เกี่ยวข้อง  จนมีผลต่อการปรับเปลี่ยนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม

๔.  องค์ความรู้ที่ได้ต้องได้รับการยอมรับจากผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน  และสามารถขยายผลเชิงระบาดได้โดยอัตโนมัติ

๕.  มีปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบของชุดโครงการวิจัยเหมาะสมครบถ้วน  คือหัวหน้าโครงการ  แหล่งทุนสนับสนุนทีมวิจัย  การเคลื่อนงาน  และผู้ร่วมวิจัยทุกภาคส่วน  มีพฤติกรรมการดำเนินการเหมาะสมสอดคล้องกัน


          ผู้สนใจอ่านบทความเรื่องจาก ... ชุดโครงการวิจัยพัฒนาการแพทย์พื้นบ้านล้านนาและชนเผ่าสู่กระแสวิจัยรับใช้สังคม  กรณีวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านฯ  ซึ่งคงต้องขอจากมรภ. เชียงรายเอาเอง  เพราะผมแนะให้เอาบทความนี้ขึ้นเว็บก็ไม่เห็นเอาขึ้น  หรืออ่านข่าวนี้ซึ่งไม่มีรายละเอียดเชิงวิชาการ 


          ผมสนใจคำพูดของดร. ยิ่งยงว่า ในการทำวิจัยชุดนี้ได้เกิดผล หรือข้อค้นพบที่คาดคิดไม่ถึงหรือไม่มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นได้จริง  ถึง ๑๐ ประการ  ในเวลา ๑๐ ปี  ได้แก่


๑.  เกิดขบวนการสังคายนาองค์ความรู้หมอเมืองในรอบ๗๕๐ปีของประวัติศาสตร์ล้านนา

๒.  เกิดกระบวนการวิจัยแบบมาราธอน“วิจัยไป - เสียชีวิตไป”

๓.  จากความรู้พื้นบ้านสู่ปริญญาตรี-โท - เอก

๔.  เกิดวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านฯสถาบันอุดมศึกษาการแพทย์แผนไทยที่เป็นหน่วยราชการระดับภาควิชา

๕.  จากวิถีชีวิตชุมชนสู่สปาพื้นบ้านล้านนา  สร้างเศรษฐกิจชาติ

๖.  จากหมอพื้นบ้านสู่โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย

๗.  จากการแพทย์พื้นบ้านสู่สภาวิชาชีพการแพทย์แผนไทยภายในหนึ่งทศวรรษ  เป็นการปลดแอกหมอพื้นบ้านให้พ้นสภาพหมอเถื่อน

๘.  จากTM สู่การแพทย์ทางเลือกของWHO  และากICH สู่การขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมทางภูมิปัญญาของUNESCO

๙.  จากเครือข่ายการแพทย์พื้นบ้านลุ่มน้ำโขง(GMS – TM) สู่ASEAN

๑๐.  ฟื้นฟูบทบาทการรักษาอาการอาพาธของพระสงฆ์โดยหมอชีวกโกมารภัจจ์ผ่านศิษย์แพทย์แผนไทยในปัจจุบัน


          อ่านรายละเอียดได้จากเอกสารฉบับเต็ม ได้จากบทความที่ต้องขอจาก มรภ. เชียงราย

          ผมได้โอกาสบอกที่ประชุมว่า นักวิจัยที่เก่งจะมีความสามารถตรวจจับข้อค้นพบที่ไม่คาดคิดไว้ก่อนได้   ที่เรียกว่าการค้นพบโดยบังเอิญ (serendipity)   และทำให้ได้ผลงานวิจัยที่แปลกใหม่มีนวัตกรรม อย่างไม่คาดคิด   คุณหมอวิชัยจึงเติมตัวอย่างการค้นพบยาเพนนิซิลลินเป็นตัวอย่างของserendipity ในการวิจัย

