ชีวิตต้องอดทน


          จากประสบการณ์การทำงานย่ำเข้า ปีที่ 2  ของนักกายภาพบำบัดคนหนึ่งที่เข้ามาบุกเบิกงานทางกายภาพบำบัดในดินแดนไกลบ้านเกิด ด้วยความหวังให้วิชาชีพได้ก้าวไกล รวมทั้งให้ความรู้ที่มีบังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนในชุมชน 

            การทำงานในยุคบุกเบิกนี้ถึงแม้ค่อนข้างยาก ด้วยประสบการณ์การทำงานที่ยังน้อยและภาระงานที่ค่อนข้างเยอะสำหรับคนเพียงหนึ่งคนที่ต้องให้การดูแลผู้ป่วยทั่วทั้งอำเภอ วันนี้การสร้างเครือข่ายในชุมชนช่วยแบ่งเบาภาระงานและส่งเสริมการขยายองค์ความรู้ได้มากขึ้น ทำให้ตัวผมมีโอกาสได้เจาะลึกและใส่ใจรายละเอียดในตัวผู้ป่วยรายคนได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จึงอยากหยิบยกเรื่องราวของอีกหนึ่งครอบครัวผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ใต้มาเล่าให้ฟังกัน

          จากการเยี่ยมบ้านตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา พวกเราทีมเยี่ยมบ้านประจำศูนย์เยียวยาฯให้ความสนใจกับเคสที่อยู่ห่างไกลมากเพราะเห็นใจในความห่างไกลของแต่ละเคสที่กว่าจะมาโรงพยาบาลแต่ละครั้งก็ต้องลำบากเรื่องการเดินทาง บ้างก็ไม่มีรถจะมา บ้างก็ไม่มีคนพามาที่โรงพยาบาล เราจึงต้องไปเยี่ยมกันถึงที่บ้าน  แต่เหนือสิ่งอื่นใด เคสที่อยู่ใกล้ตัวเราอย่างเช่นในเขตตำบลตุยงนั้นไม่ค่อยให้ความสนใจมากเท่าที่ควรเพราะเห็นว่าอยู่ใกล้ ยิ่งไปกว่านั้นเคสที่จะกล่าวถึงนี้อยู่ใกล้โรงพยาบาลแค่เดินออกจากประตูแล้วเดินไปอีก 1 ซอยเท่านั้น

          จากเหตุสถานการณ์เมื่อปี 2549 เหตุการณ์เกิดขึ้นที่บ้านหลังเดิมที่อำเภอยะรัง สามีของเธอเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่วันนั้นกำลังกลับจากละหมาดที่มัสยิดใกล้บ้าน  แต่จู่ๆ คนทั้งละแวกกลับได้ยินเสียง ปัง ดังขึ้นมา  คุณแม่ซึ่งขณะนั้นเธออยู่ที่บ้านก็รู้สึกอกสั่นขวัญผวา  ภาวนาในใจให้เสียงที่ได้ยินเป็นแค่เสียงประทัดจากเทศกาลเฉลิมฉลองวันรายอเท่านั้น  แต่เสียงตะโกนตามมาไม่ใช่เสียงแห่งความรื่นเริง  กลับเป็นสัญญาณที่แจ้งมาถึงคุณแม่ให้ทราบว่าสามีของเธอนั้นได้กลับไปหาพระเจ้าเสียแล้ว  วินาทีนั้นคุณแม่ปล่อยโฮออกมาและหมดสติไปราวกับว่าตนเองกำลังจะตามสามีกลับไปยังพระผู้เป็นเจ้าเช่นเดียวกัน

          จากวันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตครอบครัวของคุณแม่โสภิดา เจ๊ะแว ก็ต้องผันแปรไป  ช่วงนั้นเสียงหัวเราะและความสุขที่เคยมีในบ้านเหือดหายไป  มีแต่คราบน้ำตาที่นองหน้าและปลอกหมอน  ตั้งแต่ฟ้าสว่างถึงยามราตรี  แม้ว่าทุกวันรายล้อมไปด้วยผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาเพื่อเป็นกำลังใจและให้ความช่วยเหลือ แต่ส่วนลึกในใจที่เจ็บปวดนั้นคงต้องใช้เวลาช่วยเยียวยาบรรเทา

