ท้อแต่ไม่ถอย


          จากการเยี่ยมบ้านตลอดเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา พวกเราทีมเยี่ยมบ้านประจำศูนย์เยียวยาฯให้ความสนใจกับเคสที่อยู่ห่างไกลมากเพราะเห็นใจในความห่างไกลของแต่ละเคสที่กว่าจะมาโรงพยาบาลแต่ละครั้งก็ต้องลำบากเรื่องการเดินทาง บ้างก็ไม่มีรถจะมา บ้างก็ไม่มีคนพามาที่โรงพยาบาล ไม่มีเงิน ต่างคนล้วนมีเหตุผลต่างกันออกไป เราจึงต้องไปเยี่ยมเคสกันถึงที่บ้าน  วันนี้ลงไปเจอเคสหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาลมากจึงอยากนำมาเล่าให้ฟังอีกสักครั้ง

          จากเหตุการณ์เมื่อปี 2550 ชายหนุ่มวัยทำงานซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวอายุ 25 ปีได้นั่งรถไปกับญาติพี่น้องเพื่อไปร่วมฉลองความยินดีในงานสมรสของเพื่อนคนหนึ่ง แต่เหมือนโชคชะตาจะพลิกผันชีวิตของเขาเพราะรถยนต์ที่นั่งไปนั้นประสบอุบัติเหตุส่งผลให้เขาต้องกลายเป็นผู้พิการท่อนล่างอย่างถาวร

          จากวันนั้นเป็นต้นมาชีวิตครอบครัวของคุณเจ๊ะอารงค์  ก็ต้องผันแปรไป  ความสุขที่เคยมี ความฝันที่จะสร้างร่วมกับภรรยาเริ่มจางหายไปเหลือแต่ความรู้สึกเจ็บปวด ท้อแท้ คนหนุ่มวัยทำงานต้องมาเป็นอัมพาต นึกแล้วเกินที่จะทนรับได้ ความเจ็บปวดที่มีอยู่ในส่วนลึกของจิตใจนั้นคงต้องใช้เวลาช่วยเยียวยาบรรเทา

          หลังจากที่ความโศกเศร้าเริ่มจางหาย  เจ๊ะอารงค์ได้รับความรัก ความห่วงใยจากคู่แท้นั่นก็คือภรรยาของเขานั่นเอง ทำให้มีแรงที่จะสู้ต่อไป ถึงแม้ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปยังไงชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป ถึงแม้บทบาทในครอบครัวของเขาต้องเปลี่ยนแปลงไป แต่ยังไงเขาก็จะสู้ชีวิต ซึ่งครอบครัวนี้จะคอยให้กำลังใจแก่กันระหว่างสามีและภรรยา เจ๊ะอารงค์ จากที่เคยประกอบอาชีพรับจ้าง บัดนี้เขาต้องนอนติดเตียง แต่ถึงแม้เขาจะลุกขึ้นไม่ได้แต่สองมือของเขาก็ยังใช้การได้ เขาจึงได้หันมาใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยการถักลูกปัดและสานกระเป๋าขาย เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของคนในครอบครัว หากฟังดูแล้ว งานเหล่านี้เหมือนจะเป็นงานที่ยากสำหรับผู้ชายแต่ด้วยจิตใจที่ไม่ยอมแพ้เขาจึงทำได้

          วันเวลาผ่านไปเริ่มมีปัญหาเกิดขึ้นจากความไม่คาดฝัน เมื่อมีแผลกดทับขึ้นที่สะโพกของเจ๊ะอารงค์ แต่เจ้าตัวกลับไม่บอกภรรยาปล่อยแผลให้ลุกลามในบริเวณกว้าง สาเหตุก็ไม่ใช่อื่นใดเป็นเพราะความอยากจะช่วยเหลือภรรยาแบ่งเบาภาระในครอบครัวจึงได้ทนนั่งสานตะกร้าทั้งๆที่เจ็บแผล เมื่อนั่งนานๆก็เกิดแผลกดทับขึ้น แต่ก็ไม่ได้บอกภรรยาเพราะกลัวว่าหากบอกภรรยาออกไปแล้วเขาจะไม่ได้ทำงานอีก เขาใช้เวลารักษาแผลอยู่นานหลายปีกว่าแผลจะดีขึ้นจนปัจจุบันแผลเกือบหายสนิทแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นไปตามที่เจ๊ะอารงค์กลัวนั่นก็คือ ภรรยาไม่ยอมให้เขานั่งสานตะกร้าต่อไปอีกแล้ว วันเวลาผ่านไป ความเศร้าเริ่มกลับมาเยือนอีกครั้งเมื่อชายหนุ่มอัมพาต  ไม่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวได้ ปล่อยให้ภรรยาทำหน้าที่อยู่คนเดียว ลูกๆก็โตขึ้นทุกวัน ครั้งหนึ่งเขาบอกกับภรรยาว่าเขาอยากช่วยทำงานไม่อยากนอนอยู่เฉยๆอย่างไร้ค่าเช่นนี้ ด้วยความเข้าอกเข้าใจของภรรยา จึงได้เริ่มซื้อสินค้า ขนมต่างๆ เข้ามาวางขายในบ้านและให้เจ๊ะอารงค์ เป็นผู้ดูแล จนกระทั่งทุกวันนี้และเมื่อทางทีมเยี่ยมบ้านของเราได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการโอสถสภาเพื่อชีวิตที่ดียิ่งกว่าและด้วยโครงการนี้ทำให้ทีมงานของเราดูแลผู้ป่วยได้ครอบคลุมในหลายๆด้านขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพกายและจิต สภาพแวดล้อม อาชีพ จิตวิญญาณ และด้านสติปัญญา  ทางเราได้จัดสรรงบประมาณในการส่งเสริมอาชีพเพิ่มเติมให้กับครอบครัวนายเจ๊ะอารงค์  โดยการนำเงินส่วนนึงมาซื้อตู้เย็นเพื่อแช่ของสดไว้ขายและได้สนับสนุนคัมภีร์อัลกุรอ่านให้แก่เจ๊ะอารงค์ เพื่อไว้ใช้สอนลูกๆ ช่วงค่ำหลังเลิกเรียนเป็นการสร้างความอบอุ่นให้แก่ครอบครัว ทำให้นายเจ๊ะอารงค์รู้สึกปลื้มใจมากที่ตนเองสามารถจะช่วยเหลือครอบครัวได้เพิ่มมากขึ้น

          สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกโอกาสดีๆที่ได้รับจากทุกๆ หน่วยงานที่ร่วมมือร่วมแรงกันช่วยเหลือเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งกว่า








อังคณา วังทอง  พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ (APN  สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต)

รุชดี หวันตะหา  นักกายภาพบำบัด