          ผมชี้ให้เห็นว่าหากไม่ใช่คนที่มีความรู้หลายศาสตร์อย่างดร. ยิ่งยง (ที่เรียนก่อนปริญญาตรีสาขาครู  ปริญญาตรีเคมี  โทโภชนาการ  และเอกมานุษยวิทยาการแพทย์) จะไม่สามารถตรวจจับผลวิจัยที่ไม่คาดคิดเอามาต่อยอดไปสู่ความสำเร็จยิ่งใหญ่ได้  จึงขอแนะนำนักวิจัยรุ่นหลังให้กล้าเรียนและทำงานข้ามสาขาวิชาเดิมของตน  

          ผมอภิปรายตอบคำถามแรกว่า“งานวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมชุมชนท้องถิ่นทำได้อย่างไร”  โดยเสนอว่าทำโดย (๑) ตั้งเป้า  ทำงานวิจัยที่มีความสำคัญสูง  กรณีนี้คือการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพ  ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น  ซึ่งเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม  เพราะองค์การอนามัยโลกก็หันมาให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้  (๒) มีการประมวลและประเมินองค์ความรู้เดิมที่เรียกว่าสังคายนา  เอามาใช้ต่อเฉพาะความรู้ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล  โดยกระบวนการจัดการความรู้  คือนำความรู้ไปผ่านการใช้จริงยืนยันโดยผลที่ได้  และตีความโดยความรู้เชิงทฤษฎี  เป็นการจัดการความรู้ด้วยวงจรSECI ผ่านการหมุนเกลียวความรู้ระหว่างTacit Knowledge กับExplicit Knowledge ผ่านการนำไปใช้งานจริงหรือการปฏิบัติ  จุดสำคัญคือการมียุทธศาสตร์หรือท่าทีที่ถูกต้อง

          ท่าทีที่ผิดคือ การนำเอาความรู้ท้องถิ่นไปรับใช้ความรู้สากล  แต่ ดร. ยิ่งยงใช้ท่าทีที่ถูกต้อง คือใช้ความรู้ท้องถิ่นที่เป็นความรู้ปฏิบัติเป็นฐาน  เอาความรู้สากล (ส่วนที่เหมาะสม) มาพิสูจน์หรือตีความความรู้ท้องถิ่น  ทำให้ได้ความรู้ที่หนักแน่นและแม่นยำขึ้น

          (๓) เข้าสู่หลักสูตรการศึกษา  และการยกระดับคุณภาพและการยอมรับการแพทย์พื้นบ้านส่วนที่ผ่านการสังคายนา  และ (๔) เกิดการจัดตั้งสถาบันเป็นกลไกของความต่อเนื่องยั่งยืน 

          ต่อคำถามว่า“เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นหรือไม่”ไม่ต้องตอบเพราะเห็นประจักษ์อยู่แล้ว 

          ส่วนคำถามว่า“มีความเป็นวิชาการอย่างไร”  ตอบได้เป็น ๒ นัย  คือหากต้องการลากเข้า“ความเป็นวิชาการ” ที่ยอมรับให้เป็นผลงานวิชาการที่นำไปขอตำแหน่งทางวิชาการได้  ตามเกณฑ์กพอ. (ซึ่งเป็นสมมติ)  ก็ต้องเขียนอธิบายความรู้ที่ได้จากโครงการตั้ง และตอบคำถามWhy และHow เพื่อเผยแพร่และต่อยอดความรู้ที่มีอยู่แล้ว  และผ่านกระบวนการpeer review ก็จะเป็นผลงานวิชาการ  ถ้าไม่ทำขั้นตอนนี้ก็จะได้ผลงานพัฒนาหรือผลงานสร้างสรรค์ยังไม่เป็นผลงานวิจัย

          นัยที่ ๒ คือ  ผลงานนี้เป็นผลงานสร้างสรรค์ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน  พิสูจน์ด้วยคุณค่าในตัวของมันอยู่แล้ว  ในแง่คุณค่าที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องมี กพอ. มารับประกัน



วิจารณ์ พานิช

๑๔  ก.พ. ๕๖



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

..... พิสูจน์ด้วย ...  "คุณค่า" ..... ในตัวของมัน..... คุณค่ามากๆ นะคะ  ขอบคุณท่านอาจารย์มากค่ะ......

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
IP: xxx.87.28.47
เขียนเมื่อ 

ขออนุญาตนำไปเผยแพร่ต่อครับ