สวัสดีครับชาว Blog และลูกศิษย์ EADP รุ่น 9 ทุกท่าน
กลับมาพบกันอีกครั้งสำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ระยะที่ 2 กิจกรรม CSR และกิจกรรมรักษ์กาย – รักษ์ใจในหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รุ่นที่ 9 (ปี 2556) หรือ EGAT ASSISTANT DIRECTOR DEVELOPMENT PROGRAM : EADP 2013 ซึ่งเราจะอยู่ด้วยกัน 3 วันที่จังหวัดกาญจนบุรี คือ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2556 ครับ หวังว่าลูกศิษย์ของผมจะได้รับความรู้ มุมมอง และประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ซึ่งจะช่วยให้เราเรียนรู้ผ่านกิจกรรมรักษ์กาย-รักษ์ใจ และเห็นภาพของการทำงานด้าน CSR และ ในอนาคตของ กฟผ. กับความต้องการที่แท้จริงของสังคมและปวงชน ผมขอชื่นชมที่ทุกท่านสนใจ และได้นำเสนอแนวคิดดี ๆ จากการส่งการบ้านมาที่ Blog ซึ่งจะเป็นคลังความรู้ของพวกเรา มีประโยชน์มาก และผมดีใจที่ความรู้ดี ๆ ในห้องเรียนของเราจะได้แบ่งปันสู่สังคมในวงที่กว้างขึ้น
และเพื่อให้การส่ง Blog ของพวกเราง่ายขึ้น ผมจึงขอเปิด Blog ใหม่สำหรับกิจกรรม CSR และกิจกรรมรักษ์กาย-รักษ์ใจ ในครั้งนี้ครับ
http://eadp-learningsociety.com/NP-21616-course_&_subject.html
กิจกรรมการเรียนรู้ วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ณ เขื่อนท่าทุ่งนา จังหวัดกาญจนบุรี
การแสดงวิสัยทัศน์ของจังหวัดกาญจนบุรี โดย คุณบุญญะพัฒน์ จันทรอุไร ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
และ Panel Discussion หัวข้อ Networking Capital กับการพัฒนาเพื่อประชาชน
โดย คุณบุญอินทร์ ชื่นชวลิต ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์
คุณปณต สังข์สมบูรณ์ พลังงานจังหวัดกาญจนบุรี
คุณวิชาญ อุ่นอก ปราชญ์ชาวบ้าน
คุณวสันต์ สุขจิรัตน์ ผู้นำชุมชน
พระอาจารย์ภูสิต (จันทร์) ขันติธโร เจ้าอาวาสวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน
นายสัตวแพทย์สมชัย วิเศษมงคลชัย
กิจกรรมรักษ์กาย-ใจ CSR
ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ต.หนองสาหร่าย อ.พนมทวน
จ.กาญจนบุรี
27 กุมภาพันธ์ 2556
ศ.ดร.จีระ: กลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง มาทำกิจกรรมที่นี่ทำให้สนิทกันมากขึ้น 3 วันนี้อยากให้มองเรื่องชุมชน และเรียนรู้ชุมชนเป็นหลักเพื่อหาความรู้ร่วมกันและแลกเปลี่ยนกัน
คุณแรม เชียงกา ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ได้พูดถึงประวัติว่าต.หนองสาหร่าย แยกจากดอนเจดีย์ และยกฐานะเป็นเทศบาล มีกองต่างๆมากขึ้น ทำให้มีภาระ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นด้วย
เน้นให้คนในชุมชนปลูกข้าว ทำนา ทำปศุสัตว์ เน้นเรื่องสุขภาพ ปากท้องของคนในชุมชน มีการจัดตั้งกองทุนของหมู่บ้าน สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเป็นระบบ
มุ่งการที่จะเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีการตั้งธนาคารหมู่บ้าน มีสถาบันการเงิน และนำกำไรมาจัดตั้งสถาบันชุมชน
สามารถเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่น เน้นการเรียนรู้ และส่งเสริมจากภายนอก เพื่อปลดหนี้ และอยู่ได้อย่างแท้จริง
กำนันคนที่ 4 ของชุมชน คือ ท่านวิเชียร วรรณะ ชุมชนหนองสาหร่ายไม่มีการเลือกตั้ง ใช้วาระผลัดกันเป็น 3 ปี ซึ่งลดปัญหาการซื้อเสียงได้เป็นอย่างดี เพราะไม่มีการแข่งขัน
วังสวนจิตรเป็นตัวอย่างที่ดี มีฟาร์มโคนม มีการทำการเกษตร ซึ่งชุมชนนี้ก็เดิมทางตามปรัชญาของในหลวง โดยใช้หลักชุมชนพอเพียง
ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ บริหารแบบกระจายอำนาจ ทำให้มีการเพิ่มศักยภาพที่ดี ซึ่งไม่ได้เป็นโมเดลเท่านั้น ส่งเสริมให้คนเป็นศูนย์กลางให้เข้มแข็ง
คนไทยเป็นคนทำงานด้วยยาก เพราะชอบ Anti และมีข้อสงสัยมาก
คุณแรม เชียงกา ได้ไปอบรมที่ประเทศญี่ปุ่น เค้าสอนให้ใส่ปุ๋ยให้กับดิน ไม่ใช่ใส่ปุ๋ยให้พืช เพราะฉะนั้นดินที่ญี่ปุ่นจึงดีมาก
สิ่งที่ต้องทำอันดับแรก คือ รู้จักคน คนมี 3 นิสัย คือ
1. หัวไวใจสู้ 20% ต้องพัฒนานิสัยให้เป็นแบบนี้มากๆ จะดีมาก
2. รอดูทีท่า 57%
3. ไม่เอาไหนเลย 23%
ต่อมา คือ ต้องรู้จักผู้นำ
1. สามัคคี
2. คิดดี พูดดี ทำดี
3. ซื่อสัตย์ มุ่งมั่น ตั้งใจจริง
4. เสียสละ
5. กล้าตัดสินใจ มีความรับผิดชอบ
สุดท้าย คือ รู้จักชุมชน
1.มีแผนชีวิต
2. แผนชุมชน
3. แผนแม่บทชุมชน
4. แผนพัฒนาท้องถิ่น
ดร.จีระ: ชาวบ้านที่ต่อต้าน อาจเป็นชาวบ้านที่โดนชักจูงง่าย คิดไม่เป็น จึงอยากให้ทุกคนมาเป็นแนวร่วม เป็นพันธมิตร ในการทำงาน และเอาบทเรียนในวันนี้มาใช้ในงานต่อไป
คุณแรม เชียงกา : สภาพปัญหาของชุมชนในปัจจุบัน คือ
1. หนี้สินเพิ่มมากขึ้น
2. อาชีพและรายได้
3. การเมืองการปกครอง
4. สิ่งแวดล้อม มีขยะเยอะ
5. สุขภาพอนามัย
ฐานการเรียนรู้ของชุมชน
หมู่ 1 ฐานการเรียนรู้ทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด
หมู่ 2 การทำน้ำดื่มตราสาหร่ายทอง
หมู่ 3 ธนาคารขยะ
หมู่ 4 สถาบันการเงินชุมชน
หมู่ 5 การทำน้ำยาซักผ้า ล้างจานตราสาหร่ายทอง
หมู่6 ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง/ แก๊สชีวภาพ /ตลาดกลางรับซื้อข้าวเปลือก/ ธนาคารต้นไม้
หมู่ 7 การทำน้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพ
หมู่ 8 การทำเบเกอรี่
หมู่9 การทำไม้กวาดทางมะพร้าว
วาระแห่งชุมชน
1. วาระแห่งความสุข
2. ลดหนี้สินของชุมชน
3. ตำบลสวัสดิการ
4. ตำบลพอเพียง
เครื่องมือพัฒนาชุมชน
1. ผังเครือญาติ
2. แผนที่เดินดิน
3. ประวัติศาสตร์ชุมชน
4. วัฒนธรรมชุมชน
5. แผนแม่บทชุมชน
6. ธรรมนูญชุมชน
7. ปฏิทินชุมชน
8. บัญชีครัวเรือน
คำถาม
1. วิธีการรักษาธรรมนูญชุมชน เพื่อรักษาวัฒนธรรมให้เข้มแข็ง
คุณแรม เชียงกา : ต้องสร้างทั้ง 3 ตัวนี้ให้สำเร็จ ได้แก่
ต้องสร้างความเป็นเครือญาติให้ได้ เห็นได้จากภาคอีสานมีระบบเครือญาติเข้มแข็งมาก
ต้องมีความสามัคคี
และต้องสร้างผู้นำ
2. ชุมชนมีคนต่อต้านหรือไม่ ต้องทำอย่างไร
คุณแรม เชียงกา : มีคนไม่เห็นด้วยเยอะมาก สิ่งแรก คือ ต้องจัดกลุ่มคนพวกนี้ออกเป็น 3 กุล่ม
กลุ่ม 1 คนที่เห็นด้วย แต่ด่า ก็ต้องคุยกันและประชุมบ่อย
กลุ่ม 2 คนที่ค้านเพราะขาดเหลือ ก็ต้องหาสิ่งที่เค้าขาดมาเติมเต็ม
กลุ่ม 3 กลุ่มคนที่ไม่เอาอะไรเลย กลุ่มนี้ต้องเน้นให้พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ซึ่งมีความจำเป็นมาก
3. มีแนวคิดที่เริ่มอย่างไร
คุณแรม เชียงกา : ต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อน เหมือนผมที่ถูกส่งไปเรียนที่ญี่ปุ่น เจอแรงเสียดทาน ทำให้ต้องปรับตัวเอง ไม่มีการผิดเวลา และต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอด
4. มุมองของท่านต่อกฟผ.เป็นอย่างไร
คุณแรม เชียงกา :ผมมีมุมมองที่ดี ต้องขอบคุณที่คืนกำไรให้ชุมชน กฝผ.มีคนต่อต้านเยอะ แต่ไม่อยากให้โทษชาวบ้าน แต่ควรโทษคนกลุ่มหนึ่งที่เสียผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่า
ภาคบ่ายดูงานที่ชุมชนหนองสาหร่าย
27 กุมภาพันธ์ 2556
1. ดูการทำน้ำหมักชีวภาพ ที่ฐานการเรียนรู้หมู่ 7 บ้านหนองแหน
2. สถาบันการเงินชุมชน พบกับ ปราชญ์ ศิวโรจน์ จิตนิยม ต.หนองสาหร่าย
ทำเรื่องธนาคารชุมชน ทุกคนเป็นคนดี ไม่มีใครอยากทำไม่ดี
ดร.จีระ: คนทีดี ต้องกล้าด้วย
ปราชญ์ ศิวโรจน์ จิตนิยม: แนะนำผู้ที่จะเข้าาทำงานกับชุมชนว่าสิ่งที่ชุมชนต้องการคือ
1. ความเข้าใจชุมชนว่ามีบริบทแต่ละพื้นที่ต่างกันอย่างไร
2. ต้องมีความเชื่อใจกันด้วย
3.ต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนบอกความต้องการของตัวเอง และรับฟังด้วย
4. หากสนับสนุนได้ก็ควรจะทำเลย
ดร.จีระ: อยากให้กฟผ.คำนึงถึง 4 กลุุ่มนี้
1. ชุมชน
2. ระหว่างประเทศ
3. ต้องบริหานักการเมือง และระบบการเมืองให้ได้
4. หลักของประเทศ
กล่าวเปิดและปาฐกถาพิเศษ : วิสัยทัศน์จังหวัดกาญจนบุรี
โดยบุญญะพัฒน์ จันทรอุไร
ปลัดจังหวัดกาญจนบุรี
ด่านช้างห้วยกระเจา หนองปรือ เรียกว่า อีสานตอนใต้ เป็นเขตกสิกรรม ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์
รัฐบาล และท้องถิ่นกำลังเน้นโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย อยู่ที่ต.บ้านเก่า อ.เมือง อยู่ติดกับพม่า คือ ทวาย
โรงงานอุตสาหกรรม จะย้ายจากมาตพุตจากระยอง ไปอยู่ที่พม่า และจะพัฒนาที่มาตพุต ให้เป็นอุตสาหกรรมที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ทวาย เข้าทางช่องทางพุน้ำร้อน สามารถเข้าได้โดยทำการก่อสร้าง ใข้เวลา 4 ชั่วโมง เพราะป็นเขาสูง และเป็นพื้นที่ป่า เชื่อมมหาสมุทรอินเดีย และแปซิฟิก ระบายสินค้าจากตะวันตก ไปสู่ทะเลจีนใต้ โดยที่ไม่ต้องอ้อมแหลมมลายู ซึงเป็นการพัฒนาพื้นที่กาญจนบุรี เป็นโครงการใหญ่ เกิดจากภาคเอกชน เครือข่ายภาคีการใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลางการบริหารงานต้องใช้การบริหารงานร่วม และมีกองทุนร่วมด้วย มีเครือข่ายประชาชนในทุกเรื่อง
การพัฒนาหมู่บ้านต่างๆมีเครือข่ายภาคี ในการพัฒนาทุกเรื่อง และต้องมีกรรมการหมู่บ้านเพื่อการวางแผน
ปีนี้รัฐบาลบอกการพัฒนาในพื้นที่
ต้องวางแผนให้สอดคล้องกับการประชุมกบจ. มีหน้าที่อนุมัติแผนทั้งหมด เรื่องงบประมาณแบ่งเป็น
2 งบ งบบริหารราชการประจำจังหวัด และงบ Function
ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นผู้นำของชาวบ้าน เป็นผู้รู้ภาคปฏิบัติ
