เจริญเมตตา รู้จักรักผู้อื่น สงสารผู้อื่น...…



พระพุทธเจ้าสอนเราทุก ๆ คนให้เรามีความรักความเมตตาผู้อื่น สงสารคนอื่น  เพราะว่าทุก ๆ คนเกิดมาในโลกนี้ล้วนแต่มีความทุกข์ทั้งทางกาย ทุกข์ทั้งทางใจ  มีความทุกข์ทางหน้าที่การงาน มีความทุกข์ในเรื่องลูกเรื่องหลาน เรื่องพ่อแม่ญาติพี่น้อง  วงศ์ตระกูล “ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าท่านจึงให้เรารู้จักรักคนอื่น สงสารคนอื่น...”


อย่างเราเป็นคุณพ่อคุณแม่ เป็นคนใหญ่คนโต เป็นผู้นำครอบครัว หรือว่าเป็นผู้นำ  ทางบริษัท ทางโรงงาน “เรานี้นะ มีความจำเป็นที่จะต้องเจริญเมตตา”

ถ้าเราเป็นคุณพ่อคุณแม่ เป็นผู้นำ เรามีเมตตาต่อทุก ๆ คน เราสงสารทุกคน  เรายินดีกับทุก ๆ คนที่เขาได้ดี ไม่อิจฉาคนอื่น คนอื่นเขาจะรวยกว่าเรา เก่งกว่าเราไม่เป็นไร เรายินดีกับเขา อนุโมทนากับเขา

เรามีจิตใจที่หนักแน่น เป็นคนสงบ เป็นคนเย็น ไม่เป็นคนมีทิฏฐิมานะ เจ้าอารมณ์  เป็นคนเย็น ตั้งอยู่ในความรัก ความเมตตา ความสงสาร

ฝึกความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่เป็นคนหูเบา ปากเร็ว ปากระเบิด ตั้งอยู่ในอุเบกขา  วางเฉย ใครเอาเรื่องไม่ดีมาพูดให้ฟังเราก็ฟัง ฟังแล้วก็ทำจิตใจให้เฉย ๆ ใครเอาเรื่องดี ๆ  มาพูดอย่างนี้ก็อนุโมทนากับเขา

เราเป็นคุณพ่อคุณแม่ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ถ้าเราไม่นิ่ง จะทำให้สถานการณ์ในครอบครัวของเรา ในการปกครองของเราไม่มีความสุข ไม่มีความสงบ เต็มไปด้วยความเร่าร้อน

พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนตั้งอยู่ในพรหมวิหาร ๔ “พรหมวิหารธรรม” เป็นที่รัก  ของคนทุก ๆ คน ทั้งคนทั้งเทวดาเขารักคนที่ใจดีมีเมตตา เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ให้ เป็นผู้ที่ไม่เอา

การเจริญเมตตานี้สำคัญมาก... ยิ่งเราอายุมากขึ้นเราแก่ขึ้นยิ่งสำคัญ ลูกหลานจะได้   มีความสุข จะได้อยากเข้าใกล้เรา อยากอยู่กับเรา

คนเราก็ธรรมดานะ หนุ่ม ๆ อาจใจร้อน ทิฏฐิมานะ ปากจัด เอาแต่ใจตัวเอง  เจ้าอารมณ์ แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น พระพุทธเจ้าท่านให้เราปรับจิตใจ เจริญเมตตา ให้ใจเรา  มีเมตตาจริง ๆ เมตตาคนอื่น สงสารคนอื่น

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราถืออภิสิทธิ์ว่าเราเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นปู่เป็นย่า เป็นตาเป็นยาย ครูบาอาจารย์ท่านให้เราถือพรหมวิหารทั้งสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา  ถ้าเราถืออำนาจวาสนา เราถือตัวถือตน พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามันไม่ดี ทำให้ตัวเองสร้างภพ สร้างชาติ มีอัตตาตัวตน มีความเครียดให้กับตัวเอง

เรามียศมีตำแหน่งเป็นคุณพ่อคุณแม่ เป็นผู้นำ เป็นผู้จัดการ พระพุทธเจ้าท่านให้เอาตำแหน่งนั้น ๆ มาเจริญพรหมวิหาร


เป็นคนที่มีความสุขในการทำงาน มีความสุขในการพูด มีความสุขในการนั่ง มีความสุขในการนอน เป็นคนมีความสุขในร่างกายของตัวเอง ถึงแม้มันจะแก่ จะเจ็บ จะตาย  ก็ต้องรักเขาชอบเขา เพราะสิ่งเหล่านี้แหละมันทำให้เราเกิดสติเกิดปัญญา สร้างมรรคผล  พระนิพพาน

ทุกสิ่งทุกอย่างเราจะมาเอาตามอารมณ์ตามใจของตัวเองไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านให้เรามาทำให้เกิดความสุข สงบ ร่มเย็นในบ้านของเรา ในที่ทำงานของเรา


เรามาถอนทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนออกไปจากจิตใจของเรา เพราะว่ามันเป็นหน้าที่  เป็นบารมีที่จะต้องแก้จิตแก้ใจ เราแก้ภายนอกมันเพียงบรรเทาทุกข์ ถ้าเราจะแก้ถาวร  เราต้องมาแก้ที่จิตที่ใจ

เราอยู่ในครอบครัวของเรา ก็ถือว่าอยู่มากกว่า ๑ คนขึ้นไปแล้ว เราพยายามไม่ไปเอาดีเอาชั่ว ไม่ไปเอาผิดเอาถูกกับใคร เราพยายามมาแก้ตัวเอง “ที่ผ่าน ๆ มา อกเราจะแตกตาย กินไม่ได้นอนไม่หลับก็เพราะไม่แก้ตัวเอง เราจะไปแก้คนอื่น…!

ลูกเราหลานเรา ผู้ใต้บังคับบัญชาของเรา ถ้าเราไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เขาจะรักเราเอง เคารพนับถือเราเอง พูดอะไรเขาจะเชื่อเขาจะฟัง ให้เราเสียสละไว้เหมือนในหลวงของเรา

เรานี้เสียเวลามาหลายปีปลายเดือนนะที่เราไม่ได้แก้ไขตัวเอง เพราะชีวิตของเรา  ต้องต่อสู้เพื่อการดำรงชีวิต เพื่อการศึกษา เพื่อการทำงานของเรา เพื่อหน้าที่การงานของเรา

ทุกคนต้องเป็นคนเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว ต้องเพิ่มเรทติ้งให้ตนเองด้วยการเสียสละ  เพิ่มความเมตตา เพิ่มความรักผู้อื่น

เราคิดเราเห็นในหลวงเราก็มีความสุข เพราะในหลวงท่านไม่เอาอะไร ท่านเป็นผู้เสียสละ ไม่ลำเอียง ท่านมีเมตตาต่อทุก ๆ คน เราคิดถึงในหลวงเราก็สบายใจ

ถ้าเราเป็นคนทิฏฐิมานะ ปากจัด เจ้าอารมณ์ ไม่ยอมฟังคนอื่น มีแต่ให้คนอื่นฟังเรา เพื่อนเราหรือว่าลูกน้องของเราเขาก็ไม่อยากคบกับเรา เพราะว่าเราไม่ได้เป็นกัลยาณมิตร  ของเขา มีแต่ทิฏฐิมานะเจ้าอารมณ์

พระพุทธเจ้าท่านสอนเราเจริญเมตตา ให้เราฝึกปล่อยฝึกวาง ฝึกเสียสละ  ถ้าเราเสียละนี้นะ อริยทรัพย์มันจะเกิดขึ้นแก่เรา

การเจริญพรหมวิหารน่ะ เราเจริญไปเรื่อย ๆ ทุกวัน พูดก็ประกอบด้วยความรัก  ความเมตตา ความสงสาร จะทำอะไรก็ให้ประกอบด้วยความรัก ความเมตตา ความสงสาร ปฏิบัติให้มันถึงจิตใจ ไม่ใช่เราจะไปขอให้มันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ การขอมันเป็น  ระบบความคิดเฉย ๆ การกระทำนั้นออกจากจิตใจ

สิ่งที่มันผ่าน ๆ มาแล้วที่เป็นอดีต ที่เขานิสัยไม่ดี โกรธให้เรา เกลียดให้เรา พวกนี้ให้เราละให้หมด ถ้าเราแบกไว้ก็ขึ้นชื่อว่าเราเลี้ยงยักษ์ไว้ในจิตใจ ไม่ยอมปล่อยยักษ์ออกจากจิตใจ มันเป็นทิฏฐิมานะอัตตาตัวตน

อย่างเราเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เราก็ไม่พอใจในโรคภัยไข้เจ็บ ถือว่าเราเข้าใจผิด  มีความเห็นผิด เพราะเราไม่ได้รักไม่ได้เมตตาโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ว่าเขาจะแกล้งเรา  หรือเขาจะทำอะไรไม่ดีไม่ร้ายกับเขา พระพุทธเจ้าท่านก็ให้เราเจริญเมตตา เพราะเป็นความดีเป็นบารมีที่เราจะสร้างจะบำเพ็ญตบะ

อย่างอากาศร้อนอย่างนี้ เราก็ไปโกรธเขาเพราะเราขาดเมตตานะ เมื่ออากาศร้อน  เราก็รักในอากาศร้อน อากาศหนาวเราก็รักในอากาศหนาว อะไรจะเกิดขึ้นก็ให้เรารักทั้งนั้น ถ้าเราไม่รักเราก็ไม่ได้เจริญเมตตา จิตใจเราก็แบกความคับแค้น เดินขบวนตลอด  ขับไล่ต่อต้านสิ่งที่ไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา

เรามาอยู่วัด เรามาฝึกเจริญเมตตานะ... ให้เรากลับไปดูตัวเอง ดูจิตใจตัวเอง  ว่าการเจริญเมตตาของเรามันบกพร่องหรือเปล่า หรือว่าไปไม่พออกพอใจ ไปวิตกไปกังวล อย่างเราหายใจเข้าสบายหายใจออกสบายนี้ชื่อว่าเจริญเมตตา นั่งก็ให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัวสบาย ทำงานทำการก็มีความสุขในการทำความดี ความเสียสละ ลูกหลานจะจนจะรวยอย่างไรก็ช่างหัวเขา ให้เรารู้จักปล่อยวาง เจริญเมตตา เราไปห่วงเขาเราก็ลืมเจริญเมตตา  ไปทุกข์แทนเขา ใจป่วยร่างกายป่วยไม่สบาย ลูกหลานก็มีปัญหาตามมา


เราทุกข์ลำบากมามากแล้ว มาทำที่อยู่อาศัยของเราได้แล้วนะ ไปวิ่งตามความโลภ ความโกรธ ความหลงไม่ไหวแล้ว

ตัวอย่างเช่น “พระยสะกุลบุตร” ท่านวิ่งตามความคิดตามอารมณ์ตามความอยาก  ถึงจะรวยแต่ใจไม่สงบ แต่ด้วยบุญกุศลที่สั่งสมมาเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้พบพระพุทธเจ้า ท่านเดินไปบ่นไป “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” พระพุทธเจ้าท่านก็เปล่งพระวาจาว่า “ที่นี่สงบ ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่ไม่ขัดข้อง” พระพุทธเจ้าท่านก็สอนเรื่องเป็นคนไม่เอาไม่มีไม่เป็น  ให้เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ให้ จิตใจจึงจะมีความสุข

เราก็ต้องคิดดูนะว่าวันหนึ่ง ๆ เราได้อะไรจากใครบ้าง เราได้ให้อะไรแก่ใครบ้าง  อย่างน้อยก็ให้เสียสละความขี้เกียจขี้คร้านออกจากใจ ไม่ใช่จะเป็นผู้เอาอย่างเดียวนะ

มีความสุขที่ให้ได้ มีความสุขที่ได้ทำงาน มีความสุขกับใจที่ได้รักศีล ได้ปฏิบัติธรรม  มาเป็นคนรักษาศีล มาเป็นคนรักษาธรรม เพราะศีลคือตัวพระพุทธเจ้า  ธรรมะคือตัวพระพุทธเจ้า เรารักษาศีลคือเรารักพระพุทธเจ้า ถ้าเราเกลียดศีลเกลียดธรรม  นั้นก็ชื่อว่าเราเกลียดพระพุทธเจ้า ไม่รักธรรมะ ไม่เมตตาตนเอง จะเอาจะมีจะเป็น  แบกของหนักไม่รู้จักปลง ไม่รู้จักปล่อย ไม่รู้จักวาง

ทุกคนมาปฏิบัติธรรมคืนนี้ ถือว่าเป็นผู้มีบุญกุศล เดินตามรอยพระพุทธเจ้า  เดินตามรอยพระอรหันต์ เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ประเสริฐ

เราจะเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นแสนลำบาก มนุษย์นี้เป็นผู้มีจิตใจสูง ทำความดี  ตั้งมั่นในความดี เรามาปรับจิตปรับใจของเรา ปรับการกระทำคำพูดของเรา ตั้งมั่นในศีล สมาธิ ปัญญา เจริญเมตตาให้มาก ๆ ทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์...


พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย

มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


หมายเลขบันทึก: 531276เขียนเมื่อ 25 มีนาคม 2013 12:08 น. ()แก้ไขเมื่อ 25 มีนาคม 2013 12:09 น. ()สัญญาอนุญาต: ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ


ความเห็น (2)

สาธุ สาธุ สาธุ ครับท่านอาจารย์ ;)...

ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี