ความสุขคือการให้
คนเราเกิดมาบนโลกนี้มีวิธีสรรหาความสุขในชีวิตที่แตกต่างกัน บางคนสุขใจที่ได้ท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ บางคนสุขใจที่ได้ทำกิจกรรมต่างๆมากมายบนโลกใบนี้ เช่น ช็อปปิ้ง ทานข้าวนอกบ้าน ดูหนังฟังเพลง แต่นางมาเรียม ดือเระ อสม.ตำบลดอนรัก ความสุขของเธอคือการได้ดูแลลูกๆ ของเธอทั้งสองคนที่มีชื่อว่า ด.ช.อาดือนัน มูซอ อายุ 13 ปี และด.ช.ซุลกิฟลี มูซอ อายุ 12 ปี ซึ่งเด็กทั้งสองคนเป็นเด็กพิการแต่กำเนิด ข้อติดและผิดรูป หลังคด นั่งนานไม่ได้และเดินไม่ได้ ทำกิจกรรมได้ลำบาก ช่วยเหลือตนเองได้น้อย อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในเรื่องการหายใจ มีอาการเหนื่อยหอบทั้งคู่ อาดือนันซึ่งเป็นพี่ชายสามารถลุกขึ้นมานั่งจากท่านอนได้ ร่างกายแข็งแรงกว่าน้องชาย ทำให้มีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนใกล้บ้าน เวลาไปเรียนเพื่อนๆจะช่วยกันอุ้มไปโรงเรียน ซึ่งอาดือนันเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่หกแล้ว แต่อาดือนันไม่ได้เรียนต่อเพราะโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาอยู่ไกลบ้าน เดินทางไปเรียนลำบาก ส่วนซุลกิฟลีผู้เป็นน้องชายมีร่างกายอ่อนแอกว่า ไม่สามารถลุกขึ้นมานั่งจากท่านอนได้ ร่างกายอ่อนแอ นั่งทรงตัวไม่ได้ต้องนั่งพิงฝาผนังบ้าน ทำให้ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ
เมื่อทีมสุขภาพจิตโรงพยาบาลหนองจิกและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลดอนรักร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลดอนรัก ซึ่งทีมสุขภาพจิตประกอบด้วยพยาบาลจิตเวช พยาบาล นักจิตวิทยา นักกายภาพบำบัดได้ไปเยี่ยมบ้านและเข้าไปพูดคุยกับเด็กๆ ทั้งสองคน ในช่วงแรกๆ เด็กๆมีท่าทีเขินอาย แต่เมื่อได้เข้าไปสร้างสัมพันธภาพกับเด็กๆเด็กๆ ก็เริ่มพูดคุยมากขึ้น จากการสังเกตและพูดคุย เด็กๆ มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ค่อยร่าเริงเท่าที่ควร เด็กๆบอกว่ารู้สึกเหงาเพราะไม่มีกิจกรรมทำ ไม่มีเพื่อนเล่น เมื่อถามความต้องการของเด็กๆ เด็กๆบอกว่าอยากได้ของเล่นและที่นอนใหม่เพราะที่นอนที่มีอยู่เก่าแล้วและบางมาก เวลานอนรู้สึกไม่สบายตัว อยากได้ที่นอนนุ่มๆ หนาๆ และในบ้านของมาเรียมยังมีพ่อที่นอนป่วยเป็นอัมพาต ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จากความต้องการของเด็กๆ ที่อาจจะดูเหมือนว่าสิ่งที่เด็กๆ อยากได้อาจจะไม่ได้มีราคาแพงมากมายเมื่อเทียบกับความต้องการของคนอื่นๆ ที่มีอันจะกิน แต่สำหรับเด็กๆ แล้วสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าทางจิตใจของเด็กๆ มากนั่นก็คือที่นอนใหม่ ของเล่นใหม่สำหรับกระตุ้นพัฒนาการซึ่งทางทีมเยี่ยมบ้านต้องขอขอบพระคุณบริษัทโอสถสภาเป็นอย่างมากที่สนับสนุนงบประมาณในการให้ความช่วยเหลือคนด้อยโอกาสในอำเภอหนองจิกยิ่งโดยเฉพาะครอบครัวของมาเรียม