แบ่งปัน
เด็กหนุ่ยวัย 17 ปี จากตำบลบางเขา อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ผู้พิการทางร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ เหตุเกิดเมื่อ 5 ปีก่อน ขณะอายุได้เพียง 12 ปี เด็กหนุ่มคนนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากคำบอกเล่าของมารดาและ อสม.ที่รับผิดชอบละแวกบ้านนั้น บอกว่า “ในตอนนั้นเขาก็เหมือนเด็กคนอื่นๆ ทั่วไปที่อยู่ในช่วงวัยเรียน คือ เดินได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ ไปโรงเรียนตามปกติ แต่มักจะไข้และเดินหกล้มอยู่บ่อยๆ นานเข้าก็เริ่มมีอาการแขน ขาอ่อนแรง จนในที่สุดเดินและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือแม้แต่จะไปโรงเรียนตามเดิมได้” จากวันนั้นทำให้เขาต้องพิการมาจนถึงปัจจุบัน การใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในแต่ละวันต้องอาศัยอยู่บ้านเพียงลำพังในช่วงกลางวัน เนื่องจากบิดาและมารดาต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แต่จะกลับมาในตอนเที่ยงเพื่อป้อนอาหารและจัดการเรื่องขับถ่าย ในบางวันจะมีเพื่อนบ้านที่อายุน้อยกว่ามาอยู่เล่นเป็นเพื่อนคลายเหงา
จากการไปเยี่ยมของเจ้าหน้าที่ รพ.สต.ทุกครั้งที่เห็น คือ เด็กหนุ่มจะนั่งอยู่ข้างหน้าต่างและมีทีวีเครื่องเล็กๆ ที่
เปิดรายการตลอดวัน อีกทั้งยังมีเครื่องเล่นวีซีดี วิทยุ รถของเล่น ตัวต่อเลโก้ ที่เด็กหนุ่มเก็บหอมรอมริบวันละเล็กละน้อย ที่ได้จากการขายของชำเล็กๆ น้อยๆ ที่มารดาซื้อตั้งไว้ให้เขาขาย ซึ่งเขาสามารถจินตนาการและประกอบตัวต่อเป็นรูปต่างๆได้ดีทีเดียว สภาพที่อาศัยอยู่เป็นลักษณะบ้านปูนชั้นเดียวที่ยังสร้างเสร็จไม่สมบูรณ์นัก บริเวณหน้าบ้านที่ยังเป็นพื้นดินทรายตรงนี้กลับกลายเป็นสุขาของเด็กหนุ่มคนนี้ ซึ่งในช่วงกลางวันที่อยู่คนเดียวหากต้องการขับถ่ายก็จะกระเถิบตัวเองออกมาแล้วถ่ายไว้บนดิน เมื่อบิดามารดากลับจากทำงานก็จะมาโกยไปทิ้ง ซึ่งห้องน้ำที่มีอยู่ก็อยู่ห่างออกไปจากตัวบ้านพอสมควร
จากการลงเยี่ยมทุกครั้ง พบปัญหาที่ครอบครัวนี้ต้องการโดยไม่ใช่ตัวผู้พิการเอง หากแต่เป็นมารดาที่อยากจะได้เงินทุนและการช่วยเหลือจากเทศบาล/อบต. เพื่อเปิดร้านขายของชำที่บ้าน ทั้งที่ละแวกนั้นก็มีร้านขายของชำอยู่หลายร้านแล้ว อีกทั้งตรงข้ามฝั่งถนนยังร้านค้าเซเว่นฯ เพิ่งเปิดใหม่ เมื่อถามไปว่าหากขายของที่บ้านแล้วจะมีคนซื้อเหรอ มารดาก็พูดอย่างมีความหวังว่า “หากเปิดร้านขายของที่บ้าน จะได้อยู่กับลูก ดูแลลูก ไม่ต้องทิ้งลูกให้อยู่อย่างเหงาๆ คนเดียวในช่วงกลางวัน เพื่อนบ้านเค้าคงจะสงสารช่วยๆ มาอุดหนุนซื้อของบ้างแหละ”
ปัจจุบันเด็กหนุ่มได้รับความช่วยเหลือจากทางการ โดยได้รับเบี้ยยังชีพผู้พิการเดือนละ 500 บาท อีกทั้งมารดาเองยังมีความพิการทางสายตา คือ ตาขวาบอด ก็ได้รับเบี้ยยังชีพเดือนละ 500 บาทเช่นกัน แต่รายได้หลักของ
ครอบครัวมาจากการทำงานในฟาร์มตัวอย่างโครงการหลวงฯ ที่บิดามารดาไปทำงาน ได้ค่าแรงวันละ 150 บาท รวม 2 คน ก็ 300 บาทต่อวัน บางครั้งมารดาที่พอมีฝีมือด้านการทำอาหารมักจะทำนาซิดาแฆ (อาหารชนิดหนึ่งของชาวมุสลิม) ไปขายในฟาร์ม ได้เงินมาเพียงพอประทังชีวิตไปได้ 3 คน พ่อ แม่ ลูก
หลังจากได้รับการช่วยเหลือจากโครงการพยาบาลน้องใหม่หัวใจรักบ้านเกิด ที่มีบริษัทโอสถสภาเข้ามาสนับสนุน ในการปรับสภาพพื้นที่หน้าบ้านเพื่อเตรียมให้เหมาะกับการเป็นร้านขายของตามความหวังของมารดาที่อยากเปิดร้านขายของ เพื่อจะได้ดูแลลูกที่บ้านและได้ขอเรื่องสนับสนุนอาชีพกับทางพัฒนาสังคมจังหวัดปัตตานี จากการดำเนินเรื่องให้โดยแบนาเซร์ เจ้าพนักงานสาธารณสุขประจำเทศบาลอีกทางนั้น เพียงเท่านี้ก็สร้างความปลื้มปิติให้กับผู้ป่วยและครอบครัวเป็นอย่างมากแล้ว หมื่นแสนคำขอบคุณจากผู้ป่วยก็ไม่เท่าการได้เห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม จึงทำให้เราเองรู้สึกได้ว่า
“ไม่มีสิ่งใดจะมีคุณค่าเกินไปกว่าการได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์”
อังคณา วังทอง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ (APN สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต)(
ขนิษฐา อัตถเจริญสุข พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ รพ.สต.บางเขา