โดยส่วนใหญ่จบจากมหาวิทยาลัยชาวบ้าน และมีประสบการณ์สูง
ใช้เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่
ชุมชนในเขตช่องสะเดามีการประชุมอย่างสม่ำเสมอ
ระบบราชการกับการทำงานกับประชาชน ยึดหลักเอาประชาชนและบริการเป็นศูนย์กลาง ในทุกเรื่อง
อีกทั้งยังควรมีการคิดนอกกรอบ
การประสานงานในเครือข่ายภาคีโดยการขจัดเงื่อนไขสังคม
อ.พนมทวน มีอนุสาวรีย์พระนเรศวร เชื่อว่า พม่ากับไทยรบ และชนช้างชนะที่จ.กาญจนบุรี
สงคราม 9 ทัพ มาจากช่องสะเดา ซึ่งพม่ามาทางช่องนี้
สงครามญี่ปุ่น สร้างสะพานแม่น้ำแคว
คำถาม
1. ท่าเรือเส้นทางทวายกาญได้รับประโยชน์อะไร
ตอบ ในพื้นที่พุน้ำร้อน บ้านเก่า เป็นโซนอนุรักษ์
เพราะเป็นเขตต้นน้ำลำธาร อ.เมืองจนถึงพุน้ำร้อน กาญเสียเปรียบ
เพราะเป็นพื้นที่สาธารณะ มีเอกสารสิทธิ์ไม่ถึง 5 % ของพื้นที่ที่ดินเมืองกาญ ปัจจุบัน มีการซื้อขายเป็นอย่างมาก โดยราคาสูงถึงไร่ละ 2 ล้าน เขตท่าม่วง เป็นระบบชลประทานที่สมบูรณ์ โซนเกษตรอุตสาหกรรม
จัดสรรปันน้ำให้ประชาชน ปลายน้ำคือ สมุทรสงคราม
เมืองกาญน้ำจะไม่แล้ง เพราะเขื่อนจะต้องปล่อยน้ำให้คนกรุงเทพทำน้ำประปา
โซนอีสานเมืองกาญ ห้วยกระเจา หนองปรือ ทำอุตสาหกรรมทุกชนิด
พนมทวน ไปกำแพงแสน เข้าไทรน้อย ออกบางบัวทอง เป็นถนน 4 เลน รถไม่ติด จะพัฒนาเป็นโรงงานอุตสาหกรรม
เศรษฐกิจทวาย มีทะเลที่อุดมสมบูรณ์ มีล็อบสเตอร์มากมาย ปลาเต๋าเต้ย
รังนกก็เยอะ
2. การวางแผนและรองรับอุตสาหกรรม
และการท่องเที่ยวที่เป็นจุดเด่นของเมืองกาญ
ตอบ พื้นที่ที่ไม่ก่อให้เกิดเขตอุตสาหกรรม
เราต้องแบ่งโซนไว้อย่างชัดเจน ตอนนี้มีปัญหาที่ระบบผังเมือง
ต้องแบ่งว่าพื้นที่ไหนเป็นโซนป่า โซนอุทยาน การวางแผนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ
ต้องวางเป็นโซนพัฒนาเกษตร และโซนไหนเป็นเขตอุตสาหกรรม ตั้งแต่เขื่อนวชิราลงกรณ์
เป็นเขตอุตสาหกรรมเยอะ
3. AEC มีปัญหาเรื่องผังเมือง
การบริหารงานปัจจุบันใช้ภาคประชาชน การสร้างเส้นทาง
มีประชาชนประท้วงและไม่เห็นด้วยหรือไม่
ตอบ
วิธีแก้ปัญหา คือ เรื่องมอเตอร์เวย์ ต้องมีถนนคู่ขนาน
ให้ประชาชนเข้าและออกได้ และต้องมีเรื่องการสื่อสาร และทำความเข้าใจกัน
อ.จีระ:คนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในทางบวกและลบ ผมดูภาพยนตร์เรื่อง Bridge
over river kwai ทำให้กาญจนบุรีดังมาก มาถ่ายเมื่อ 40
ปีที่แล้ว แต่รัฐบาลไม่ให้ถ่าย
จึงไปถ่ายที่ศรีลังกา อาจมีการร่วมกันระหว่างอินเดีย จีน ฮอลีวูด เราคิดล่วงหน้าไว้ว่าเราน่าจะถ่ายอีก
ขอถามว่า
เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีการริเริ่มการถ่ายทำภาพยนตร์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเน้น Value creation และประวัติศาสตร์ เรื่องเซียน
ประเทศไทยยังไม่ศึกษาประเทศอื่นเลย ไม่รู้คำว่ารู้เขารู้เรา
ตอบ เมื่อ 3 -4 ปี
มีกองถ่ายท่านมุ้ยอยู่ที่นี้ เพื่อถ่ายพระนเรศวร และภาพยนตร์ประวัติศาสตร์
ซึ่งเป็น Location ที่สวยมาก
ในภาคเอกชนมีแนวคิดอยู่แล้ว ท่านมุ้ยมีแนวคิดที่มองไกล แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างมากนัก
เรื่องสะพานข้ามแม่น้ำแคว มี 2 นัย เรื่องชัยชนะ และพ่ายแพ้
ปัจจุบันมีการแสดง แสง สี เสียง สวยมาก และปัจจุบันเน้นในภาคราชกาพูดภาษาอังกฤษ
และภาษาพม่าด้วย
Panel Discussion
Networking Capital กับการพัฒนาเพื่อประชาชน
โดย
นายบุญอินทร์ ชื่นชวลิต ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์
คุณวสันต์ สุนจิรัตน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 บ้านช่องสะเดา
คุณปณตสังสมบูรณ์ พลังงานจังหวัดกาญจนบุรี
คุณวิชาญอุ่นอก ปราชญ์ชาวบ้าน
ร่วมวิเคราะห์และดำเนินการอภิปราย โดย คุณพิชญ์ภูรี พึ่งสำราญ
28 กุมภาพันธ์ 2556
เขื่อนท่าทุ่งนา จ.กาญจนบุรี
นายบุญอินทร์ ชื่นชวลิต:ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของกาญจนบุรี คือ การอนุรักษ์ การค้าชายแดน และเกษตรอุตสาหกรรม และประชาชนอยู่ดีมีสุข
การดำเนินการชุมชน ต้องดูตามแนวของในหลวง คือ ภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ สังคม ประเพณี วัฒนธรรม เขื่อนศรีนครินทร์ ไม่ใช่งานก่อสร้าง งบประมาณชุมชน มีไม่มาก บริเวณกว้าง คือ ต้องดูแลชุมชน โรงเรียน วัด สิ่งแวดล้อม งบประมาณ CSR ต่อปี คือ 4 ล้านบาท
ไฟฟ้า กับน้ำ ประชาชนบ่นว่า ไม่ค่อยมีใช้อย่างเพียงพอ แต่สิ่งเหล่านี้ เป็นหน้าที่ตามพ.ร.บ. ระบบไฟฟ้า และจำหน่าย ซึ่งขึ้นกับหน่วยการกฟภ. เนื่องจาก แหล่งผลิตไปไม่ถึง และไม่เพียงพอ
เรื่องน้ำ เห็นว่าสภาพภูมิประเทศ เหมาะสมที่ทำให้ป่าสมบูรณ์ สร้างฝายชะลอน้ำ การร่วมกับชุมชน ต้องดูว่า ชุมชนต้องการอะไร และเราตอบสองได้หรือไม่ วัฒนธรรม ภูมิประเทศเป็นอย่างไร สิ่งที่ทำ สามมารถทำได้จริง ถึงแม้งบประมาณมีไม่มาก การสร้างฝายชะลอน้ำเป็นสิ่งจำเป็น ในการชะลอน้ำไม่ให้หมด และมีน้ำใช้ตลอดปี ซึ่งลองใช้มาแล้วได้ผล เพราะป่าไม้ก็ยังสมบูรณ์
ปีที่แล้ว ทำโครงการ 600 ฝาย ถวายพระบรม เราร่วมด้วยช่วยกันกับชุมชน ได้รับความสามัคคีจากชุมชนเป็นอย่างมาก ชุมชนท่าทุ่งนา หมู่บ้านทับศิลา หมู่ 7 เห็นชัดมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำไปตามสภาพภูมิประเทศ และชุมชนต้องสานต่อ เพราะมีเครือข่าย ข้อมูลข่าวสาร แพร่กระจายออกไป 600 ฝายใช้เวลาครึ่งปี ผลออกมาชุมชนพอใจมาก
คุณวสันต์ สุนจิรัตน์:ขอพูดถึงเรื่องอดีตการสร้างเขื่อน ที่มีแต่ความขมขื่นระหว่างชุมชนกับกฟผ. เพราะมีปัญหาตลอดมา เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาให้ความเข้าใจกับชุมชน ไม่มีการทำประชาคมหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านไม่เข้าใจ เดิม หาของป่า สัตว์เลี้ยงตาย วัวควายหายไป ทำงานไม่มีความราบรื่น หลังจากนั้นหารือ ว่าจะทำอย่างไร ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และเริ่มทำกิจกรรมร่วม ทำให้เริ่มรู้สึกดี ทำให้ทำงานร่วมกันได้ ผู้นำชุมชน และชุมชนรอบเขื่อน เป็นพี่น้องกัน ขาดเจ้าหน้าไฟฟ้าไม่ได้แล้ว เพราะมีความพูกผันกัน
ผลกระทบต่อชุมชน และทรัพยากร ถ้าให้ความรู้แล้ว ก็รู้สึกว่าคุ้มค่า ที่สร้างเขื่อนแล้ว กลุ่ม NGO ที่มาต่อต้านก็เข้ามาลำบาก เพราะจริงๆแล้วคนที่ต่อต้านไม่ใช่ชาวบ้านในชุมชน แต่เป็นกลุ่มคนภายนอก
กฟผ. ควรเข้ามาหาชุมชน และผู้นำชุมชนก่อน จะได้เปรียบ
· ปัญหาช้างป่า 200 กว่าตัว เกิดปีละไม่ต่ำกว่า 20 ตัว ผลกระทบต่อป่าและแหล่งน้ำในอนาคต
· ทางชุมชนมีความหวังว่าอยากมีแม่งานที่ดี มีความคิดดี ๆ ส่วนชุมชนสามารถเป็นแรงให้ได้แต่อยากให้ กฟผ.เป็นคลังสมองให้เพราะการทำงานต่าง ๆ จำเป็นต้องมีความรู้จึงจะเป็นผลดี และสำเร็จได้
คุณจ้า: หลักคิดของพระเจ้าอยู่หัวฯ คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา สำหรับการทำงานร่วมกับชุมชนเป็นสิ่งที่นำมาปรับใช้ได้เป็นอย่างดี
Networking Capital ใน 8K’s 5K’s เป็นสิ่งที่สำคัญ
ปัญหาใหม่ เรื่องช้างป่า ขอฝากอ.จีระ ให้ท่านคิดต่อเพื่อทำงานวิจัย
คุณปณต สังสมบูรณ์: ขอชื่นชมบุคลากรกฟผ. ว่าเป็นคนที่มีประสิทธิภาพสูง ในปัจจุบันมีอบท.จัดระบบน้ำให้ ประชุมกับกระทรวงพลังงานบ่อยมาก แต่ปัจจุบันมีคนดูแลด้านพลังงานน้อยมาก ภารกิจหลักคือเป็นตัวแทนของกรม 5 กรม กรมธุรกิจพลังงาน ดูเรื่องความปลอดภัยออกใบอนุญาต กรมอนุรักษ์พลังงาน
ปัจจุบันได้ร่วมทำงานกับไฟฟ้าและชุมชนมาก ในอนาคตอยากให้โครงการผันน้ำพื้นที่การเกษตร พัฒนาร่วมกับด้านพลังงาน พลังน้ำเพิ่มเป็น 1000 เมกะวัตต์ ถ่านหิน 10,000 เมกะวัตต์ ไบโอแมส และไบโอแกส ปัจจุบันก็ยังทำอยู่
กระทรวงพลังงานทำ MOU กับรัฐบาล ผลิตไฟฟ้าโครงการนำร่องที่เชียงใหม่ และโคราช ในส่วนของจังหวัดกาญจนบุรี จะทำอย่างไรให้ได้รับประโยชน์จากโครงการทวายโปรเจค และเป็นเมืองพลังงานทดแทน มีการคิดค้นเรื่องพลังงานทดแทนต้องส่งเสริมการตลาดให้ดีด้วย
ส่วนทีทำร่วมกับชุมชนจริง ๆ คือ เข้าไปในพืนที่ เมื่อต้องการทำโครงการเท่านั้น ไม่เหมือน NGO ที่เข้าไปในชุมชนได้บ่อย
ต้องการให้ชุมชน วางแผนพลังงานในชุมชนของตัวเองอย่างยั่งยืน ใช้แผนของบประมาณในแหล่งต่างๆ ประชานิยม ทำให้ชาวบ้านเอาด้วย
ตั้งกองทุนพลังงานตำบล ให้สมาชิกออมเงินทุกเดือน ผลดี คือ ไม่มีการร้องเรียน เพราะมีรายได้เพิ่มขึ้นมา
จังหวัดส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อส่งเสริมทางการเกษตร เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สินค้าดีขึ้น
คุณวิชาญ อุ่นอก: การสร้างชุมชนเข้มแข็ง และสร้างเครือข่ายในปัจจุบันมีความสำคัญกับทั้งภาครัฐ และเอกชน หลายครั้งที่เมืองกาญพยายามประสานทุกกลุ่ม ตั้งเป็นสภาขับเคลื่อนเมืองกาญน่าอยู่ ชาวบ้านให้สมญานามมอเตอร์เวย์ว่า เป็นถนนตัดญาติขาดมิตร ไม่อยากเห็นว่าอีก 10 ปี เมื่องกาญมีถนนมากมาย มีอุตสาหกรรมมากเกินไป แต่ต้องการพัฒนาต้องให้ทุกคนอยู่ได้
บทเรียน คือ ทำงานกับชุมชน บางครั้งมองหยาบเกินไป ชุมชนอยากได้อะไรก็เอาไปให้ อยู่ในสภาพอ่อนแอ เพราะป้อนให้อย่างเดียว ต้องให้ชุมชนวิเคราะห์ปัญหาของชุมชนตัวเองให้ได้ ต้องชวนคุยว่าปัญหาของเค้าคืออะไร สิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญา สมุนไพรต่าง ๆวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนให้ได้ เพราะการชวนคุยจะเป็นการแก้ปัญหาตรงจุดมากขึ้น
การสร้างชุมชนเครือข่ายเข้มแข็ง อย่างเช่น ชุมชนหนองสาหร่าย มีการฝึกมากกว่า 10 ปี
ขอฝากว่า ต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการสร้างตัวเอง ต้องคิดเอง ว่าคุณเป็นเจ้าของพื้นที่ เป็นเจ้าของหมู่บ้าน
ไม่อยากให้หน่วยงานราชการ ให้เงิน แล้วประเมินผลทีหลังแค่นั้น
คุณจ้า: ขอย้ำประเด็นสำคัญ ของคุณวิชาญ เคยศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ทำงานตามแนวพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัว ปัญหาของการทำงาน คือ ทำงานกับความเคยชิน ของประชาชน แทนที่จะลงไปถามก็คุยว่าอยากได้อะไรก่อน
ทั้ง 4 ท่านทำงาน ยิ่งใหญ่มาก เรื่อง Network มีความสำคัญมาก ในการทำงานจะต้องมีหลาย Network และจะต้องขยาย Network ออกไปเรื่อย และคนเก่งคนละด้านมารวมกัน จะทำงานอย่างประสบความสำเร็จมากและรวมเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ได้
คุณบุญอินทร์: แนวทางปราชญ์ชาวบ้าน ต้องมีแผนงาน และต้องมีคณะกรรมการดูอยู่ เพื่อรวมจากจุดเล็กๆไปสู่จุดใหญ่ๆ ในส่วนของกฟผ. ต้องทำให้สังคมและชุมชนยอมรับ ซึ่งต้องเลือกสิ่งที่ทำได้ก่อนก็ทำเลย และต้องมีการสื่อสารออกไปให้ประชาสังคมรับทราบ เพื่อการทำงานที่ราบรื่นขึ้น
คุณวสันต์: ฟังจากทุกท่านแล้ว ได้ข้อคิดเยอะมาก เป็นเรื่องจริงที่ศึกษาเรียนรู้ได้ เช่น ไข่การไฟฟ้า และเรื่องสุนัข และ อยากเห็นเรื่องการบริจาคโลหิต ประสานกับกาชาด เข้ามาปีละครั้ง ในทุกๆเขื่อน
คุณปณต:ตู้อบแสงอาทิตย์ขนาดเล็ก น้ำหมักชีวภาพ อาชีพเพาะเห็ดก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ
ชุมชนทีใช้เกิดผลจริงๆ คือ ชุมชนหนองสาหร่าย ทำเรื่องไบโอแก๊สสำเร็จ ก็สามารถเชิญให้ไปเป็นวิทยากรได้ ท้ายสุดพลังงานจังหวัดมีอยู่ 4 คนเท่านั้น ควรใช้เครือข่ายมาช่วยด้วย
จุดแข็งของพลังงาน คือ ทุกคนใช้หมด เพราะฉะนั้นทุกคนยินดี ที่จะให้ความร่วมมือ สามารถเติมเต็มทุกภาคส่วน
คุณวิชาญ: อยากฝากว่า สุดท้ายการพัฒนาประทศกับการพัฒนาอุตสาหกรรม จะเดินทางไปอย่างไร เพราะพลังงาน และชุมชนจะต้องไปด้วยกันให้ได้ ต้องวิเคราะห์ว่าจุดแข็งของประเทศเราคืออะไร เรื่องพลังงาน และไฟฟ้าในประเทศไทยบางครั้งยังมีอคติอยู่มาก ต้องหันหน้าปรับ และความเข้าใจให้ตรงกัน
เรื่องใหญ่ในการสร้างเครือข่าย เหมือนต้นกล้วย ต้องมีลำต้น มีอาหารที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นชุมชนที่เข้มแข็ง ก็ต้องมีอาหารสมบูรณ์ มีพลังงานสมบูรณ์ด้วย
การพัฒนาต่อไป เรื่องความยั่งยืน และการต่อเนื่อง ของกฟผ.ต้องพัฒนาไปให้ได้
ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาครัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ ต้องร่วมมือกัน การลงไปทำงานชุมชน ไม่ใช่เพียงแค่ให้ชุมชนเยินยอเราเท่านั้น แต่ต้องสร้างให้ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้ได้
พี่จ้า: ต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือมี Speed of trust ด้วย
แชร์ประสบการณ์จากคุณจู :ผม 52 ย้ายมาที่เขื่อนศรีนครินทร์ มีสุนัขมาก แต่แก้ไขไม่สำเร็จ เพราะมีกลุ่ม Ngo ร้องเรียน คุณจุได้รับมอบหมายให้ดูแลสุนัข จึงต้องจัดประชุมไม่ให้สุนัขทำความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ผลสรุปว่า หากรงมาให้สุนัข ประมาณ 200 ตัว การแก้ปัญหา คือ บอกเล่าให้นายอำเภอ นายอำเภอว่าเป็นเรื่องของเทศบาล การแก้ปัญหายังไม่สำเร็จ แต่หลังจากนั้นก็เอาจริง เกิดความร่วมมือกันระหว่างเทศบาล และปศุสัตว และตั้งกล่องรับบริจาคขึ้น
คำถาม
1. แต่ละภาคส่วนไม่ค่อยมีการคุยกัน ม 157 ในปัจจุบัน กฎหมายไทยเป็นระบบลายลักษณ์อักษร ท่านเห็นอย่างไรในการทำสิ่งใดนอกกรอบกฎหมายได้
คุณบุญอินทร์: ถ้าคิดว่าสิ่งที่ทำส่วนรวม และประเทศชาติได้ก็ทำไปเลย
มล.ชาญโชติ: เห็นด้วยว่า กฎหมายไทยมีอุปสรรคจริงๆ ควรสังคายนากฎหมายสักที นายกยอมรับแล้วว่ากฎหมายบางตัวเป็นอุปสรรค ผมคิดว่าชุมชนมีความสำคัญ ในการพิจารณาเรื่องวัฒนธรรมที่เราอยู่ ว่าเป็นวัฒนธรรมที่ถูกต้องหรือไม่ บางครั้งอาจจะเป็นแค่การยึดติด เป็นอุปสรรค ซี่งเป็นสิ่งที่ต้องกล้าทำกันทุกคน
คุณวิชาญ: หากคิดว่าเกิดประโยชน์ก็ทำเลย ไม่ต้องกลัวว่าทำดีแล้ว กลัวกฎหมาย เพราะชุมชนจะอยู่ข้างหลังและสนับสนุนแน่นอน
2. อยากทราบว่าคนเมืองกาญคิดอย่างไรกับเรื่องเขื่อนแตก
คุณวิชาญ:ขอพูดจากความรู้สึก ว่ามาตรการในการป้องกันถ้าเกิดแตกจริงๆ ต้องทำอย่างไร และมีระบบเตือนภัยอย่างไร ไม่อย่างนั้นจะกระทบต่อการท่องเที่ยวแน่นอน เพราะฉะนั้นขอทราบมาตรการรักษาความปลอดภัย
คุณวสันต์: สิ่งไหนที่ทำแล้วคิดว่าถูกต้องก็ทำไปเลย เรื่องกฎหมายก็ไม่น่าจะแก้ได้ ส่วนเรื่องเขื่อนแตก ก็กลัวบ้าง เพราะกฟผ.ยังไม่เคยให้ความมั่งคงกับประชาชนเลย ขอให้กฟผ.ให้ความรู้กับชาวบ้านอย่างจริงจัง พร้อมถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยจากวิทยากรทีมีความรู้
คุณบุญอินทร์: ต้องยอมรับว่ายังไม่ครบถ้วนเรื่องประชาสัมพันธ์เขื่อน ในการเตรียมความพร้อม และการป้องกัน การกระจายข้อมูลบางครั้งไม่ทั่วถึง แต่ปัจจุบันก็จะมีการติดตามข่าวสาร และเครื่องมือที่ตรวจสอบความปลอดภัย และมีแผนอพยพอย่างดี และมีการซ่อมแซมได้อย่างทันท่วงทีแน่นอน
ศ.ดร.จีระ: หลักสูตรตอบโจทย์ว่า จะต้องดูแลจัดชุมชนอย่างไร วันนี้ผมได้ความรู้มาก และได้นำเอา Concept เรื่องทุนมนุษย์ เน้นเรื่อง Networking ในชุมชน ที่มันกระเด้ง คือการยกตัวอย่างเรื่องกล้วย ทำอย่างไรให้เกิด Effectiveness มากที่สุด
เห็นด้วยกับการไปเพิ่มชุมชนการเรียนรู้ให้เกิดปัญญา ชุมชนต้องการการมี mentor กับ coach และมีการร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์
ตัวแทนของพลังงานจังหวัด อยู่ในพื้นที่ไม่นาน หากร่วมมือกับกฟผ.ได้ก็จะดีมาก แต่ไม่ควรให้กฟผ.รับผิดชอบคนเดียว
มีการพูดถึงเรื่อง Sustainability การอยู่แบบอย่างยั่งยืน Edward คิดเรื่อง 6 Thinking hat มีการคิด 6 แบบ แตกต่างกัน ต้องไม่อยู่ใน Network เดียวกัน ต้องแยกกันอยู่ก่อน และเอาความหลากหลายมาเป็นพลัง และต้องเนียนด้วย เหมือนเครือแต่ละเครือ ต้องอยู่ในก้านเดียว
HR for Non HR และการปรับใช้กับงาน CSR ของ กฟผ.
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
1) HR Department เป็น..Silo Function
คือ ทำงานอดีตได้ดี แต่อนาคตต้องมีผลประกอบการ (Performance) และความสุข (Happiness) เพิ่มขึ้นLine Manager, Non – HR มีบทบาทมากขึ้นอนาคต กฟผ. เปลี่ยนไป HR Function อย่างเดียวทำไม่สำเร็จ
2) HR Function ต้องเปลี่ยน Role มาเป็น Smart HR
หากได้รับความใฝ่รู้ ก็จะเกิดเป็นความยั่งยืน
ประสบการณ์ที่สะสมเป็น KM แต่อนาคต คือ LO
3) นอกจากนั้น Non – HR ก็ต้องช่วยหรือเสริม CEO ให้สนใจเรื่องนี้ด้วย
4) Co- Creation ถ้าเราคิดจะทำอะไรในอนาคต ก็ทำร่วมกัน โดยสร้างเครือข่าย ซึ่งมีความสำคัญมาก
5) เนื่องจากงานของ กฟผ. เปลี่ยนไป..
ต้องรุก ต้องดูแลชุมชนมากขึ้น ต้องดูแลการเมือง ต้องบริหารความไม่แน่นอน ต้องดูแลการประหยัดพลังงาน
6) Role ของ Non – HR อย่างท่านต้องทำอะไร?
- ดูแลลูกน้องของตัวเอง
- Communicate กับ HR – CEO และ Stakeholdersและต้องเป็นผู้นำ
Role ในอนาคตต้องเน้นตัวละครที่หลากหลาย
Hr ในอนาคตต้องทำอะไร ต้องบริหาร Talent บริหาร innovation บริหาร team work
ต่อมาอีกคนหนึ่งที่ University of Chicago คือ Prof. Gary Becker ก็ได้วิเคราะห์ว่า ถ้าแรงงานมีการลงทุนด้านการศึกษาไม่เท่ากัน แค่วัดจากปีที่เรียนก็พอว่ารายได้ก็ไม่เท่ากัน จึงเป็นการค้นพบว่า การศึกษา คือ การลงทุนที่สำคัญของทุนมนุษย์ ใครมีการศึกษามากกว่าคนนั้นก็จะมีรายได้มากกว่า หรือมีทุนมนุษย์มากกว่า เช่น การศึกษา สุขภาพ
การลงทุนมนุษย์ไม่ได้เน้นปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ
ทุนมนุษย์ คือ พฤติกรรมของคน ขึ้นอยู่กับ background ของแต่ละคน
ทฤษฎี 8H ของคุณหญิงทิพาวดี กับ 8K ของ ดร.จีระ
Heritage
Home
Hand
Head
Heart
Happiness
Harmony
Health
8K ของ ดร.จีระ
Human Capital
Intellectual Capital
Ethical Capital
Happiness Capital
Social Capital
Sustainability Capital
Digital Capital
Talented Capital
การเพิ่ม Value added
การแยก HRD และ HRM มี 3 เรือง คือ ปลูก 8k 5k การเก็บเกี่ยว คือ ทำอย่างไรให้เป็น Maximum activity ต้องทำตัวเป็นผู้บริหารจัดการทุนมนุษย์ ต้องมี inspiration และ เป็น Mentoring และต้องมีการ empowering มีการมอบอำนาจให้ลูกน้อง
งานที่ได้รับมอบหมาย คืองานที่ไม่น่าเบื่อ และท้าทาย
หลักเกณฑ์การทำงานนอกกรอบ คือ มีเป้าหมายเพื่อส่วนรวม
HRDS – Line Manager สามารถทำได้ดีกว่า HR Function เพราะไม่มีใครประเมินลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงานได้ดีกว่า line manager
ต้องทำงานวิจัยว่าวัฒนธรรมองค์กรจะต้องเปลี่ยน เช่นถ้าวัฒนธรรมไหนเบียดบังไม่ให้ร่วมงานกับชุมชน ร่วมงานกับต่างประเทศ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน
การจะทำงานสำเร็จได้.. ต้องมีตัวละคร 3 กลุ่ม
- CEO หรือ ผู้นำ
- Smart HR
- Non-HR
ฝากไว้ว่า..ทำสำเร็จ หรือ Get things done หรือ HR Execution คืออะไร
HR ไม่ใช่เงิน หรือ Technology ต้องใช้เวลานาน..แต่คุ้มค่า
ข้อที่1 สรุปภาพรวมของ HR (ทั้ง HRD&HRM) ใน กฟผ.
