เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๖ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าพบท่านศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร และเรียนปรึกษาข้อกฎหมายมาตรา ๗ ทวิ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ กับท่านอาจารย์คณิต ข้าพเจ้าสรุปผลการหารือได้เป็น ๓ ประการ กล่าวคือ


ประการแรก การออกกฎหมายเป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐ (sovereignty) ซึ่งภายใต้ดินแดนของรัฐ รัฐจะมีนโยบาย (state policy) ในการบัญญัติกฎหมายอย่างไรก็ย่อมทำได้ แต่การบัญญัติกฎหมายนั้นย่อมอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด และย่อมต้องเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การเคารพต่อกฎหมายหรือหลักการระหว่างประเทศนั้นไม่จำกัดเพียงกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐเข้าเป็นภาคี แต่ย่อมต้องผูกพันตามหลักกฎหมายสากลซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาประเทศด้วย

ประการที่สอง มาตรา ๗ ทวิ วรรคสาม โดยตัวเองนั้น ไม่ใช่กฎหมายอาญา แต่เป็นกฎหมายปกครอง การบัญญัติถือให้คนซึ่งเกิดในประเทศไทยเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย จึงเป็นการบัญญัติโดยนโยบายของรัฐ ซึ่งย่อมต้องบัญญัติโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รวมถึงสอดคล้องกับหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ


ประการที่สาม เมื่อมาตรา ๗ ทวิ วรรคสาม บัญญัติสันนิษฐานให้คนกลายเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย และนำไปสู่ความรับผิดตามกฎหมายการเข้าเมือง คือ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งบัญญัติความผิดฐานเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา ๖๒ และความผิดฐานอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา ๘๒ เมื่อความรับผิดตามกฎหมายการเข้าเมืองข้างต้น บัญญัติให้ต้องรับโทษทางอาญา มาตรา ๖๒ และมาตรา ๘๒ จึงเป็นกฎหมายอาญา ซึ่งการพิจารณาความรับผิดนั้นต้องคำนึงถึงหลักประกันในกฎหมายอาญา โครงสร้างความรับผิดทางอาญา และการดำเนินคดีย่อมต้องใช้วิธีพิจารณาความอาญา


* หลักประกันในกฎหมายอาญา (nullum crimen, nulla  poena sine lege) ซึ่งรัฐไทยรับรองโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา   ๓๙ วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ มี ๔ ประการ (๑) ห้ามใช้กฎหมายจารีตประเพณีลงโทษทางอาญาแก่บุคคล (๒) ห้ามใช้กฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งลงโทษอาญาแก่บุคคล (๓) กฎหมายอาญาต้องบัญญัติให้ชัดเจนแน่นอน และ (๔) กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลัง

* โครงสร้างความรับผิดทางอาญา คือ (๑) การกระทำต้องครบองค์ประกอบ (ครบองค์ประกอบภายนอกหรือไม่, ครบองค์ประกอบภายในหรือไม่ - เจตนา) (๒) ความผิดกฎหมาย (มีเหตุที่ผู้กระทำมีอำนาจกระทำได้หรือไม่) (๓) ความชั่ว (มึความรู้ผิดชอบหรือไม่)

* หลักวิธีพิจารณาความอาญา เบื้องต้น คือ ในการดำเนินคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์  ซึ่งรัฐไทยรับรองโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา   ๓๙ วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง