การพัฒนาระบบการบริหารการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น

เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน (โศภนชนูปถัมภ์) ปีการศึกษา 2554

สุธิดา  ทับทิมทอง

ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน 
วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ

                                       โรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)  อำเภอบางปะหัน

                           สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา  เขต  1

                                                                กระทรวงศึกษาธิการ



ความสำคัญและความเป็นมา

จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ทำให้กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดนโยบายและเป้าหมายปี พ.ศ. 2551ไว้ดังนี้คือ เร่งรัดการปฏิรูปการศึกษาโดยยึดคุณธรรมนำความรู้ขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานของประชาชนให้กว้างขวางทั่วถึงมีคุณภาพและขยายโอกาสทางการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษาพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับโดยมีเป้าหมายให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและคุณภาพการศึกษาสูงขึ้นทุกระดับและประเภทการศึกษาการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่และสถานศึกษาโดยมีเป้าหมายให้เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษามีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคเอกชนและท้องถิ่นโดยมีเป้าหมายให้มีการจัดการศึกษาสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.2551:7-11)นโยบายและเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวทำให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ได้ทบทวนสภาพแวดล้อมขององค์กร โดยการนำผลการดำเนินงาน  ตามกลยุทธ์ปี 2550 มาปรับปรุงงานหลักสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดเป้าประสงค์ไว้ดังนี้ประชากรวัยเรียนทุกคนทั้งปกติ พิการและด้อยโอกาสได้รับโอกาสในการศึกษาขั้นพื้นฐาน12 ปี ตามสิทธิอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง นักเรียนทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.2551:17-19) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเขตพื้นที่ต้องส่งเสริมให้ระบบการศึกษา  เป็นระบบที่มีคุณภาพแต่ทั้งนี้ผลการประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) พบว่า โรงเรียนที่ไม่สามารถปฏิบัติงาน ด้านการพัฒนาคุณภาพนักเรียนได้อย่างน่าพึงพอใจคือโรงเรียนขนาดเล็กนั่นเอง โรงเรียนขนาดเล็กคือ โรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ 120คนลงมาในปีการศึกษา 2550 มีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากถึงร้อยละ 41.48ของจำนวนโรงเรียนทั้งหมด  และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีอันเป็นผลมาจากอัตราการเกิดลดลงและผู้ปกครองนิยมส่งบุตรหลานไปเรียนในเมืองจากสถิติแสดงจำนวนโรงเรียนขนาดเล็ก  ปีการศึกษา 2546-2550 พบว่าในปี พ.ศ. 2546มีโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 10,877 แห่ง ปีพ.ศ. 2547 มีโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 11,599 แห่ง ปี พ.ศ.2548 มีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 12,269 แห่ง ปี พ.ศ. 2549 มีโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 12,828แห่งและปี พ.