ว่ามีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไร?
ข้อที่ 2 ตัวอย่างในฐานะ Non – HR มีจุดอ่อน จุดแข็งอะไรที่สำคัญ?
สำหรับ Non-HR ต้องปรับปรุงอะไรบ้าง?
ข้อที่ 3 HR Function จะเปลี่ยนเป็น HR Strategy ให้สร้างประโยชน์ต่อ
กฟผ. ได้อย่างไร? อุปสรรคคืออะไร?
และในฐานะ Non – HR จะช่วยได้อย่างไร?
ข้อที่ 4 ระดับบอร์ด +ผู้ว่าการฯ + รองผู้ว่าการฯ มีจุดอ่อน จุดแข็ง
อย่างไรในระดับนโยบายด้าน HRและจะต้องปรับปรุงอย่างไร?
ข้อที่ 5 ยกตัวอย่างงานที่ กฟผ. ที่จะทำให้ CEO+HR+Non-HRทำงาน
ร่วมกันแบบมียุทธศาสตร์มากขึ้น ยกตัวอย่างที่ทำสำเร็จและ
ความล้มเหลวอย่างละ 1 เรื่อง
ข้อที่ 6 ยกตัวอย่างโครงการที่ CEO+HR+Non-HRควรจะทำ
เพื่อสร้างให้เกิดเน้นเรื่อง Value Creation กับ Value Diversity
(ในระดับประเทศ 1 เรื่อง และระดับอาเซียน 1 เรื่อง)
Workshop
ข้อที่1 สรุปภาพรวมของ HR (ทั้ง HRD&HRM) ใน กฟผ. ว่ามีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไร?
จุดแข็ง
- มีการแบ่งโครงสร้างอย่างชัดเจน
- มีงบประมาณเพียงพอในการพัฒนาบุคลากร
จุดอ่อน
- การบริหารจัดการงบประมาณไม่ดี มีการทำ tr need ล่วงหน้า แต่ทำล่วงหน้าของปีถัดไป ซึ่งทำไปเพราะอยากได้งบมาก ภาพรวมในแต่ละสายรอง มีการปรับงบประมาณ เนื่องจากไม่มีการลงไปถามรายละเอียดอย่างชัดเจน ว่าแต่ละหน่วยงานต้องการจำเป็นจริงๆหรือไม่
อ.จีระ การพัฒนาคนให้มีคุณภาพต้องเน้นไปที่ performance และ คุณภาพ ว่าในปี้หน้าจะมี quality complex
- กฟผ. ควรจัดหลักสูตร cross cultural ให้กับผู้บริหาร ในเรื่องการเตรียมความพร้อมเรื่อง AEC
- การบริหารคนจะต้องบริหารงาน
- ระบบประเมินสมรรถนะ และประเมินผลการปฏิบัติงาน KPI ไม่สามารถนำมาใช้งาน เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ค่อยจะยอมรับ
ข้อที่ 2 ตัวอย่างในฐานะ Non – HR มีจุดอ่อน จุดแข็งอะไรที่สำคัญ? สำหรับ Non-HR ต้องปรับปรุงอะไรบ้าง?
จุดอ่อน
- มีการปิดกั้น mindset ตัวเอง
- ความกดดันในการทำงานในการเป็นหัวหน้ากอง ผู้ช่วย
- ไม่ค่อยมีเครือข่ายทางสังคม
- ไม่มีทักษะเรื่องคน
จุดแข็ง
- มีความเชื่อมั่นสูง
- เรียนรู้ได้เร็ว
- มีศักยภาพในการพัฒนาคนเอง
- วิศวะ มีลักษณะการทำงานที่ไม่ Flexible
ข้อที่ 3 HR Function จะเปลี่ยนเป็น HR Strategy ให้สร้างประโยชน์ต่อ กฟผ. ได้อย่างไร? อุปสรรคคืออะไร?และในฐานะ Non – HR จะช่วยได้อย่างไร?
ปัญหาเดิม คือ เป็น Silo จึงอยากจะให้เปลี่ยนเป็นบูรณาการ ทุกระดับ ทำให้ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมในการคิด และทำ Hr ทั้งองค์กร
การสรรหา Hr มอบหมายแต่ละหน่วยงานว่าต้องการเท่าไหร่ บางหน่วยคิดได้ตรงกับความต้องการจริง บางหน่วยงานคิดขาด หรือ เกิน อยากให้ Hr มาเป็น Coaching
พัฒนา เน้นการเรียนรู้ มากกว่าการอบรม
ประเมินผลและผลตอบแทน ระบบ KPI ไม่สะท้อนความเป็นจริง คะแนนที่ได้ไม่สามารถนำมาใช้จริงได้
ข้อที่ 4 ระดับบอร์ด +ผู้ว่าการฯ + รองผู้ว่าการฯ มีจุดอ่อน จุดแข็ง อย่างไรในระดับนโยบายด้าน HRและจะต้องปรับปรุงอย่างไร?
จุดแข็ง
- ระดับบอร์ด : ให้ความสำคัญเรือง HR โดยการแต่งตั้ง Sub board คือ คณะกรรมการทรัพยากรบุคคลประกอบด้วย 5 ท่าน
- ผู้ว่าการ ให้ความสำคัญประกาศนโยบายทรัพยากรมนุษย์ ให้บุคลากรเป็นคนดี และคนเก่ง ให้ผู้บังคับบัญชา ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และหากจะปฏิบัติใดๆต้องสอดคล้อง การประชุมใดๆ ที่เรียกว่าระดับ 11 เป็นต้นไป จะเน้นมีธรรมะ ใฝ่เรียนรู้ ใส่ใจผู้อื่น มองภาพรวม และรู้ว่าให้ยกระดับของตัวเองขึ้นไปและมองลงมา และทำงานเชิงธุรกิจ หมายถึง มองความคุ้มค่าของการใส่ทรัพยากรลงไป
จุดอ่อน
- ทำงานไม่ประสานกัน
- ขาดการกำกับนโยบายดูแล
- การขาดช่วงของการรับบุคลากร
ข้อที่ 5 ยกตัวอย่างงานที่ กฟผ. ที่จะทำให้ CEO+HR+Non-HRทำงานร่วมกันแบบมียุทธศาสตร์มากขึ้น ยกตัวอย่างที่ทำสำเร็จและ ความล้มเหลวอย่างละ 1 เรื่อง
ความล้มเหลว
- เรื่องการจัดทำกรอบอัตรากำลัง จ้างบริษัทเฮท์ บางเรื่อง ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นเรื่องภายในองค์กร เพราะนโยบายการรับคนที่ไม่รับคนภายนอก 10 กว่าปี และการวิเคราะห์อัตรากำลัง โดยไม่มี early และภารกิจก็เปลี่ยน หลายปีที่แล้ว การก่อสร้างโรงไฟฟ้าก็น้อยลง เกิดปัญหาเรื่องความต้องการอัตรากำลังไม่ตรงตามความต้องการ เมื่อก่อนมีเรื่องเกษียณอายุเท่าไหร่ เอาไปกี่ปอร์เซนต์ มีการจ้างคนต่ำกว่าวุฒิปวส ปวช.
ความสำเร็จ
- นโยบายเรื่องการมีวิสัยทัศน์ขององค์กรที่CEO+HR+Non-HR คุยกัน คือ ระบบประเมินผล impact คือ การพัฒนาและขับเคลื่อนองค์กรต่อไป
ข้อที่ 6 ยกตัวอย่างโครงการที่ CEO+HR+Non-HRควรจะทำ เพื่อสร้างให้เกิดเน้นเรื่อง Value Creation กับ Value Diversity (ในระดับประเทศ 1 เรื่อง และระดับอาเซียน 1 เรื่อง)
ในประเทศ
- Clean coal
Value Creation
ลดสัดส่วนของแก๊สลงมา ราคาไฟฟ้าถูกลง
ต่างประเทศ
- โรงไฟฟ้าหงส์สา
Value Creation
- ได้แหล่งจ่ายไฟใหม่
Value Diversity
- เรียนรู้วัฒนธรรมอาเซียน
คุณจ้า : ขอชื่นชมกับคำว่า การบริหารคน คือ การบริหารงาน
สิ่งที่จะทำให้เราทำโครงการให้สำเร็จได้ คือ
1 ต้องฟังอย่างใส่ใจ
2 คิดแล้วสื่อสารออกมาอย่างง่าย แบบตรงประเด็น
3 ทำสิ่งเล็กๆก่อน เพื่อให้เป็นตัวอย่าง
4. ติดตาม
5 ประเมินผล
อ.จีระ: ต้องมีการทำงารเป็นทีมมากขึ้น เคสเล็กไปสู่เคสที่ใหญ่ขึ้น ต้องค้นหาตัวเองว่าจะเพิ่มศักยภาพของการเป็น non-hr และท่าทีของ hr ในอนาคต ต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ต้องมีเครือข่าย และแชร์ข้อมูลทั้งแง่ดีและไม่ดี
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่ออ่านข่าวโครงการใน FIHRD-Chira Academy Reviews Weekly ประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์-3 มีนาคม 2556
http://www.gotoknow.org/posts/520996
โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่ออ่านข่าวโครงการใน FIHRD-Chira Academy Reviews Weekly ประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์-3 มีนาคม 2556
http://www.gotoknow.org/posts/520996
กิจกรรมรักษ์กาย – รักษ์ใจ
ณ วัดเสือ วัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน จ.กาญจนบุรี
พระอาจารย์ภูสิต (จันทร์) ขันติธโร
1 มีนาคม 2556
พระอาจารย์ภูสิต (จันทร์) ขันติธโร เจ้าอาวาส: ท่านกรุณาให้ข้อคิดธรรมะดีๆ เพื่อสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งชีวิตประจำวัน และงานได้ดังนี้
การทำงานร่วมกับคนอื่น ต้องรู้และศึกษาพื้นเพของคนไทยก่อนว่าเป็นอย่างไร ธรรมชาติของคนไทย คือ เกลียดพม่า เขมร เอาเปรียบลาว อยู่กับจีน และยกย่องฝรั่ง
พุทธศาสนาก็มีการพัฒนามาเรื่อยๆ แต่ละยุคสมัยก็มีการพัฒนาในรูปแบบต่างๆที่ต่างกันไป อย่างในปัจจุบันนี้ โลกก็เปลี่ยนไปการสื่อสาระหว่างกันง่ายขึ้นเพราะระบบไอที อย่างวัดเสือ ก็มีเว็ปไซด์เช่นกัน http://tigertemple.org/ ดูได้ทั่วโลก ยุคปัจจุบันสู้กันด้วยการเผยแพร่ ไปสู่ 4 ทวีป ได้แก่ เอเชีย อเมริกา ยุโรป คือประเทศ เยอรมัน และ ที่เมืองดาร์วิน ออสเตรเลีย
เราต้องทันกับโลก และต้องทันสมัยอยู่เสมอ ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ และพัฒนาให้อยู่รอด
ความชั่วและความดีเป็นของคู่กัน แต่มันขึ้นอยู่ที่ตัวเราเองทั้งหมดว่าเราเองจะรับพลังอะไรเข้ามา
คำถาม
1. เสือในวัดมีจำนวนเท่าไหร่
พระอาจารย์ภูสิต: มี 100 กว่าตัว เริ่มจากมีคนยิงพ่อ แม่เสือ แล้วพยายามเอาลูกมันมาสต๊าฟ แต่มันไม่ตาย ก็เลยรับมันไว้ เพราะวัดเป็นเขตอภัยทาน หลังจากนั้นเสือก็มาเองจำนวนมาก
2. ควรใช้ธรรมะข้อใดในการใช้ชีวิตการทำงาน ระหว่างผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชา
พระอาจารย์ภูสิต: หากลูกน้องทำผิดอย่าไปช่วยเพราะเขาทำผิด แต่ถ้าหาคนมาช่วยได้แล้ว ก็ช่วยไป
หลัก คือ - หากไปอยู่ในที่แข็ง อย่าไปนิ่ง จะเสียเชิง และ หากอยู่ในที่นิ่ง อย่าไปวิ่ง อายเขา
3. ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนเข้าใจวันสำคัญทางศาสนาได้ดีขึ้น
พระอาจารย์ภูสิต: ต้องขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ต้องศึกษาเข้าใจคนใกล้ชิด ครอบครัว และลูกหลานก่อน เหมือนกับการสอนคน คือ ถ้าสอนตอนทุกข์ ตอนหิว ก็รับได้หมด เหมือนสัตว์ สอนตอนทุกข์ ตอนหิว ก็เชื่อฟังหมด
4. ปัญหาและแนวทางในการแก้ไขระหว่างคนไม่พอใจวัดนี้
พระอาจารย์ภูสิต: ปัญหาคือ พูดกันคนละครั้งเข้าใจคนละที มีข่าวว่าวัดนี้เป็นธุรกิจมากกว่าวัด แต่พอใครเข้ามาสัมผัสจริงๆก็จะรู้ว่าไม่ใช่
ปัญหาทุกปัญหา อยู่ที่ เวลา บุคคล สถานที่ อยู่ทีเราจะรับและแก้ปัญหาอย่างไร
5. คนเรารู้ทุกอย่าง ว่าดีหรือไม่ดี แต่ทำไมคนถึงไม่ปฏิบัติดี