          หลังจากที่ความโศกเศร้าเริ่มเหือดหาย  บทบาทใหม่ของชีวิตที่ต้องเป็นคุณพ่อด้วยนั้นก็ต้องเริ่มขึ้น จากแม่บ้านธรรมดาก็ต้องรับหน้าที่ในการหาเลี้ยงครอบครัวเพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือต่อ เพราะในขณะนั้นลูกทุกคนยังไม่มีงานทำและไม่มีรายได้เลยแม้แต่คนเดียว  คุณแม่ที่ไม่เคยมีรายได้ก็ต้องหารายได้เพื่อจุนเจือครอบครัว  โชคดีที่ทางรัฐบาลเปิดโอกาสให้ฝึกฝนด้านอาชีพ  ในระยะเวลา 4 เดือน คุณแม่ก็สามารถสร้างรายได้จากการเป็นแม่ครัวทำอาหารว่างส่งให้กับหน่วยงานต่างๆที่มีการจัดประชุมเป็นการเสริมรายได้ให้แก่ครอบครัว  ส่วนในเรื่องการศึกษาของลูกนั้น โชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลในเรื่องทุนการศึกษา จึงไม่ต้องกังวลถึงเรื่องนี้  วันเวลาผ่านไป 3 ปี ลูกๆ เริ่มเรียนจบและมีงานทำสามารถแบ่งเบาภาระของแม่ได้มากขึ้น คุณแม่จึงเริ่มหมดความกังวล  แต่พระเจ้ายังมีบททดสอบบทหนึ่งแก่คุณแม่ ในปี 2552 ช่วงเวลาค่ำ คุณแม่ได้เข้าห้องน้ำ เกิดอาการหน้ามืดจากโรคความดันโลหิตสูงที่เป็นอยู่ก่อนหน้านี้ คุณแม่ล้มศีรษะกระแทกพื้น ทำให้หลังจากนั้นคุณแม่ป่วยเป็นอัมพาตอ่อนแรงร่างกายซีกขวา เป็นผลทำให้ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองและการทำงานรวมทั้งการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เคยทำได้สูญเสียไป ความโศกเศร้าและท้อแท้กลับมาหาเธออีกครั้ง เธอรู้สึกกังวลเรื่องอาการป่วย กังวลที่จะต้องมีคนมาคอยดูแลเธอ ส่งผลให้เธอกลับไปย้อนคิดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต ทำให้รู้สึกน้อยใจต่อโชคชะตา บั่นทอนกำลังใจของเธอยิ่งนัก แต่ด้วยความศรัทธาต่อพระเจ้าและหลักศาสนาที่มีในจิตใจทำให้เธอสามารถเรียกความเข้มแข็งทางใจให้สามารถสู้ทนต่อมรสุมชีวิตในการที่จะก้าวไปข้างหน้าได้  คุณแม่ได้รับการดูแลทั้งจากญาติพี่น้องรอบข้างและจากลูกๆของเธอ เธอได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลยะรังและโรงพยาบาลปัตตานีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อาการต่างๆเริ่มดีขึ้น จากที่ต้องนอนติดเตียงก็เริ่มลุกขึ้นมานั่งได้ ลุกขึ้นเดินได้ และปี 2553 คุณแม่ได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านเช่าหลังหนึ่งในซอยโรงพยาบาลหนองจิก เพราะลูกชายคนที่สามทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลหนองจิก ถึงแม้ว่าร่างกายจะเริ่มแข็งแรงขึ้นแต่ความกังวลใจของเธอก็ยังคงมีอยู่ เนื่องจากการที่เธอย้ายบ้านมาอยู่ที่อำเภอหนองจิกในครั้งนี้นั้นทำให้เธอต้องแยกจากกับลูกอีก 3 คนที่กำลังเรียนอยู่ นั่นก็คือลูกชายคนที่ 4 และ 5 ที่กำลังเรียนอยู่ที่จังหวัดยะลาและลูกสาวคนสุดท้องที่กำลังเรียนอยู่ที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งลูกต้องเรียนหนังสือไป – กลับ ที่อำเภอยะรังทุกวันไม่ได้อยู่ประจำที่โรงเรียน เธอจึงต้องฝากให้ญาติทางยะรังช่วยดูแล

          ทุกวันนี้คุณแม่อยู่ใกล้มือหมอ ทีมสุขภาพจิตและนักกายภาพบำบัดโรงพยาบาลหนองจิก ได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้าน และเข้าไปให้ความช่วยเหลือเธอ ซึ่งขณะนี้สุขภาพของคุณแม่ดีขึ้นมากแล้ว สามารถมาโรงพยาบาลได้อย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ได้รับบริการทั้งการแพทย์แผนไทยและกายภาพบำบัด ผมเองซึ่งเป็นนักกายภาพบำบัดได้ใกล้ชิดเธอบ่อยครั้ง เห็นถึงความน่ารัก ความตั้งใจในการฝึกทำกายภาพบำบัดและผมได้ดูแลเยียวยาจิตใจของเธอไปพร้อมๆ กัน ในการพูดคุยกับเธอ ทำให้ผมได้รับฟังข้อคิดมากมายในการดำเนินชีวิตของตนเอง  ที่สำคัญคุณแม่ยังพูดถึงโรงพยาบาลให้ฟังเสมอเกี่ยวกับการให้บริการ  เธอจะพูดถึงความประทับใจในการให้บริการของทุกๆ หน่วยงานว่ามีความรวดเร็ว ฉับไว ใส่ใจ บริการด้วยรอยยิ้ม ให้การดูแลและเอาใจใส่ต่อผู้ป่วยเป็นอย่างดี ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยกับเธอทุกประการ

          คุณแม่ยังคงพูดกับผมเสมอว่าอยากทำงานช่วยแบ่งเบาภาระของลูกๆ เพราะแขนขาของเธอเริ่มดีขึ้น สามารถทำอะไรได้มากขึ้นแล้ว  ทางทีมเยี่ยมบ้านของเราโชคดีที่ได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการโอสถสภาเพื่อชีวิตที่ดียิ่งกว่าและด้วยโครงการนี้ทำให้ทีมงานของเราดูแลผู้ป่วยได้ครอบคลุมในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านสุขภาพกายและจิต สภาพแวดล้อม อาชีพ จิตวิญญาณ และด้านสติปัญญา  ทางเราได้จัดสรรงบประมาณในการส่งเสริมอาชีพให้กับคุณแม่  โดยคุณแม่นำเงินดังกล่าวไปซื้อขนมปี๊บและอุปกรณ์เพื่อแพ็คขนมปี๊บมาส่งขายที่สหกรณ์โรงพยาบาลหนองจิก ที่ทางศูนย์เยียวยาของเราเป็นผู้ดูแลอยู่ ทำให้คุณแม่รู้สึกปลื้มใจมากที่ตนเองได้กลับมาแบ่งเบาภาระลูกๆ อีกครั้ง 

          สุดท้ายนี้ขอทิ้งท้ายไว้ “เม็ดทรายนับไม่ถ้วนจำนวนทราย คนทั้งหลายนับไม่ถ้วนด้วยคุณค่า ทรายแกร่งเพราะผ่านกาลเวลา คนจะกล้าเพราะผ่านความอดทน” เพราะเม็ดทรายเกิดจากหินที่ผุกร่อน เมื่อเวลาผ่านไป เม็ดทรายผ่านความร้อนหนาว น้ำที่กัดเซาะทำให้ทรายกลายเป็นทรายที่ขาว ละเอียด และแข็งแรงมากขึ้น ชีวิตคนก็เช่นเดียวกัน ทุกช่วงเวลาแห่งชีวิต ที่สู้ อดทน ฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย สิ่งต่างๆเหล่านั้นจะทำให้ชีวิตเข้มแข็งและประสบสิ่งดีๆต่อไปในอนาคต




อังคณา วังทอง  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ APN  สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต

รุชดี หวันตะหา  นักกายภาพบำบัด