จากงบประมาณของโอสถสภาทำให้มีโอกาสได้ช่วยเหลือครอบครัวหลายๆ ครอบครัวรวมถึงครอบครัวนี้ ที่เด็กๆและคนในครอบครัวได้มีที่นอนใหม่ๆ เด็กๆได้มีของเล่นใหม่ จากที่เด็กๆไม่มีของเล่นอะไรเลย เมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นๆในวัยเดียวกัน เมื่อทางทีมสุขภาพจิตได้มอบของเล่นและที่นอน ทุกคนในครอบครัวมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แสดงอาการดีใจอย่างเห็นได้ชัดและกล่าวขอบคุณทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือและคนที่ดูมีความสุขที่สุดก็คือมาเรียม
มาเรียมเล่าว่าทุกๆ วันเธอจะออกไปทำงานรับจ้างตามร้านอาหาร ซึ่งเธอมีอาชีพที่ไม่แน่นอน แล้วแต่ว่าจะมีใครจ้างเธอ ซึ่งเวลาที่ไปทำงานก็จะให้แม่ช่วยดูแลลูก ส่วนตนเองจะกลับมาที่บ้านในเวลากลางวัน เพื่อเอากับข้าวมาให้คนในครอบครัวทาน เวลาที่เธอพูดคุยเธอมีท่าทีที่เข้มแข็งมาก เธอใจเย็นและไม่แสดงอาการท้อแท้อ่อนแอให้เห็น เธอบอกว่าถึงแม้ว่าชีวิตของเธอจะลำบากและต้องเจอกับบททดสอบมากมาย เธอก็จะอดทน ยิ้มสู้เพื่อพ่อแม่
และลูกๆของเธอทั้งสองคน เวลาที่เธอต้องออกไปทำงานเหนื่อยๆ เมื่อกลับมาที่บ้านได้เห็นหน้าลูกๆได้เห็นหน้าพ่อแม่ เธอก็รู้สึกมีความสุขและหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ลูกคือแก้วตาดวงใจที่ทำให้เธอฮึดสู้และมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไปและเธอก็ยังโชคดีที่มีเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร คอยให้ความช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้เธอมาโดยตลอด สำหรับเธอความสุขของเธอคือการเป็นผู้ให้ ความสุขของเธอคือการได้ดูแลห่วงใยคนที่เธอรัก นี่คงเป็นคำตอบของคำพูดที่ดิฉันเคยได้ยินว่า มือบนดีกว่ามือล่าง “การเป็นผู้ให้ย่อมดีกว่าเป็นผู้รับ” สำหรับทีมสุขภาพจิต การมีโอกาสได้ดูแลครอบครัวที่ลำบาก ด้อยโอกาสนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่อาจนิ่งดูดายได้และเราจะพยายามทำทุกหนทางที่จะสามารถช่วยเหลือให้ครอบครัวเหล่านี้มีรอยยิ้ม มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะเราเชื่อว่าหากสังคมเต็มไปด้วยการให้ การช่วยเหลือ การแบ่งปัน สังคมนั้นก็จะมีความสุข ท้ายนี้ขอขอบพระคุณบริษัทโอสถสภาเป็นอย่างมากที่สนับสนุนงบประมาณที่ทำให้ความฝัน ความหวังของทีมสุขภาพจิตในการให้ความดูแลช่วยเหลือประชาชน คนด้อยโอกาสเป็นจริงและทำให้ความฝัน ความหวังของครอบครัวหนึ่งที่มีความยากลำบาก ไม่มีโอกาสเหมือนครอบครัวอื่นได้เป็นจริง ทำให้เกิดรอยยิ้ม เกิดความสุข สุขทั้งผู้ให้และผู้รับ
อังคณา วังทอง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ (APN สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต)
ปัทมาวาตี มะอิง นักจิตวิทยา