พระอาจารย์ภูสิต: คนเราทุกคนรู้ว่าดี หรือไม่ดี แต่คนชอบอวดดีซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับตัวเราว่าเวลาไหน สถานที่ไหน แล้วสัจธรรม คือ คนที่เหนือกว่า จะหลอกคนที่ต่ำกว่าได้เสมอ
หลังจากสนทนาธรรมเสร็จ นายสัตวแพทย์สมชัย วิเศษมงคลชัย ได้ให้ความรู้ และประวัติต่างๆที่สำคัญของวัดนี้เพื่อให้มีความเข้าใจวัดนี้มากขึ้น ซึ่งทางวัดมีอาสาสมัครจากทั่วโลก เนื่องจากนอกจากเสือแล้วยังมี นกยูง หมูป่า วัว เก้งกวาง และที่สำคัญวัดนี้เป็นวัดเฉลิมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และกิจกรรมการเลี้ยงเสือ มีตั้งแต่เช้า โดยให้ญาติโยมให้เห็นวิถีชีวิตเสืออย่างใกล้ชิด
ส่วนภาคบ่าย จะนำเสือออกจากเกาะเสือ ก็จะมีผู้บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเสือ และสามารถไปถ่ายรูป และจูงเสือเดินได้ หลังจากนั้น 15.00-16.30 ปล่อยเสือโดดเล่นน้ำ และถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึก
ท่านใดมีจิตศรัทธา สามารถร่วมบริจาคได้ที่ เชิญร่วมบริจาค
บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 327-4-08444-5 ธนาคารกรุงเทพ สาขากาญจนบุรี
ชื่อบัญชี มูลนิธิวัดป่าหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน
ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาดูงานที่บ้านหนองทราย ต.หนองสาหร่าย อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่
27 กพ. 2556 วิทยากรที่ให้ความรู้ อ.แรม เชียงกา และ อ.ศิวโรจน์ ซึ่งดูแล้วจะเป็นประโยชน์กับ กฟผ. ดังนี้
1. เป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
เน้นเศรษฐกิจพอเพียงโดยให้แต่ละหมู่บ้านหาจุดแข็งของตัวเอง
สร้างงานสร้างอาชีพที่
ตัวเองถนัดและทำได้ดีจนได้เป็นตำบลตัวอย่าง (ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง)
2.เป็นต้วอย่างของการบริหารจัดการชุมชน เน้นความสุขของคนเป็นที่ตั้ง โดยต้องรู้จักคน,
รู้จักผู้นำ และรู้จักชุมชน
3. วิทยากรเป็นตัวอย่างของผู้นำที่เสียสละเพื่อส่วนรวม ซื่อสัตย์สุจริต
และใฝ่เรียนรู้
4. ชุมชนเป็นตัวอย่างของความสามัคคีร่วมมือร่วมใจสร้างงานสร้างอาชีพ
5. การบริหารจัดการเศรษฐกิจภายในด้วยการพึ่งพา ตนเอง โดยไม่พึ่งพิง งบประมาณจากส่วนกลาง
6. ในการประยุกต์กับการบริหารกองทุนเพื่อการผลิตไฟฟ้า หรือเงินให้การสนับสนุน ของ กฟผ.
โดยให้ประชาชนดำรงค์ความเป็นอยู่ อย่างยั้งยืน โดยการสร้างอาชีพ สร้างเงินออม
การผลิตเพื่อบริโภคในหมู่บ้านและเหลือเพื่อการส่งออก เป็นการสร้างรายได้
ให้แก่ชุมชน อย่างยั้งยืน และไม่เป็นภาระแก่สังคม
7. เน้นการบริหารเงินของชุมชนเพื่อก่อให้เกิดรายได้ มากกว่าการบริโภค ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
ปัญหาที่อาจจะเกิดในอนาคตของชุมชนคือ แม้ว่าปัจจุบันชุมชนจะประสบผลสำเร็จถือว่าเป็นชุมชนเข้มแข็ง แต่ก็น่าห่วงว่าในอนาคตหากหมดผู้บุกเบิกในยุคปัจจุบันแล้ว คนรุ่นต่อๆไปจะสานต่อแนวคิดและการกระทำที่ดีนี้ให้ยั่งยืนได้หรือไม่? เพียงใด? เพราะมีสิ่งเร้าที่ผิดๆ ทั้งจากนโยบายรัฐบาลที่มักจะเน้นในการแจกเงินหรือให้กู้เงินเป็นหนี้กันง่ายๆซึ่งไม่เอื้อในการทำให้ชุมชนเข้มแข็งที่ชุมชนต้องมีการออมที่ดี อีกทั้งมีตัวอย่างการกระทำที่ไม่ดีบางอย่างของนักการเมืองรอบๆชุมชนเช่นการแจกเงินซื้อเสียง และซึ่งอาจจะมีมากขึ้นในอนาคต รวมถึงปัญหาชาวบ้านขายที่ดินให้นายทุนทำให้พื่นที่ทำการเกษตรของชุมชนลดน้อยลง ซึ่งหลายๆ เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาที่ผู้นำชุมชนได้ตระหนักและพยายามหาทางแก้ไขอยู่เช่นกันแต่ในอนาคตก็ยังเป็นเรื่องที่น่าห่วงและต้องเตรียมพร้อมรับมือไว้ตลอดเวลา
กลุ่ม 2 EADP 9
นาง ราณี โฆษิตวานิช
นายชัยศักดิ์ ยงบรรเจิด
นายทนงศักดิ์ ไกรรวี
นายทศพร เนตยานุวัฒน์
นายนพดล มั่งพร้อม
นายบุญส่ง จีราระรื่นศักดิ์
นายพลศรี สุวิศิษฏ์อาษา
การบ้านกลุ่ม 1
ชื่อโครงการ: นำผู้นำชุมชนในท้องถิ่นรอบโครงการ กฟผ.ดูงานชุมชนหนองสาหร่าย
ระยะเวลา :3 วัน ต่อรุ่น รุ่นละ 15 -20 คน (ไม่มาก เน้นคุณภาพ)
สถานที่พัก :เขื่อนท่าทุ่งนา
การดำเนินการ:
1. ศึกษาดูงานในชุมชนหนองสาหร่าย
2. กฟผ. เข้าชุมชนเป้าหมาย เพื่อศึกษาวัฒนธรรม ประเพณี ความเป็นอยู่ และความต้องการที่แท้จริงของชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด (ตามหลัก 2R) โดยเน้นให้ชุมชนช่วยเหลือตนเองและมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของเป็นหลัก
3. รับฟังความคิดเห็นจากชุมชน ต้องการทำโครงการอะไร ให้ความสนับสนุนด้านความรู้ ประสานงานกับหน่วยงานอื่น
4. ขยายผลไปชุมชนอื่นๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศ
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ:
- ประโยชน์แก่งาน CSR ของ กฟผ.เอง เพื่อให้ชุมชนรอบกฟผ.ตระหนักถึงคุณค่าของการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
- ประโยชน์กับชาวชุมชนหนองสาหร่ายเอง ที่จะได้รู้จักตัวตนของตนเองมากขึ้น ไม่ติดอยู่กับกับดักของความสำเร็จ และความมีชื่อเสียงในปัจจุบัน
แนวคิด: ปัจจุบันชุมชนหนองสาหร่ายถือเป็นชุมชนต้นแบบระดับต้นๆของเมืองไทยจึงต้องการมันสมอง หรือ ภูมิปัญญามาช่วยคิด ช่วยแนะ มาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ดู จุดอ่อน จุดแข็ง ดูวิถีประชา และ วิพากษ์-วิจารณ์ เพื่อให้ตกผลึก ถึงแก่นแท้แห่งสาระ ของปัญหา(ไม่ใช่แค่การมาดูงานอย่างเดียว) เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานความเข้มแข็ง และการพึ่งพาตนเอง ของชุมชนหนองสาหร่ายให้แข็งแกร่ง และมั่นคงยิ่งขึ้น น่าจะดีกว่าการช่วยจัดทำโครงการงบประมาณอื่นๆ อีกทั้ง ทำให้ สามารถเตรียมพร้อม รับมือกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยี ได้อย่างยั่งยืน
Mindset by Carol S.Dweck Ph.D
กรอบความคิด ผู้เขียนมีความเชื่อว่า บุคลิกภาพของเราถือกำเนิดมาจาก “กรอบความคิด” ซึ่งทำให้คนแตกต่างกัน ความสำเร็จและสิ่งที่ขัดขวางการนำศักยภาพมาใช้อย่างเต็มที่ก็มาจากกรอบความคิดของแต่ละคน
คนมีกรอบความคิดมี 2 อย่างคือ กรอบความคิดจำกัด (Fixed Mindset) และกรอบความคิดเติบโต (Growth Mindset)
มุมมองความแตกต่างของคนที่มีกรอบความคิด 2 แบบคือ
Fixed Mindset Growth Mindset
ความฉลาดและความสามารถ เป็นสิ่งตายตัว เป็นสิ่งที่พัฒนาได้
ความท้าทาย หลีกเลี่ยงความท้าทาย ชอบความท้าทาย
เมื่อเจออุปสรรค ล้มเลิกความตั้งใจง่าย ยืนยันที่จะสู้กับความ
พ่ายแพ้
ความพยายาม มองความพยายามว่าไม่มี เห็นความพยายามเป็น
ประโยชน์ เส้นทางสู่การเรียนรู้ ช่ำชอง
คำวิจารณ์ ละเลยความคำวิจารณ์ เรียนรู้จากคำวิพากย์
ที่มีประโยชน์ วิจารณ์
ความสำเร็จของผู้อื่น รู้สึกหวาดกลัวต่อความ พบบทเรียนและแรงดลใจ
สำเร็จของผู้อื่น จากความสำเร็จของผู้อื่น
คุณมีกรอบความคิดแบบใด? ตอบคำถามที่เกี่ยวกับความฉลาด อ่านแต่ละข้อความและพิจารณาว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
1. ความฉลาดของคุณคือสิ่งที่เป็นพื้นฐานของตัวคุณที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก
2. คุณสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความฉลาดของคุณได้จริง
3. ไม่ว่าคุณจะมีความฉลาดมากเท่าใด คุณสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทีละน้อยได้เสมอ
4. คุณสามารถเปลี่ยนแปลงความฉลาดของตัวเองได้อย่างมากเสมอ
คำถามที่ 1 และ 2 เป็นคำถามจากกรอบความคิดจำกัด ส่วนคำถามที่ 3 และ 4 สะท้อนกรอบความคิดเติบโต กรอบความคิดใดที่คุณเห็นด้วยมากกว่า? คุณสามารถจะเป็นทั้ง 2 อย่างได้ แต่คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะไปทางใดทางหนึ่ง
ภายในกรอบความคิด
· ความสำเร็จเป็นเรื่องของการเรียนรู้หรือการพิสูจน์ว่าคุณเป็นคนเก่ง กรอบความคิดจำกัดส่งผลให้กลายเป็นคนที่ไม่ยอมเรียนรู้ ส่วนกรอบความคิดเติบโตจะสนใจอย่างมากในข้อมูลที่สามารถเพิ่มพูนความรู้ของพวกเขา
· กรอบความคิดเปลี่ยนความหมายของความล้มเหลว กรอบความคิดจำกัดการพ่ายแพ้ต่อความผิดพลาดของตนเป็นบาดแผลที่เจ็บปวดเรื้อรัง ส่วนกรอบความคิดเติบโตความล้มเหลวจะเป็นประสบการณ์อันเจ็บปวดแต่มันไม่ได้ประเมินค่าตัวคุณ มันเป็นปัญหาที่จะต้องเผชิญต้องจัดการและเรียนรู้จากมัน
· กรอบความคิดเปลี่ยนความหมายของความพยายาม กรอบความคิดจำกัดบอกเราว่า “ถ้าคุณต้องใช้เวลาทำงานบางอย่างนั้นหมายความว่าคุณไม่เก่ง” สิ่งต่าง ๆ จะเป็นเรื่องง่ายดาย สังคมที่เป็นอัจฉริยะแท้จริง” ส่วนกรอบความคิดเติบโตมีความเชื่อต่างออกไป สำหรับพวกเขาแม้กระทั่งคนอัจฉริยะก็ยังต้องทำงานหนัก เพื่อให้ประสบความสำเร็จ
ความจริงเกี่ยวกับความสามารถและการประสบความสำเร็จ