ศ. 2550มีโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 13,251 แห่ง(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.2551:1 - 2) การมีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากดังกล่าวทำให้การจัดการศึกษาไม่สามารถสะท้อนคุณภาพและประสิทธิภาพได้ดีเพียงพอสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กปี 2551 – 2553 ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2550 โดยกำหนดวิสัยทัศน์ว่า “นักเรียนมีโอกาสได้รับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน”ทั้งนี้การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กเป็นการดำเนินการเพื่อยกระดับและปรับปรุงงานทั้งด้านปริมาณและคุณภาพการพัฒนา  ด้านปริมาณเป็นการดำเนินการด้วยวิธีต่างๆเพื่อเพิ่มอัตราครูต่อนักเรียน ส่วนการพัฒนาด้านคุณภาพเป็นการดำเนินการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของโรงเรียน  เพื่อให้ส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาขั้นฐานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดแนวทางการดำเนินงานและเป้าหมายของการปฏิบัติงานวิธีหนึ่ง  คือการคละชั้น ซึ่งการคละชั้นหมายถึง การจัดนักเรียนที่เรียนในชั้นต่างกันตั้งแต่ 2ชั้นขึ้นไปมาเรียนรวมกัน  โดยมีแผนการจัดการเรียนรู้และจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสม(สำนักงานคณะกรรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.2551: 5) มีการสนับสนุนการคิดค้นนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้คิดค้นสื่อและนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก
อย่างไรก็ตามการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กยังมีปัญหาอยู่หลายประการจากการศึกษา
สภาพปัญหาทางโรงเรียนขนาดเล็กพบว่าโรงเรียนขนาดเล็ก  มักมีปัญหาคล้ายคลึงกัน 4 ด้าน คือ 1)ปัญหาด้านการบริหารจัดการ เนื่องจากโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากทั่วประเทศจำนวนประชากรลดลง อัตราครูต่อนักเรียนในแต่ละระดับชั้นต่ำกว่ามาตรฐานและครูไม่ครบชั้น 2) ปัญหาด้านการสอน ครูส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับสภาพครูไม่ครบชั้นและนักเรียนแต่ละชั้นมีจำนวนน้อยหลักสูตรและแผนการจัดการเรียนรู้ไม่สอดคล้องกับนักเรียน
สื่อการสอนและแหล่งการเรียนรู้ มีจำนวนจำกัด ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำไปด้วย 3)
ปัญหาด้านความพร้อมเกี่ยวกับปัจจัยสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวนน้อยอาคารเก่าโรงเรียนไม่สามารถระดมทรัพยากรจากผู้ปกครอง  และชุมชนได้มากนักเนื่องจากผู้ปกครองและชุมชนส่วนใหญ่ฐานะยากจนสำหรับนักเรียนนั้นส่วนใหญ่มาจากครอบครัวฐานะยากจนและ 4) ปัญหาด้านการประสานงานกับหน่วยงาน  องค์กรอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2551: 5-7)
จากผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่เป็นไป เพื่อการสนับสนุนให้โรงเรียนมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานพร้อมที่จะจัดการศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพการศึกษา  โดยพยายามพัฒนาผู้บริหารและครูให้มีศักยภาพเพียงพอต่อการจัดการศึกษาอย่างไร  ก็ตามผลจากการประเมินตนเองและการประเมินจากหน่วยงานภายนอก  พบว่าการดำเนินงานยังได้ผลอยู่ในระดับไม่น่าพึงพอใจมากนักเพื่อเป็นการตอบสนองปัญหาและความต้องการดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลให้การจัดการศึกษา  ในโรงเรียนขนาดเล็กเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กเป็น4 ยุทธศาสตร์ คือ 1) พัฒนาระบบวางแผนและการบริหารจัดการ  2) พัฒนาระบบ การเรียนการสอนและการประกันคุณภาพการศึกษา 3)เสริมสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ในการจัดการศึกษา ในยุทธศาสตร์ที่ 2มีแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร  และการเรียนการสอนสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กโดยปรับหลักสูตรที่เอื้อต่อการสอนคละชั้น  และยุทธศาสตร์ข้อที่ 3มีแนวทางในการจัดอัตรากำลังครูในโรงเรียนขนาดเล็กให้เพียงพอ ตามเกณฑ์ด้วยการแก้ปัญหาการขาดแคลนครูด้วยรูปแบบต่างๆ เช่นการสอนแบบบูรณาการเนื้อหา บูรณาการกลุ่มอายุคละชั้นเรียนการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นต้น (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2551:15-21)   

