จงเอาธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง อย่ายึดติดในตัวบุคคล..ควรเชิดชูบูชาคำสอนพระพุทธเจ้ามากกว่าอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่ง ศาสนาพุทธต้องอยู่กับหมู่คณะสงฆ์ อย่าไปหลงบูชาแต่หมู่หนึ่ง คณะหนึ่งคณะเดียว
อุปมาแห่งชีวิต..ทุกวันพระ เป็นวันที่ประเสิรฐ ใครที่สมาทานศีลนุ่งขาวห่มขาวมาปฏิบัติธรรม เทวดาท่านจะอนุโมทนาด้วย
คนเราเกิดมาหลายภพหลายชาติหมุนเวียนไปตามกฏแห่งการกระทำ แต่ละชาติที่เกิดมาในแต่ละโลกๆซึ่งมีอายุเช่นเดียวกับโลกมนุษย์ก็มีอายุแล้วก็แตกสลายกันไปเมื่อนานเข้าๆตามกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติ เช่นนักวิทยาศาสตร์ เมื่อเห็นดาวหางก็กลัวจะมาชนโลก สมัยพุทธกาลพระพุทธองค์เคยกล่าวไว้ว่าเมื่อมนุษย์ไม่ตั้งมั่นในธรรม ไม่ว่าพราหมณ์ คหบดี นักวิชาการ ประชาชนก็จะไม่ตั้งมั่นในธรรมด้วยเช่นกันต่างก็ตกอยู่ในฤทธิ์แห่งอธรรม ก็จะไปกระทบถึงดวงสุริยะจักรวาลทำให้พระอาทิตย์ พระจันทร์ โคจรไม่สม่ำเสมอ ดวงดาวก็โคจรไม่สม่ำเสมอเช่นกัน โลกก็เป็นดาวดวงหนึ่ง ก็จะเกิดอุบัติเหตุชนกันเอง หลังจากนั้นวันเดือนปีก็จะคลาดเคลื่อน ฝนฟ้าก็จะไม่ตกต้องตามฤดูกาล ผลหมากรากไม้ก็จะขาดแคลน ความอดอยากขาดแคลนเกิดขึ้น เวลาล่วงเลยไปโลกก็จะถึงเวลาอันตรธานไป
โลกนี้หากไม่มีพระพุทธเจ้า โลกก็จะไม่มีศีลมีธรรม โลกก็จะร้างไปพินาศไป พวกเราก็เกิดมาหลายกัปป์หลายกัลป์แล้ว บางครั้งเราอาจจะไปเกิดในโลกที่สวยงาม มีความเอิบอิ่มเป็นอาหาร เมื่อหมดบุญจากตรงนั้นก็จะมาเกิดใหม่ แต่หากใครมีการบำเพ็ญบารมีให้เต็มพร้อม สั่งสมบารมีไว้ การทำชั่วครั้งหนึ่งก็เป็นการฆ่าบารมี ดังนั้นอย่าทำร้ายบารมีของตนเอง แต่จงเสพธรรมะ เหมือนกินยาที่ขมขื่นเพื่อต่อต้านกิเลสตัณหา ที่ขวางกั้นไม่ให้เราแจ้งในสัจจะธรรม พระพุทธองค์จึงตรัสว่า "บุรุษผู้ปรารถนาความปลอดภัยแห่งชีวิต แต่ว่าเขาได้เลี้ยงอสรพิษร้ายไว้สี่ตัว อสรพิษตัวนั้นต้องให้กินอาหารถูกต้องตามเวลา เอาใจตามเวลา ผิดเวลาเมื่อใดอสรพิษก็จะโกรธก็จะฉกกัดเอา บุรุษผู้ปรารถนาความปลอดภัย กลัวตายก็จะต้องหนีจากอสรพิษสี่ตัวนี้ เมื่อเดินทางออกจากบ้านก็ไปเจอเพชฆาตห้าคน ถือดาบตามล่าเพื่อเข่นฆ่า แล้วก็ยังมีคนที่หกถือดาบรออยู่บนอากาศ บุรุษผู้ปรารถนาความปลอดภัยก็หนีเข้าไปในบ้านที่คิดว่าปลอดภัยแต่ปรากฏว่าเป็นบ้านร้าง แต่ขณะเดียวกันก็มีโจรแอบซุ่มอยู่ ใครเข้าไปก็จะฆ่าตาย ชายคนนั้นจึงวิ่งหนีออกจากบ้านร้างนั้น โจรก็ยังตามไปจนถึงห้วงน้ำใหญ่ ที่ไม่มีเรือหรือสะพาน เขาก็วิ่งเลาะไปตามฝั่งเก็บเอาไม้ฝืนและหญ้าพร้อมเครือเถาวัลย์โยนลงน้ำแล้วก็เกาะหญ้านั้นลอยคอว่ายข้ามน้ำไปสู่ฝั่งโน้นได้ ห่างไกลจากโจรและอสรพิษ แต่บางคนก็ไม่พ้นเพราะไม่มีเครื่องช่วย ภิกษุทั้งหลายเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน.." พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบว่า ตามธรรมดาคนเราย่อมแสวงหาที่วางแห่งจิต หากพอใจสิ่งใดจิตก็ตกลงปลงใจพอใจในสิ่งนั้น แม้กระท่อมเล็กหากพอใจก็มีความสุข ที่เขากล่าวเสมอว่า "ความสุขที่แท้ มีแต่อยู่ในความพอใจ" ความพอใจนั่นแหละเป็นความสุข ไม่ต้องสงสัยเลย ผัวเมียพอใจกัน หรือคนอยู่บ้านหลังเล็กๆ หากพอใจกันก็มีความสุข ความพอใจจึงไม่มีจุดสิ้นสุด ขยายไปจนถึงพรหมโลก ซึ่งมีอายุยาวมาก แต่ในที่สุดก็สิ้นสุดลงแล้วก็ตายจากไป โลกจึงเป็นจุดศูนย์กลางแห่งวัฏสงสาร ชีวิตจึงเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร เมื่อยังเวียนว่ายอยู่ในห้วงน้ำเมื่อนั้นก็ยังไม่ปลอดภัย
อสรพิษสี่ตัวก็คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม หากไม่ได้กินน้ำหนึ่งวันจะเป็นอย่างไร ต้องกิน ธาตุดินคือข้าว ปลาอาหาร ไม่ได้กินก็ไม่ได้อีก ป้อนแล้วก็ต้องเอาออกอีก เหล่านี้เป็นงูพิษ ส่วนธาตุลมก็คือลมหายใจ ต้องหายใจเข้า ออกตลอดเวลา ส่วนธาตุไฟ หากร่างกายไม่สมดุลก็จะเป็นไข้ตัวร้อนขึ้นมา ดังนั้นต้องเอาใจตลอด เมื่อเราต้องการหนีก็ไปเจอปัญหาอีกเพราะต้องไปเจอเพชฆาตทั้งห้า หรือขันธุ์ห้านั่นเอง ซึ่งก็คือ เรื่องชีวิตทั้งชีวิต รูป(ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม) เวทนา(จิต-ที่มักจะมีอารมณ์พอใจ ไม่พอใจ) สัญญา(คลังของจิต-ที่มักเก็บความจดจำของอารมณ์ไว้) สังขาร (คือความคิดปรุงแต่งที่นำมาจากสัญญา)หากใครยึดสังขารแล้วเวลานั่งสมาธิแล้วคิดปรุงแต่งแสดงว่าเรายังไม่รู้จักโฉมหน้าเพชฆาต จนตนเองรำคาญก็เป็นได้ จนทำให้ขาดสติ บางทีคิดดี คิดเป็นกุศล เพราะจิตสงบลงระยะหนึ่ง จึงอยากดี ก็จะเป็นการเมาดีอีก/ วิญญาณ คือ ความรู้ ตาก็เห็นทางตา หูก็ได้ยินเสียง ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นเพชฆาตห้าเหมือนกัน ส่วนเพชฆาตที่ลอยอยู่ในอากาศก็คือ ฉันทะ ราคะ ความกำหนัดในรูป อารมณ์ เวทนา สังขาร วิญญาณซึ่งจะก่อให้เกิดการกระทำ ส่วนบ้านร้างก็คืออายตนะ ภายในนั่นเอง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีแก่นสาร แต่เราคิดว่าของเรา จริงๆคือมารนั่นเอง จึงต้องขนอาวุธของพระพุทธองค์ออกมาอีกด้วยการให้มันจบลง ณ ตรงนั้น เห็นก็แค่เห็น ได้ยินก็แค่ได้ยิน ต้องจัดการที่ใจ เพราะเป็นนายใหญ่ ที่เป็นคนสั่ง ต้องรักษาใจตัวเองให้ดี เมื่อไปพบแม่น้ำคือ กามโมฆะ ภวโภคะอยากเป็นนั่นเป็นนี่ ทิฆโฆภะ ความไม่รู้ เราไม่รู้ความดับลงแห่งทุกข์นี้จึงเป็นห้วงน้ำใหญ่สี่อัน แต่เมื่อมีใครเห็นความทุกข์แห่งภัยเหล่านี้ก็จะมองหาเครื่องช่วยให้ตนรอดพ้นซึ่งก็คืออริยะมรรคมีองค์แปด เป็นการเก็บรวบรวมอริยทรัพย์ธรรมช่วยให้ตนเองหลุดพ้น เชื่อว่าสิ่งนี้จะช่วยเราให้พ้นจากทุกข์ใดๆได้แน่นอน มั่นใจในความดีของตนเองว่าไม่มียมบาลองค์ใดกล้านำเราลงนรกแน่นอน ไม่อ้อนวอนให้ใครมาช่วยนอกจากตนเอง ส่วนพระอาจารย์เป็นเพียงผู้ชี้แนะเท่านั้น
มั่นใจในการทำความดีของเรา จะไม่อ้อนวอนใครทั้งสิ้น...สาธุ
โลกอยู่ได้เพราะยังมีคนดี มีธรรมะค่ะ แม้จะไม่มากแต่ก็ช่วยค้ำจุนโลกได้
ขอบคุณคะ ที่แวะเข้ามาเยี่ยมชม
เพื่อจรรโลงพุทธศาสนาไม่ให้สูญหายไปจากโลก จำต้องไม่คาดหวังอันใดนอกจากให้โลกได้รู้คำสอนของพระพุทธองค์ตามพุทธวจนะ