· กรอบความคิดและการประสบความสำเร็จในโรงเรียน นักเรียนที่มีกรอบความคิดจำกัด ซึ่งเผชิญกับการเลื่อนชั้นที่ยากลำบากเห็นว่าเป็นภัย คอยคุกคามให้พวกเขาเปิดเผยข้อบกพร่องของตัวเอง และเปลี่ยนสภาพจากผู้ชนะสู่ผู้แพ้
สำหรับนักเรียนที่มีกรอบความคิดเติบโตดูไม่สมเหตุสมผลที่จะละความพยายาม สำหรับพวกเขาวัยหนุ่มสาว คือ ช่วงเวลาแห่งโอกาส ช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้สิ่งใหม่ ช่วงเวลาค้นหาว่าพวกเขาชอบอะไรและอยากเป็นอะไรในอนาคต
กีฬา : กรอบความคิดของแชมเปี้ยน (ผู้ชนะ)
· แนวความคิดของพรสวรรค์ พรสวรรค์ของนักกีฬาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1. พรสวรรค์ทางร่างกาย เช่น ในกีฬาชกมวยจะพิจารณาความสามารถและศักยภาพของนักชก จากขนาดของ หมัด ช่วงชก ความกว้างของหน้าอก และ น้ำหนัก เป็นต้น ที่ได้เปรียบคู่ชก
2. พรสวรรค์ทางความคิด เช่น โมฮัมหมัด อาลี ยอดนักกีฬาชกมวยที่เป็นตัวอย่างของการใช้สมองในการชกมวย เพื่อนำมาตนเองสู่ชัยชนะโดยที่เขาจะประเมินคู่แข่ง หาจุดอ่อน และศึกษาสไตล์การชกของคู่ต่อสู่ก่อนทำการชกเสมอ
ความสำเร็จของนักกีฬา นอกจากการมีจุดเด่นทางร่างกายแล้วยังประกอบด้วยความแข็งแกร่งทางจิตใจ การสร้างแรงจูงใจ ความรับผิดขอบ และความมุมานะมุ่งมั่นตั้งใจในการฝึกซ้อมที่เป็นส่วนประกอบสำคัญ เข่น ความสำเร็จของไมเคิล จอร์แดน ที่เคยล้มเหลวในการเล่นกีฬาบาสเกตบอลในระดับชั้นมัธยม ต่อมาเขาประสบความสำเร็จและเข้ามาในวงการกีฬาบาสเกตบอลในฐานะคนกระโดดยัดห่วงและออกไปในฐานะนักเล่นสมบูรณ์ที่สุดที่ทำให้เกมการแข่งขันงดงามเท่าที่เคยมีมา
· ไอคิวทางด้านกีฬา คือ ความสามารถในการมองเห็นรูปเกมการเล่นอย่างถูกต้องชัดเจน ซึ่งต้องใช้ความฉลาดที่เกิดขึ้นจากพรสวรรค์
· คุณลักษณะ (CHARACTER) เป็นความสามารถที่จะลงไปและค้นหาความแข็งแกร่งที่เติบโต
มาจากกรอบความคิด ซึ่งคุณลักษณะนั้นสามารถเรียนรู้ได้
· อะไรคือความสำเร็จ แชมเปี้ยน เป็นบุคคลที่มีกรอบความคิดเติบโต ที่คิดว่าความสำเร็จ
อยู่ที่การทำให้ดีที่สุด โดยให้ความสำคัญในการเรียนรู้และการปรับปรุง ฯ
· อะไรคือความล้มเหลว สำหรับคนที่มีกรอบความคิดเติบโต จะมองอุปสรรคและความ
ล้มเหลวเป็นแรงจูงใจเป็นประโยชน์ และตัวกระตุ้นให้พัฒนาและก้าวสู่ความสำเร็จ
· กีฬาทุกอย่างเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีม กีฬาทุกชนิดเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีมแม้แต่กีฬาที่เล่น
เพียงคนเดียว เช่น กีฬาว่ายน้ำ ทั้งนี้เพราะกีฬาทุกชนิดจะต้องใช้ ทีมงานในการร่วมสร้าง
ความสำเร็จของนักกีฬา เช่น โค๊ช ทีมผู้นำทาง นักดำน้ำ หรืออื่น ๆ เพื่อร่วมผลักดันให้
นักกีฬาประสบความสำเร็จ
การเปลี่ยนกรอบความคิดสามารถเปลี่ยนคุณภาพสติปัญญาได้
กรอบความคิดและความเป็นผู้นำ
ผู้นำ คือ บุคคลที่สามารถกระตุ้น ชี้นำ แนะแนวทาง สนับสนุน ช่วยเหลือ และรับผิดชอบให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลกระทำกิจกรรม หรือปฏิบัติงานต่างๆ อย่างเต็มความสามารถและพยายามให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ผู้นำเป็นบุคคลที่มีลักษณะและคุณสมบัติที่ทำให้องค์การประสบความสำเร็จ โดยใช้แรงจูงใจ ให้ผู้อื่นปฏิบัติตามหรือการกระทำหรือการแสดงออกของบุคคล ซึ่งมีบุคลิกสามารถชักจูงใจคนให้ปฏิบัติตามเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ
การศึกษากรอบความคิดและการตัดสินใจของผู้บริหาร
นักวิจัยจัดแบ่งการศึกษาทางธุรกิจเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก กรอบความคิดจำกัดและกลุ่มสองกรอบความคิดเติบโต นักศึกษาที่มีความคิดจำกัดจะไม่ได้ประโยชน์จากข้อผิดพลาดของตน แต่นักศึกษาที่มีกรอบความคิดเติบโตจะสามารถนำข้อผิดพลาดของตนเองมาเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับใช้ใน กลยุทธ์ต่าง ๆ ได้
ผู้นำที่มีกรอบความคิดจำกัด คือ บุคคลที่ฉลาดอาจจะทำให้บริษัทตกอยู่ในอันตรายเพราะการประเมินตนเองและอาณาจักรของตนเองว่ามีความสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ในการตัดสินใจที่สำคัญผู้นำเหล่านี้จะเลือกสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีและดูดีมากกว่าสิ่งที่ตอบสนองเป้าหมายขององค์กรระยะยาว ผู้นำในกรอบความคิดนี้จะเชื่อในเรื่องของพรสวรรค์และไม่มองหาคนที่มีศักยภาพเพื่อพัฒนาองค์กร ผู้นำเหล่านี้ไม่เพียงแต่เสียโอกาสเท่านั้นแต่ยังเป็นการทำร้ายบุคคลที่คิดว่ามีพรสวรรค์ ทำให้พวกเขาเหล่านี้กลายเป็นคนไม่ยอมรับรู้ ปกป้องความผิดพลาดของตนเองและหยิ่งยโส
ผู้นำที่มีกรอบความคิดเติบโต คือ ผู้นำที่เริ่มต้นด้วยความเชื่อในศักยภาพและการพัฒนาของคน ทั้งตัวเองและผู้อื่น แทนที่จะใช้บริษัทเป็นเครื่องมือสร้างความยิ่งใหญ่ให้ตัวเองแต่ผู้นำเหล่านี้ใช้เป็นเครื่องจักรในการพัฒนาการเติบโตองค์กรเพื่อตนเอง พนักงานและบริษัท ในภาพรวมผู้นำในกรอบความคิดนี้จะเน้นในเรื่องของการทำงานเป็นทีมงานมากกว่าการทำงานคนเดียวหรือพึ่งพรสวรรค์จากคนใดคนหนึ่ง
ทำให้กรอบความคิดเติบโตได้อย่างไรในเรื่องของผู้นำ
รับมือกับความผิดพลาด หาประโยชน์จากผลที่สะท้อนกลับและสร้างประสบการณ์เรียนรู้เพิ่มเติมใหม่ ๆ จากการทำงานหรือในสถานที่ทำงาน
ผู้นำปฏิบัติตนต่อพนักงานในฐานะผู้ร่วมงานหรือทีมงานอย่างเท่าเทียมกัน ไม่แยกชนชั้นและตรงไปตรงมา ไม่ปิดบังความจริง
มีการสนับสนุนการคิดเหมือนกันทั้งกลุ่ม โดยให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วยโดยอาจจะมีกล่องแสดงความคิดเห็น การวิพากษณ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ เป็นต้น
ความสัมพันธ์ : กรอบความคิดเรื่องความรัก
กรอบความคิดจำกัดของการตกหลุมรัก หมายถึงการเชื่อว่าคุณสมบัติของคุณและเขาตายตัว ไม่มีอะไรแยกคนทั้งสองออกจากกันได้เป็นการเชื่อว่าเกิดจากพรหมลิขิตหรือถูกกำหนดให้มาคู่กัน สิ่งที่เป็นอุดมคติของกรอบความคิดนี้ คือ ต้องสามารถเข้ากันได้อย่างทันทีสมบูรณ์แบบและมั่งคงตลอดเวลา เปรียบดังกับถูกกำหนดชะตาให้เป็นคู่กัน คนในกรอบความคิดนี้เมื่อทะเลาะกันหรือไม่เข้าใจกัน จะไม่สามารถมองเห็นข้อบกพร่องของคู่ชีวิตได้ จะดูถูกคู่ชีวิตและรู้สึกไม่พอใจในความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่และคิดว่าไม่สามารถ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้
กรอบความคิดเติบโตของการตกหลุมรัก หมายถึงการเชื่อว่าคุณสมบัติของคุณและเขา รวมถึงความสัมพันธ์ต่างๆ นั้น สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้ คนในกรอบความคิดนี้ไม่ได้คาดหวังเรื่อง น่าอัศจรรย์ พวกเขาเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนมาจากความพยายามและการจัดการกับความแตกต่าง คนในกลุ่มนี้เมื่อทะเลาะกันจะสามารถมองเห็นข้อบกพร่องของคู่ชีวิตได้ และยังคิดว่าพวกเขาสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ เมื่อเห็นข้อผิดพลาดของคู่ชีวิตจะยิ่งทำให้พวกเขาเข้าใจและรักกันมากขึ้น
ทำให้กรอบความคิดเติบโตได้อย่างไรในเรื่องของความรัก
- หากถูกปฏิเสธในเรื่องของความรัก ควรมองโลกในแง่ดี เปิดใจให้กว้างและยอมรับความจริง อย่าจำกัดว่าต้องชนะหรือต้องได้มา
- เมื่อมีปัญหาควรนึกถึงความรักในอุดมคติของตนเอง (ในกรอบความคิดเติบโต ปัญหาจะสามารถเป็นตัวนำมาสู่การพัฒนาความเข้าใจและความสนิทสนม)
- ไม่โทษผู้อื่นที่ทำให้เกิดเรื่องและพยายามมองข้ามการกล่าวโทษผู้อื่น และคิดว่าตนเองได้ทำดีที่สุดแล้ว
พ่อ แม่ ครู โค้ช กรอบความคิดมาจากไหน
พ่อแม่ (และครู) ทุกคนย่อมอยากจะทำ อยากจะให้ทุกอย่างเพื่อให้ลูกประสบความสำเร็จ แต่มักจะสื่อความหมายผิด ไปในทางตรงกันข้าม ด้วยถ้อยคำ หรือการกระทำ
พ่อแม่ (และครู)
ถ้อยคำที่เกี่ยวกับความสำเร็จ
ควรหลีกเลี่ยงการยกย่องประเภทใดประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นการยกย่องที่ตัดสินถึงความฉลาดหรือพรสวรรค์ หรือการยกย่องที่มีความหมายเป็นนัยว่าเราภาคภูมิใจในความฉลาดหรือพรสวรรค์มากกว่าความพยายามที่พวกเขาทุ่มเท ให้ยกย่องกระบวนการที่เน้นการเติบโต สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จ จากการฝึกฝน เล่าเรียน อุตสาหะ และวิธีการที่ดี ที่เขาพยายามและเลือกปฏิบัติทักษะ ความชำนาญ และการประสบความสำเร็จมาจากความมุ่งมั่นและความพยายาม การยกย่องไม่ควรเกี่ยวกับคุณสมบัติทางบุคลิกภาพของเด็ก แต่ควรเป็นเรื่องความพยายามและการบรรลุเป้าหมาย ที่จะสร้างให้เด็กเกิดความมั่นใจในตนเอง
ครูที่มีกรอบความคิดเติบโต คือครูที่รักการเรียนรู้ และการสอนเถือเป็นหนึ่งหนทางวิเศษที่ได้เรียนรู้ เกี่ยวกับผู้คนและแรงจูงใจ เกี่ยวกับสิ่งที่สอน และเกี่ยวกับชีวิต ครูที่ดีจึงเป็นผู้เรียนรู้ไปพร้อมๆกับเด็กนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ไม่คิดว่ารู้หมดทุกอย่างแล้ว และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา
โค้ช ก็เป็นครู งานของเขาคือการสร้างผู้ชนะ
โค้ชที่มีกรอบความคิดจำกัด มักเอาชัยชนะ หรือพ่ายแพ้ มาเป็นโค้ช หรือตัววัด เพราะเขาจะวิพากษ์วิจารณ์ผู้เล่น ที่ทำให้เขาผิดหวัง ซึ่งการบั่นทอนด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์จะเกิดขึ้นกับผู้เล่นที่กล้าพ่ายแพ้ต่อการแข่งขัน ด้วยเป้าหมายในอุดมคติไม่มีข้อผิดพลาด ดังนั้นให้ระมัดระวังความสำเร็จ ที่สามารถทำให้ติดอยู่ในกรอบของความคิดจำกัด
โค้ชที่มีกรอบความคิดเติบโต จะให้การฝึกซ้อมเรื่องทักษะพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ให้การฝึกซ้อมสภาพจิตใจ ให้กรอบการคิดกับผู้เล่น และให้การปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ด้วยเป้าหมายในอุดมคติที่ต้องมีการเตรียมตัวและความพยายามอย่างเต็มที่
การทำกรอบความคิดให้เติบโต
· ฝึกตีความข้อความที่กำลังสื่อสารด้วยคำพูดหรือการกระทำ ว่ากำลังสื่อสารข้อความแบบใด
· ควรชื่นชมยกย่องในกระบวนการที่พวกเขาใช้ วิธีการ และความพยายาม ในการหาทางเลือกต่างๆ มากกว่าที่จะชื่นชมยกย่องในความฉลาดหรือพรสวรรค์ที่จะทำจะทำให้ความมั่นใจและแรงจูงใจของพวกเขาเปราะบางลง
· การวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์เมื่อเกิดข้อผิดพลาด เป็นผลสะท้อนกลับที่ช่วยให้เขาเข้าใจวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ใช่ผลสะท้อนที่ประทับตราและกล่าวโทษ
· จำไว้ว่าพรสวรรค์ที่อยู่ข้างในไม่ใช่เป้าหมาย การเพิ่มทักษะและความรู้ต่างหากที่เป็นเป้าหมาย ให้ความสนใจเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างระมัดระวัง
· กรอบความคิดเติบโตจะให้แนวทางการตั้งมาตรฐานสูงและแนวทางที่ทำให้ผู้ปฏิบัติถึงเป้าหมายนั้น จึงควรนำเสนอหัวข้อต่างๆ และให้ผลสะท้อนกลับเรื่องกระบวนการ อันจะช่วยให้เกิดการยอมรับนับถือตนเองที่สูงขึ้น
· ครูที่ยิ่งใหญ่ เชื่อในการเติบโตของพรสวรรค์และความฉลาด และ หลงไหลกระบวนการเรียนรู้ ลองค้นหากระบวนการเรียนรู้ใหม่ เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของผู้อื่น
การเปลี่ยนแปลงกรอบความคิด : การอบรม
· กรอบความคิดเติบโต อยู่บนพื้นฐานความเชื่อในการเปลี่ยนแปลง
· ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง คือการนำความเชื่อใหม่ เข้ามาอยู่เคียงข้างความเชื่อเดิม และเมื่อความเชื่อใหม่แข็งแกร่งขึ้น ก็จะให้ทางเลือกที่แตกต่างในการคิด รู้สึก และปฏิบัติ
· ความเชื่อเป็นกุญแจสู่ความสุขและความทุกข์ ในกระบวนการปกติของชีวิตที่จะเก็บบันทึกเรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้น ตีความเพื่อให้ได้ความหมายและสิ่งที่ควรกระทำ ภายใต้กรอบความคิดของแต่ละคนทั้งที่เป็นกรอบความความคิดจำกัด หรือกรอบความคิดเติบโต
· การบำบัดรักษาด้วยวิธีการเปลี่ยนความคิดสามารถช่วยให้คนเรามีการประเมินตัดสินอย่างมองโลกในแง่ดีและเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ออกจากกรอบความคิดจำกัดและโลกของการตัดสิน
· คนส่วนมากเชื่อว่าคนเราเกิดมาไม่ว่า ฉลาด ปานกลางหรือโง่ ก็จะเป็นแบบนั้นตลอดชีวิต แต่ผลการวิจัยใหม่แสดงให้เห็นว่าสมองเป็นเหมือนกล้ามเนื้อ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงและแข็งแกร่งขึ้นได้เมื่อใช้มัน เมื่อได้เรียนรู้ สมองสร้างการเชื่อโยงแบบใหม่ๆ และ เติบโต เมื่อได้ฝึกฝนและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
· การอบรมกรอบความคิดเติบโต จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางบวกต่อแรงจูงใจ และพฤติกรรม ที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อและปลดปล่อยพลังแห่งสติปัญญาและสร้างแรงบันดาลใจ ให้เรียนรู้หนักขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประสบความสำเร็จ
· ได้มีการพัฒนาโปรแกรม Brainology ขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สอนเรื่องสมอง และการดูแลให้เติบโต สอนวิธีได้ผลลัพธ์สูงสุดจากการใช้สมอง สมองเติบโตอย่างไรเมื่อได้เรียนรู้ โปรแกรมสอนให้รู้ว่า การเรียนได้ดีและเรียนรู้บางสิ่ง จะเป็นการโอนย้ายความรู้จากหน่วยความจำชั่วคราว ไปยัง หน่วยความจำถาวร
· การเรียนรู้เรื่องกรอบความคิดเติบโตดูเหมือนจะทำให้คนพร้อมเผชิญความท้าทายและใช้ความพยายาม
· การเปลี่ยนแปลงกรอบความคิด ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ยอมปล่อยวางบางอย่างที่รู้สึกเหมือนเป็นตัวตนของเรามานานหลายปีและสิ่งนั้นให้การยอมรับนับถือตัวตน แทดแทนด้วยกรอบความคิดที่บอกให้รับทุกสิ่งที่เคยรู้สึกเป็นภัยคุกคาม ซความท้าทาย การดิ้นรนต่อสู้ การวิพากษ์วิจารณ์ และอุปสรรค ที่อาจทำให้กังวลว่าจะไม่เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป แต่การเปิดตัวเองให้พร้อมรับการเติบโตจะทำให้คุณ เป็นตัวเอง มากขึ้น
· เมื่อเกิดความผิดหวังไม่ประสบความสำเร็จ ความคิดของคนเราจะพยายามบอกตัวเองและหาเหตุผล เพื่อดึงตัวเองกลับมาสู่ข้อสรุปที่มีเหตุผลและเป็นบวกที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น ในกรอบความคิดจำกัด ทำให้ได้รับการยอมรับนับถือตนเองคืนมา แต่ในกรอบความคิดเติบโต มันเป็นเพียงก้าวแรก เพราะสิ่งที่ได้ทำลงไปคือการได้พูดกับตัวเอง ซึ่งจะต้องเรียนรู้และปรับปรุงตัวเอง ที่ต้องคิดถึงเป้าหมายและคิดสิ่งที่สามารถทำ และหาข้อมูลที่ช่วยให้เรียนรู้จากประสบการณ์และปรับปรุงตัวเอง เพื่อให้อยู่บนเส้นทางสู่เป้าหมาย เพื่อช่วยให้ประสบความสำเร็จ
· ทุกวันคนเราวางแผนจะทำสิ่งที่ยาก แต่ไม่ได้ทำ ด้วยความคิดที่สาบานกับตัวเองว่าจะทำในวันต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ เพราะวันต่อไปจะมาถึง แล้วก็ผ่านไป สิ่งที่ได้ผล คือการวางแผนที่ชัดเจน โดยคิดถึงอะไรบางอย่างที่จะต้องทำ บางอย่างที่ต้องการเรียนรู้ เมื่อใดที่จะทำตามแผน จะทำตามแผนที่ไหน และ ทำอย่างไร คิดถึงรายละเอียดให้แน่ชัด ซึ่งนำไปสู่ความเป็นไปได้สูงที่จะกระทำ และโอกาสของความสำเร็จย่อมสูงด้วย
· ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม คือการได้ตระหนักว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ต้องการช่วยให้เราเติบโต ไม่ใช่ตัดสินหรือดูถูก แทนที่จะกังวลว่าเขาจ่ายค่าพรสวรรค์ของเรามากเกินไป เราเริ่มจะทำให้เขาเห็นความคุ้มค่าของการจ่ายเงินจากการทำงานหนักและจิตวิญญาณการเป็นส่วนหนึ่งของทีม นั่นคือความคิดบนกรอบความคิดเติบโต
· บนกรอบความคิดจำกัด ของหลายคน คิดว่าโลกต้องปรับตัว โดยรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์ในบางสิ่งที่ดีขึ้น โลกจึงควรตระหนักในคุณสมบัติพิเศษของเขา และปฏิบัติต่อพวกเขาตามนั้น และเมื่อผิดหวังไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยกรอบความคิดจำกัด ก็มักคิดเข้าข้างตัวเองว่าถูกคุกคาม เมื่อคนอื่นไม่ให้ ไม่ยุติธรรม ทำไมจึงจะต้องเปลี่ยนแปลง แต่หากคิดบนกรอบความคิดเติบโต มันคือหนทางใหม่ๆที่สามารถคิด เรียนรู้และควรจะเริ่มทำ ด้วยความพยายาม คิดพิจารณาทำงานให้หนักขึ้นและช่วยเหลือผู้อื่นให้มากขึ้น
· คนที่อยู่ในกรอบความคิดจำกัดมักวิ่งหนีปัญหา ถ้าตัวเองมีข้อบกพร่อง คนอื่นก็มีข้อบกพร่อง เป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะเชื่อว่า ทุกอย่างไม่มีปัญหา
· กรอบความคิดจำกัดเป็นสิ่งน่ายั่วยวนใจ เป็นเหมือนการให้คำมั่นสัญญา ค่ามีค่า ความสำเร็จ และการเป็นที่ชื่นชมตลอดชีวิตเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น และเป็นอย่างที่เป็น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำไมต้องพยายามอย่างมากเพื่อทำให้กรอบความคิดเติบโตเบ่งบานในสถานที่ที่กรอบความคิดจำกัดได้หยั่งรากลึก
· เมื่อคนเราละทิ้งความคิดแบ่งแยก ดี-เลว หรือ แข็งแกร่ง-อ่อนแอ ที่เติบโตจากกรอบความคิดจำกัด จะทำให้สามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้นถึงวิธีการที่มีประโยชน์ ซึ่งช่วยเรื่องการควบคุมตัวเอง ความผิดพลาดทุกครั้งไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในกรอบความคิดเติบโตที่เป็นเครื่องเตือนถึงความเป็นมนุษย์ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์และบอกว่าต้องทำอย่างไรเพื่อจะดีขึ้นในครั้งต่อไป
· การเปลี่ยนแปลงกรอบความคิด เป็นเรื่องเกี่ยวกับการมองเห็นสิ่งต่างๆในวิถีทางใหม่ เมื่อเปลี่ยนแปลงสู่กรอบความคิดเติบโต ก็จะเปลี่ยนจากกรอบแห่งการตัดสินและถูกตัดสิน ไปสู่กรอบแห่งการเรียนรู้ และช่วยเหลือให้ผู้อื่นเรียนรู้ ซึ่งต้องอาศัยเวลา ความพยายาม และความร่วมมือระหว่างกันเป็นอย่างมาก ซึ่งทุกๆวัน มีโอกาสเข้ามาให้เราต้องมองหาอยู่เสมอ ขอให้ถามตนเองว่า
- โอกาสในการเรียนรู้ และการเติบโต ในวันนี้คืออะไร? สำหรับตัวเรา หรือคนรอบข้าง?