    โรงเรียนวัดตาลเอน (โศภนชนูปถัมภ์) เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีปัญหาด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำตลอดมา ดังตารางเปรียบเทียบผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET

ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ช่วงชั้นที่ 2 (ประถมศึกษาปีที่ 6) ระหว่างปีการศึกษา2552-2553 โรงเรียนวัดตาลเอน (โศภนชนูปถัมภ์)

 



 
 


 
 
 


 
 
 


 
 
 


 
 
 


 
 
 


 
 
     
 
 

 

รายวิชา


 

 

คะแนนเฉลี่ยปี 2552


 

คะแนนเฉลี่ยปี 2553


 

 

ภาษาไทย


 

 

47.78


 

 

30.2


 

 

สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม


 

 

38


 

 

37.6


 

 

ภาษาอังกฤษ


 

 

13.33


 

 

16.4


 

 

คณิตศาสตร์


 

 

53.33


 

 

29.6


 

 

วิทยาศาสตร์


 

 

46.83


 

 

34.5


 

 

สุขศึกษา และพลศึกษา


 

 

72


 

 

34


 

 

ศิลปะ


 

 

53.33


 

 

42


 

 

การงานอาชีพ และเทคโนโลยี


 

62.22


 

48


 

จากตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน(O-NET)ช่วงชั้นที่ 2

  จากข้อมูลดังกล่าว
จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะทำการวิจัย และการพัฒนาระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน
(โศภนชนูปถัมภ์)

วัตถุประสงค์

 

  1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)

  2. เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)

  3.  เพื่อหาประสิทธิภาพของระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ไปประยุกต์ใช้ในโรงเรียนวัดตาลเอน
(โศภนชนูปถัมภ์)

  4. เพื่อศึกษาผลการใช้ระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)

ระเบียบวิธีการ

รูปแบบการวิจัย 
และแบบแผนการทดลองในงานวิจั

  การพัฒนาระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน
(โศภนชนูปถัมภ์) ดังต่อไปนี้

  1. ขั้นศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)ผู้วิจัยศึกษาค้นคว้าเอกสารเกี่ยวกับ  หลักการ 
แนวคิด  ทฤษฎี  และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นในโรงเรียนขนาดเล็กของหน่วยงานและนักวิชาการ  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาคือ  ครูผู้สอน คณะกรรมการสถานศึกษาและนักเรียนจำนวน 
33  คน  เครื่องมือที่ใช้  คือ ข้อมูลสารสนเทศ (SAR)  บันทึกการประชุมครู  กรรมการสถานศึกษา นักเรียน 
โดยผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเองและทำการวิเคราะห์หาค่าความสอดคล้อง

  2. ขั้นพัฒนาระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือ  ผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต1กลุ่มครูผู้สอน ครูผู้สอนคละชั้นระดับชั้น ป.5-ป.6 ในโรงเรียนวัดตาลเอน (โศภนชนูปถัมภ์) จำนวน  15  คนเครื่องมือที่ใช้  คือ แบบสนทนากลุ่ม  แบบสัมภาษณ์  แบบสังเกตการณ์สอน  แบบสังเกตห้องเรียน  แบบตรวจสอบแผนจัดการเรียนรู้  โดยผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง  และทำการวิเคราะห์หาค่าความสอดคล้อง

  3. ขั้นการหาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)
กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย  คือ  นักเรียนที่เรียนคละชั้น  ชั้น ป.5-ป.6  ปีการศึกษา 2554 ผู้ปกครองนักเรียน 
ครูผู้สอนคละชั้นระดับชั้น ป
.5 - ป.6 รวม 27 คนเครื่องมือที่ใช้คือแบบบันทึกการสัมภาษณ์ 
แบบทดสอบ 
3  ชุด ชุดละ 50  ข้อ  ดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเองเฉพาะแบบสัมภาษณ์กลุ่มผลสัมฤทธิ์(คะแนน)ครูผู้สอนคละชั้นเป็นผู้เก็บข้อมูลและทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ  ค่าเฉลี่ย (
12x'>)  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) และทดสอบค่าที (t-test)

  4. ขั้นศึกษาผลการใช้ระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่ ครูผู้สอน  นักเรียนที่เรียนคละชั้นป.5 - ป.6 ปีการศึกษา  2554  ผู้ปกครองนักเรียนที่เรียนคละชั้น ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน  รวม  51  คน เครื่องมือที่ใช้คือ  แบบประเมินความพึงพอใจของครู นักเรียนและผู้ปกครอง  แบบประเมินความเหมาะสม ดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเองและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสถิติค่าเฉลี่ย(12x'>)  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) ไม่เกิน
1.00จึงถือว่ารายการนั้นมีความเหมาะสม

สรุปผลและการวิจารณ์

   การพัฒนาระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)สรุปผลดังนี้

ขั้นตอนที่ 1การศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการระบบการบริหารจัดการเรียนรู้ แบบคละชั้น
เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน (โศภนชนูปถัมภ์)

  ผลการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการระบบบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน
(โศภนชนูปถัมภ์) มีดังนี้

  1. สภาพปัญหาการบริการจัดการ พบว่าในโรงเรียนวัดตาลเอน (โศภนชนูปถัมภ์) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ  มีครูไม่ครบชั้นได้รับภัยพิบัติจากอุทกภัยทุกปี

  2. สภาพปัญหาด้านการเรียนการสอน พบว่าครูจัดกิจกรรมไม่ครบตามหลักสูตรสถานศึกษา  ผู้เรียนมีความแตกต่างกันด้านสติปัญญา

  3. สภาพปัญหาด้านปัจจัยความพร้อมของโรงเรียนวัดตาลเอน (โศภนชนูปถัมภ์)พบว่าปัญหาการจัดชั้นเรียน ขาดแผนการจัดการเรียนรู้สำเร็จรูป

  4. สภาพปัญหาด้านการมีส่วนร่วมของโรงเรียนวัดตาลเอน (โศภนชนูปถัมภ์)พบว่าผู้บริหารขาดทักษะการประเมินงานที่ดี บุคลากรขาดขวัญกำลังใจในการทำงาน

ขั้นตอนที่2
     การพัฒนาระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน  โรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)ผลการศึกษาระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)  แบ่งเป็น 9 ด้าน คือ การดำเนินการสร้างความตระหนักและสร้างความเข้าใจ การจัดชั้นเรียนและครูเข้าชั้นเรียนการจัดตารางสอน การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบคละชั้นการสนับสนุนสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ และงบประมาณสำหรับการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น การนิเทศ กำกับ ติดตาม การพัฒนาบุคลากรการสร้างขวัญและกำลังใจปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น

ขั้นตอนที่ 3  การหาประสิทธิภาพของระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)  ที่มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ไปประยุกต์ใช้ในโรงเรียนวัดตาลเอน
(โศภนชนูปถัมภ์) มีผลการวิจัยดังนี้ผลของระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นในโรงเรียนวัดตาลเอน
(โศภนชนูปถัมภ์) พิจารณาเป็น
4 ด้านได้แก่ผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ผลที่เกิดขึ้นกับครู ผลที่เกิดขึ้นกับผู้บริหาร
และผลที่เกิดขึ้นกับผู้ปกครอง แต่ละด้านมีข้อค้นพบดังต่อไปนี้

       ผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียน พบว่าระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน
โรงเรียนวัดตาลเอน (โศภนชนูปถัมภ์) ที่เกิดผลต่อนักเรียนด้านความรู้ความเข้าใจในการเรียนมากที่สุด คือ นักเรียน  ได้เรียนรู้เนื้อหาในชั้นอื่นไปพร้อมๆ กันนักเรียนได้เรียนรู้จากสื่อที่หลากหลาย ทำให้มีความรู้  ตามหลักสูตร อ่าน เขียนคล่องขึ้น  ซึ่งส่งผลให้นักเรียนโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์) สามารถร่วมแข่งขันความสามารถ จนได้รับรางวัลในระดับต่าง ๆรวมทั้งโรงเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นมา

      ผลที่เกิดขึ้นกับครู พบว่าครูได้แนวทางในการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นสามารถจัดทำแผนคละชั้นแบบหลอมรวมระดับชั้นได้จัดทำกำหนดการสอนรายสัปดาห์และรายกลุ่มสาระได้ รวมทั้งมีทักษะในการใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ การจัดระบบการเรียนรู้ที่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล

      ผลที่เกิดขึ้นกับผู้บริหารโรงเรียน  พบว่าผู้บริหารโรงเรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนแบบคละชั้นเพิ่มขึ้น โดยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการ การนิเทศ  การสอนห้องเรียนคละชั้นการวัดและประเมินในห้องเรียนคละชั้น 

  ผลที่เกิดขึ้นกับผู้ปกครองพบว่าผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนคละชั้นโดยพึงพอใจคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียน ด้านการมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีรับฟังความคิดเห็นเสียสละมุ่งมั่นให้ความร่วมมือกับชุมชนดูแลเอาใจใส่และพัฒนาสภาพแวดล้อมเป็นอย่างดีพึงพอใจต่อครูที่เอาใจใส่นักเรียนพึงพอใจที่ครูและผู้ปกครองมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและพึงพอใจการจัดสภาพห้องเรียนที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้รวมทั้งพึงพอใจกับผลที่เกิดกับผู้เรียนจากการบริหารการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นในโรงเรียนวัดตาลเอน
(โศภนชนูปถัมภ์)
 

  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนที่เป็นกลุ่มทดลอง 
พบว่ามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน และหลังการทดลองมีความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการทดลอง
 เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองพบว่าค่าเฉลี่ยหลังการทดลองสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนการทดลอง

ขั้นตอนที่ 4 การศึกษาผลการใช้ระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)

    ผลจากการประเมินความพึงพอใจต่อระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)ของครู นักเรียน ผู้ปกครองพบว่า

  1. ครูมีความพึงพอใจต่อระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน (โศภนชนูปถัมภ์)ในแต่ละด้านรวมอยู่ในระดับมาก

  2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์) ในแต่ละด้านรวมอยู่ในระดับมาก

  3. ผู้ปกครองมีความพึงพอใจต่อระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน (โศภนชนูปถัมภ์)ในแต่ละด้านรวมอยู่ในระดับมาก

  การประเมินความเหมาะสมของระบบการบริหารการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์) โดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่าผู้ทรงคุณวุฒิประเมินความเหมาะสมของการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์) ทุกข้อความและโดยภาพรวมมีความเหมาะสมมากที่สุด

ข้อเสนอแนะ

1. การนำระบบการบริหารการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)ไปใช้เพื่อให้มีประสิทธิภาพโรงเรียนควรปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของนักเรียนและท้องถิ่น

2. การนำระบบการบริหารการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)ไปใช้ควรมีการดำเนินการตามกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นได้แก่การรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล การคัดแยกการประเมินความต้องการของเด็กและการประเมินผลการดำเนินงาน

3.การนำระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)ไปใช้นอกจากจะสามารถใช้กับนักเรียนในช่วงชั้นที่ 2และยังสามารถนำไปใช้กับการเรียนรู้แบบคละชั้นในช่วงชั้นที่ 1ได้ด้วยทั้งนี้โรงเรียนที่นำไปใช้ควรปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพบริบทของนักเรียนโรงเรียนและท้องถิ่

4.  การนำระบบการจัดการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการในโรงเรียนวัดตาลเอน(โศภนชนูปถัมภ์)ไปใช้สามารถนำไปใช้กับโรงเรียนที่มีครูสอนครบชั้นได้โดยในแต่ละชั้นครูสอนเด็กตามระดับความสามารถอาจแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 หรือ 3 ระดับความสามารถได้ตามความสามารถของเด็กแต่ละชั้น

5.การนำระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการในโรงเรียนวัดตาลเอน (โศภนชนูปถัมภ์)ไปใช้ครูและผู้บริหารควรตะหนักถึงข้อจำกัดในการเรียนรู้และพฤติกรรมของเด็กดังนั้นครูผู้บริหารจึงควรให้โอกาสนักเรียนใช้ชีวิตในโรงเรียนอย่างมีความสุขตามสิทธิที่ควรได้รับ

6.การนำระบบการบริหารจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการในโรงเรียนวัดตาลเอนไปใช้(โศภนชนูปถัมภ์)ให้เกิดประสิทธิภาพต่อเนื่องโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันควรรวมตัวกันสร้างเป็นโรงเรียนเครือข่ายและร่วมกันจัดการเรียนรู้แบบคละชั้นร่วมกันออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้โดยแบ่งกันทำเป็นหน่วยการเรียนรู้แต่ละแผนจัดการเรียนรู้แล้วนำมาแลกเปลี่ยนกันใช้นอกจากนี้การสร้างโรงเรียนเครือข่ายยังช่วยให้ครูได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และการแก้ปัญหาร่วมกันไ้ด้

บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ.(2551).หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย

กาญจนา  ชูเวศ.(2546).ผลการใช้หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนสำหรับโรงเรียนรวมชั้น  สังกัดกรุงเทพมหานคร.(เอกสารอัดสำเนา).กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทิศนา  แชมมณี.(2552).ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ กรุงเทพมหานคร:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บุญชม  ศรีสะอาด.(2545). วิธีการทางสถิติสำหรับการวิจัย.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ :สุวีริยาสาส์น.

พวงรัตน์  ทวีรัตน์.(2543). การสร้างและพัฒนาแบบทดสอบสัมฤทธิ์.  กรุงเทพฯ : สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร.

พิมพ์พันธ์  เดชะคุปต์. (2544).การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ: แนวคิดวิธี
และเทคนิคการสอน 2.
กรุงเทพมหานคร: สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ

ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ.(2538).เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 5.
กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร.

วิชาการและมาตรฐานการศึกษา,สำนัก.สำนักงานคณะกรรการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.(2553).แนวทาง การบริหารจัดการหลักสูตร
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช2551
.กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.

วิชาการและมาตรฐานการศึกษา,สำนัก.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.(2553). คู่มืออบรมบุคลากรแกนนำการจัดการเรียนรู้คละชั้นในโรงเรียนขนาดเล็ก

ศรีเรือน  แก้งกังวาน. (2549). จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย เล่ม 1 แนวคิดเชิงทฤษฎีวัยเด็กตอนกลาง.พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สมนึก ภัททิยธนี.(2546). หลักการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบวิชาคณิตศาสตร์.  การวัดผลการศึกษา  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.  7 : 21 – 37 ; กรกฎาคม,  2546.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.(2546). 2 ทศวรรษของการพัฒนาการศึกษา พิเศษ:
ประสบการณ์ในอดีตและปัจจุบัน สู่การพัฒนาในอนาคต (พ.ศ. 2529-2555).
กรุงเทพฯ:คุรุสภา.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.(2551ก).แผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก ปี 2551
– 2553.
กรุงเทพฯ:สำนักงานฯ.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.(2551ข). แนวทางการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก.กรุงเทพฯ: สำนักงานฯ.

สุภณิตา  ปุสุรินทร์คำ.(2549). การพัฒนารูปแบบการแบ่งปันความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้วยวิธีการเรียนแบบร่วมมือเพื่อพัฒนาความเป็นชุมชนนักปฏิบัติของครูในโรงเรียนที่เข้าร่วมในโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนในฝันของกรุงเทพมหานคร.
วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Aksoy,N.(2008) Multigrade schoolingin Turkey: An overview. International Journal of Educational Development, 28,218-228.

Bandura,A.(1986).Socialfoundations of thought and action. Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.

Brain,T.Y.(1986).Applications in self-Management. Belmont,California:Wadsworth Publishing Company.

Cornish,L.(2006).Parents’views of composite classes in an Australian primary school.The Australion
Educational Researcher,33(2),123-142.

Johnson,D.W.Johnson,R.T.& Holubec,E.J. (1994).The nut and bolts of cooperative
Learning.Edina,Minnesota:Interaction Book Company.

Johnson,R.T.&Johnson,D.W.(1994).Anoverview of cooperative learning.In J.S. Thousand,R.A.Villa & A.I.Nevin(Eds),Creativity and collaborative learning (pp.31-34).Baltimore,Maryland:Paul H.Brookes Publishing Co.

Mason,D.A.&Burns,R.B.(1995).Teachers’views of combination classes. The Journal of Educational Research,89(1),36-45.

Mason,D.A.& Doepner lll,R.W.(1998).Principals’ biews of combination classes.The
Journal of Educational Research,91(3),160-172.

McEwan,P.J.(2008).Evaluating multigradeschool reform in Latin America. Comparative Education,44(4),465-483

Mulryan-Kyne,C.(2007).The preparationof teachers for multigrade teaching.Teaching and Teacher Education,23,501-514.

Pdmore,P.(2007).Adapting theprimary-school curriculum for multigrade classes in developing countries: afive stepplan and an agenda for change.Journal ofCurriculum Studies,39(5),559-576.

Sag,R,Savas,B,&Sezer, R. (2010). Characteristics, problems and needs of multigrade class
teachers in Burder. Inonu University Journal of the Faculty of Education,10(1),37-56.

Slavin,  Robert E.  1990.  Cooperative Learning : Theory,  Research  and 
Practice.  New  Jersey :  Prentice - Hall.

Steven, J. (1987).Applied Multivariate Statistics forthe Social Sciences. 3rd ed. New Jersey: Lawrence EribaumAssociates.