ชีวิตที่เปลี่ยนไปแต่พลังชีวิตยังอยู่


          นายแวอาแซ เจะและ อายุ 42 ปี อาชีพเดิมคือช่างตัดผม ฟ้าลิขิตชีวิตต้องพลิกผัน เมื่อ 2550 ขณะขณะกำลังตัดผมอยู่ที่ร้านของตนนั้น มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนกราดยิงเข้ามาในร้าน กระสุนโดนตนเอง 3 นัด ล้มทั้งยืน หลังจากนั้นก็มีผู้ใจดีนำส่งโรงพยาบาลปัตตานี หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ชายผู้นี้ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลเป็นเวลาถึง 4 ปี หลายท่านคงจะสงสัยว่าเหตุใดถึงนอนรักษาตัวนานขนาดนั้น

          แบแซ ยังไม่มีครอบครัว ชีวิตตามปกติจะอาศัยอยู่ที่บ้านและไปกลับที่ร้านตัดผมซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านตนเองเท่านั้น แบแซ มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ซึ่งก็มีครอบครัวกันเกือบหมดแล้วเหลือเพียงพี่ชาย(แบเฮง) เท่านั้นที่ยังไม่มีครอบครัว ชีวิตประจำวันก็เป็นปกติเช่นนี้เรื่อยมา จนกระทั่งประสบเหตุ

          ชีวิตคนเราถึงจะอย่างไรก็ตาม เรื่องที่จำเป็นประการหนึ่งคือเรื่องปากท้องจะเสียอย่างไรก็ตามก็ต้องกินต้องใช้ไหนจะคนในครอบครัวอีกด้วยเหตุนี้เองแบเฮงผู้เป็นพี่ชายซึ่งยังไม่มีครอบครัวอาสาจะเป็นคนดูแลแบแซเอง ท่านคงจะสงสัยว่าเอ๊ะทำไมต้องมีผู้ดูแลด้วยดิฉันขอย้อนกลับไปที่เริ่มต้นหลังเกิดที่ต้องนอนรักษาตัว 4 ปีที่โรงพยาบาลนะคะ หลักๆคือมีกระสุนนัดนึงไปตัดเส้นประสาททำให้แบแซเป็นอัมพาตครึ่งท่อน หลายคนก็คงยังไม่เคลียร์นะว่าอัมพาตครึ่งท่อนก็มีคนเป็นกันเยอะแยะไม่จำเป็นต้องนอนรักษาถึง 4 ปีเลย ดิฉันขอบอกอย่างนี้นะคะ ครึ่งท่อนที่ว่านี่ ไม่ใช่ตั้งแต่ระดับเอวลงมานะคะแต่เป็นระดับคอลงมาด้วยเหตุนี้เองแบแซจึงต้องใช้คนดูแล และอีกอย่างคือจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา 24 ชม. ด้วยเหตุนี้เองถึงตอนรักษาตัวนาน 4 ปีเพราะต้องรอภาครัฐสนับสนุนเครื่องช่วยหายใจและเมื่อกลับบ้านมาตอนปี 54 ก็ได้มีทีมสหวิชาชีพลงมาช่วยดูแลจึงทำให้ดิฉันได้มีโอกาสได้รู้จักกับแบแซซึ่งอยู่ในเขตความรับผิดชอบของดิฉัน

          ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาได้ให้การดูแลและรับทราบปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพราะแน่นอนการมีเครื่องหายใจมาอยู่ที่บ้านคงไม่สะดวกสบายเหมือนอยู่ในโรงพยาบาลแน่นอน ซึ่งก็สามารถผ่านพ้นมาได้ในหลายๆครั้งจากความร่วมแรงร่วมใจกันหลายๆฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และก็เช่นเคยครั้งนี้เมื่อบริษัทโอสถสภาให้การสนับสนุนในส่วนของความต้องการด้านจิตวิญญาณและอำนวยความสะดวกสบายให้แบแซอยู่ได้อย่างสบายและยอมรับการสภาพที่เกิดขึ้นกับตนเอง รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านจิตใจให้ยอมรับกับช่วงสุดท้ายของชีวิต อาจจะดูรุนแรงกับจิตใจสักหน่อยแต่ความจริงก็คือความจริง ลักษณะที่เป็นอยู่ตอนนี้ คงไม่สามารถฟื้นสภาพให้เหมือนเดิมได้แล้วเพียงแค่ไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและเตรียมความพร้อมเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด พวกเราจะคอยสนับสนุนและเป็นแรงใจให้กับแบแซและครอบครัวให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตในชีวิตครั้งนี้ไปให้ได้ ขอบคุณหลายๆหน่วยงาน หลายภาคส่วนที่ให้การดูแลผู้ป่วยจากสถานการณ์เป็นอย่างดี








อังคณา วังทอง  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ (APN  สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต)

นางสุพิชญา พูลนวล  รพ.สต.ดอนรัก