- จะลงมือทำตามแผนการเมื่อไร? ที่ไหน? อย่างไร? เพื่อให้คิดถึงหนทางที่เป็นจริงและเห็นผล
- จะทำแผนการใหม่เมื่อใด? ที่ไหน? อย่างไร? เมื่อพบอุปสรรค และความล้มเหลว
- ต้องอะไรต่อไปเพื่อรักษาและเติบโตต่อไป เมื่อพบควาสำเร็จ
รักษาสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไว้ ไม่ว่าคนจะเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดเพื่อจะก้าวหน้าในอาชีพ พลิกฟื้นจากความเสียหาย ช่วยให้เด็ก ๆ เติบโต ลดน้ำหนัก หรือควบคุมความโกรธ การเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องดำเนินต่อไป คนที่ควรกระทำแต่สิ่งดีและความสัมพันธ์ที่ดีก็ควรดำเนินไปในทิศทางที่ดีด้วย
จากความรู้เรื่องกรอบความคิด( Mindset)จะเห็นได้ว่ากรอบความคิดเติบโต( Growth Mindset) จะเป็นประโยชน์กับ กฟผ.มาก โดยเห็นควรส่งเสริม สนับสนุน การทำกรอบความคิดให้เติบโต ใน กฟผ. ดังนี้
1. ถ้ามีกรอบความคิดเติบโตจะถือว่า ปัญหา อุปสรรค เป็นการเรียนรู้ และได้ประสบการณ์
เพื่อปรับปรุงตัวเองเพื่อจะเดินหน้าสู่เป้าหมายต่อไป
2.ถ้ามีกรอบความคิดเติบโตเชื่อว่าคนเราสามารถจะพัฒนาได้ สิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จมาจาก
การฝึกฝนการเรียนรู้ ความมุ่งมั่นและความพยายาม
3.เน้นพนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การแสดงความคิดเห็น การวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์
4.เน้นการทำงานเป็นทีมากกว่าการทำงานคนเดียวหรือพึ่งพรสวรรค์จากคนใดคนหนึ่ง
กลุ่ม 2 EADP 9
นาง ราณี โฆษิตวานิช
นายชัยศักดิ์ ยงบรรเจิด
นายทนงศักดิ์ ไกรรวี
นายทศพร เนตยานุวัฒน์
นายนพดล มั่งพร้อม
นายบุญส่ง จีราระรื่นศักดิ์
นายพลศรี สุวิศิษฏ์อาษา
MINDSET
Carol S.Dweck Ph.D
สรุปโดย กลุ่ม6 / EADP รุ่น 9
กรอบความคิด ผู้เขียนมีความเชื่อว่า บุคลิกภาพของเราถือกำเนิดมาจาก “กรอบความคิด” ซึ่งทำให้คนแตกต่างกัน ความสำเร็จและสิ่งที่ขัดขวางการนำศักยภาพมาใช้อย่างเต็มที่ก็มาจากกรอบความคิดของแต่ละคน
คนมีกรอบความคิดมี 2 อย่างคือ กรอบความคิดจำกัด (Fixed Mindset) และกรอบความคิดเติบโต (Growth Mindset)
มุมมองความแตกต่างของคนที่มีกรอบความคิด 2 แบบคือ
Fixed Mindset Growth Mindset
ความฉลาดและความสามารถ เป็นสิ่งตายตัว เป็นสิ่งที่พัฒนาได้
ความท้าทาย หลีกเลี่ยงความท้าทาย ชอบความท้าทาย
เมื่อเจออุปสรรค ล้มเลิกความตั้งใจง่าย ยืนยันที่จะสู้กับความ
พ่ายแพ้
ความพยายาม มองความพยายามว่าไม่มี เห็นความพยายามเป็น
ประโยชน์ เส้นทางสู่การเรียนรู้ ช่ำชอง
คำวิจารณ์ ละเลยความคำวิจารณ์ เรียนรู้จากคำวิพากย์
ที่มีประโยชน์ วิจารณ์
ความสำเร็จของผู้อื่น รู้สึกหวาดกลัวต่อความ พบบทเรียนและแรงดลใจ
สำเร็จของผู้อื่น จากความสำเร็จของผู้อื่น
กีฬา : กรอบความคิดของแชมเปี้ยน (ผู้ชนะ)
· แนวความคิดของพรสวรรค์ พรสวรรค์ของนักกีฬาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1. พรสวรรค์ทางร่างกาย เช่น ในกีฬาชกมวยจะพิจารณาความสามารถและศักยภาพของนักชก จากขนาดของ หมัด ช่วงชก ความกว้างของหน้าอก และ น้ำหนัก เป็นต้น ที่ได้เปรียบคู่ชก
2. พรสวรรค์ทางความคิด เช่น โมฮัมหมัด อาลี ยอดนักกีฬาชกมวยที่เป็นตัวอย่างของการใช้สมองในการชกมวย เพื่อนำมาตนเองสู่ชัยชนะโดยที่เขาจะประเมินคู่แข่ง หาจุดอ่อน และศึกษาสไตล์การชกของคู่ต่อสู่ก่อนทำการชกเสมอ
ความสำเร็จของนักกีฬา นอกจากการมีจุดเด่นทางร่างกายแล้วยังประกอบด้วยความแข็งแกร่งทางจิตใจ การสร้างแรงจูงใจ ความรับผิดขอบ และความมุมานะมุ่งมั่นตั้งใจในการฝึกซ้อมที่เป็นส่วนประกอบสำคัญ เข่น ความสำเร็จของไมเคิล จอร์แดน ที่เคยล้มเหลวในการเล่นกีฬาบาสเกตบอลในระดับชั้นมัธยม ต่อมาเขาประสบความสำเร็จและเข้ามาในวงการกีฬาบาสเกตบอลในฐานะคนกระโดดยัดห่วงและออกไปในฐานะนักเล่นสมบูรณ์ที่สุดที่ทำให้เกมการแข่งขันงดงามเท่าที่เคยมีมา
· ไอคิวทางด้านกีฬา คือ ความสามารถในการมองเห็นรูปเกมการเล่นอย่างถูกต้องชัดเจน ซึ่
ต้องใช้ความฉลาดที่เกิดขึ้นจากพรสวรรค์
· คุณลักษณะ (CHARACTER) เป็นความสามารถที่จะลงไปและค้นหาความแข็งแกร่งที่เติบโต
มาจากกรอบความคิด ซึ่งคุณลักษณะนั้นสามารถเรียนรู้ได้
· อะไรคือความสำเร็จ แชมเปี้ยน เป็นบุคคลที่มีกรอบความคิดเติบโต ที่คิดว่าความสำเร็จ
อยู่ที่การทำให้ดีที่สุด โดยให้ความสำคัญในการเรียนรู้และการปรับปรุง ฯ
· อะไรคือความล้มเหลว สำหรับคนที่มีกรอบความคิดเติบโต จะมองอุปสรรคและความ
ล้มเหลวเป็นแรงจูงใจเป็นประโยชน์ และตัวกระตุ้นให้พัฒนาและก้าวสู่ความสำเร็จ
· กีฬาทุกอย่างเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีม กีฬาทุกชนิดเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีมแม้แต่กีฬาที่เล่น
เพียงคนเดียว เช่น กีฬาว่ายน้ำ ทั้งนี้เพราะกีฬาทุกชนิดจะต้องใช้ ทีมงานในการร่วมสร้าง
ความสำเร็จของนักกีฬา เช่น โค๊ช ทีมผู้นำทาง นักดำน้ำ หรืออื่น ๆ เพื่อร่วมผลักดันให้
นักกีฬาประสบความสำเร็จ
การเปลี่ยนกรอบความคิดสามารถเปลี่ยนคุณภาพสติปัญญาได้
กรอบความคิดและความเป็นผู้นำ
ผู้นำ คือ บุคคลที่สามารถกระตุ้น ชี้นำ แนะแนวทาง สนับสนุน ช่วยเหลือ และรับผิดชอบให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลกระทำกิจกรรม หรือปฏิบัติงานต่างๆ อย่างเต็มความสามารถและพยายามให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ผู้นำเป็นบุคคลที่มีลักษณะและคุณสมบัติที่ทำให้องค์การประสบความสำเร็จ โดยใช้แรงจูงใจ ให้ผู้อื่นปฏิบัติตามหรือการกระทำหรือการแสดงออกของบุคคล ซึ่งมีบุคลิกสามารถชักจูงใจคนให้ปฏิบัติตามเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ
การศึกษากรอบความคิดและการตัดสินใจของผู้บริหาร
นักวิจัยจัดแบ่งการศึกษาทางธุรกิจเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก กรอบความคิดจำกัดและกลุ่มสองกรอบความคิดเติบโต นักศึกษาที่มีความคิดจำกัดจะไม่ได้ประโยชน์จากข้อผิดพลาดของตน แต่นักศึกษาที่มีกรอบความคิดเติบโตจะสามารถนำข้อผิดพลาดของตนเองมาเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับใช้ใน กลยุทธ์ต่าง ๆ ได้
ผู้นำที่มีกรอบความคิดจำกัด คือ บุคคลที่ฉลาดอาจจะทำให้บริษัทตกอยู่ในอันตรายเพราะการประเมินตนเองและอาณาจักรของตนเองว่ามีความสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ในการตัดสินใจที่สำคัญผู้นำเหล่านี้จะเลือกสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีและดูดีมากกว่าสิ่งที่ตอบสนองเป้าหมายขององค์กรระยะยาว ผู้นำในกรอบความคิดนี้จะเชื่อในเรื่องของพรสวรรค์และไม่มองหาคนที่มีศักยภาพเพื่อพัฒนาองค์กร ผู้นำเหล่านี้ไม่เพียงแต่เสียโอกาสเท่านั้นแต่ยังเป็นการทำร้ายบุคคลที่คิดว่ามีพรสวรรค์ ทำให้พวกเขาเหล่านี้กลายเป็นคนไม่ยอมรับรู้ ปกป้องความผิดพลาดของตนเองและหยิ่งยโส
ผู้นำที่มีกรอบความคิดเติบโต คือ ผู้นำที่เริ่มต้นด้วยความเชื่อในศักยภาพและการพัฒนาของคน ทั้งตัวเองและผู้อื่น แทนที่จะใช้บริษัทเป็นเครื่องมือสร้างความยิ่งใหญ่ให้ตัวเองแต่ผู้นำเหล่านี้ใช้เป็นเครื่องจักรในการพัฒนาการเติบโตองค์กรเพื่อตนเอง พนักงานและบริษัท ในภาพรวมผู้นำในกรอบความคิดนี้จะเน้นในเรื่องของการทำงานเป็นทีมงานมากกว่าการทำงานคนเดียวหรือพึ่งพรสวรรค์จากคนใดคนหนึ่ง
ทำให้กรอบความคิดเติบโตได้อย่างไรในเรื่องของผู้นำ
รับมือกับความผิดพลาด หาประโยชน์จากผลที่สะท้อนกลับและสร้างประสบการณ์เรียนรู้เพิ่มเติมใหม่ ๆ จากการทำงานหรือในสถานที่ทำงาน
ผู้นำปฏิบัติตนต่อพนักงานในฐานะผู้ร่วมงานหรือทีมงานอย่างเท่าเทียมกัน ไม่แยกชนชั้นและตรงไปตรงมา ไม่ปิดบังความจริง
มีการสนับสนุนการคิดเหมือนกันทั้งกลุ่ม โดยให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วยโดยอาจจะมีกล่องแสดงความคิดเห็น การวิพากษณ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ เป็นต้น
ความสัมพันธ์ : กรอบความคิดเรื่องความรัก
กรอบความคิดจำกัดของการตกหลุมรัก หมายถึงการเชื่อว่าคุณสมบัติของคุณและเขาตายตัว ไม่มีอะไรแยกคนทั้งสองออกจากกันได้เป็นการเชื่อว่าเกิดจากพรหมลิขิตหรือถูกกำหนดให้มาคู่กัน สิ่งที่เป็นอุดมคติของกรอบความคิดนี้ คือ ต้องสามารถเข้ากันได้อย่างทันทีสมบูรณ์แบบและมั่งคงตลอดเวลา เปรียบดังกับถูกกำหนดชะตาให้เป็นคู่กัน คนในกรอบความคิดนี้เมื่อทะเลาะกันหรือไม่เข้าใจกัน จะไม่สามารถมองเห็นข้อบกพร่องของคู่ชีวิตได้ จะดูถูกคู่ชีวิตและรู้สึกไม่พอใจในความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่และคิดว่าไม่สามารถ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้
กรอบความคิดเติบโตของการตกหลุมรัก หมายถึงการเชื่อว่าคุณสมบัติของคุณและเขา รวมถึงความสัมพันธ์ต่างๆ นั้น สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้ คนในกรอบความคิดนี้ไม่ได้คาดหวังเรื่อง น่าอัศจรรย์ พวกเขาเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนมาจากความพยายามและการจัดการกับความแตกต่าง คนในกลุ่มนี้เมื่อทะเลาะกันจะสามารถมองเห็นข้อบกพร่องของคู่ชีวิตได้ และยังคิดว่าพวกเขาสามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ เมื่อเห็นข้อผิดพลาดของคู่ชีวิตจะยิ่งทำให้พวกเขาเข้าใจและรักกันมากขึ้น
ทำให้กรอบความคิดเติบโตได้อย่างไรในเรื่องของความรัก
- หากถูกปฏิเสธในเรื่องของความรัก ควรมองโลกในแง่ดี เปิดใจให้กว้างและยอมรับความจริง อย่าจำกัดว่าต้องชนะหรือต้องได้มา
- เมื่อมีปัญหาควรนึกถึงความรักในอุดมคติของตนเอง (ในกรอบความคิดเติบโต ปัญหาจะสามารถเป็นตัวนำมาสู่การพัฒนาความเข้าใจและความสนิทสนม)
- ไม่โทษผู้อื่นที่ทำให้เกิดเรื่องและพยายามมองข้ามการกล่าวโทษผู้อื่น และคิดว่าตนเองได้ทำดีที่สุดแล้ว
พ่อ แม่ ครู โค้ช กรอบความคิดมาจากไหน
พ่อแม่ (และครู) ทุกคนย่อมอยากจะทำ อยากจะให้ทุกอย่างเพื่อให้ลูกประสบความสำเร็จ แต่มักจะสื่อความหมายผิด ไปในทางตรงกันข้าม ด้วยถ้อยคำ หรือการกระทำ
พ่อแม่ (และครู)
ถ้อยคำที่เกี่ยวกับความสำเร็จ
ควรหลีกเลี่ยงการยกย่องประเภทใดประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นการยกย่องที่ตัดสินถึงความฉลาดหรือพรสวรรค์ หรือการยกย่องที่มีความหมายเป็นนัยว่าเราภาคภูมิใจในความฉลาดหรือพรสวรรค์มากกว่าความพยายามที่พวกเขาทุ่มเท ให้ยกย่องกระบวนการที่เน้นการเติบโต สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จ จากการฝึกฝน เล่าเรียน อุตสาหะ และวิธีการที่ดี ที่เขาพยายามและเลือกปฏิบัติทักษะ ความชำนาญ และการประสบความสำเร็จมาจากความมุ่งมั่นและความพยายาม การยกย่องไม่ควรเกี่ยวกับคุณสมบัติทางบุคลิกภาพของเด็ก แต่ควรเป็นเรื่องความพยายามและการบรรลุเป้าหมาย ที่จะสร้างให้เด็กเกิดความมั่นใจในตนเอง
ครูที่มีกรอบความคิดเติบโต คือครูที่รักการเรียนรู้ และการสอนเถือเป็นหนึ่งหนทางวิเศษที่ได้เรียนรู้ เกี่ยวกับผู้คนและแรงจูงใจ เกี่ยวกับสิ่งที่สอน และเกี่ยวกับชีวิต ครูที่ดีจึงเป็นผู้เรียนรู้ไปพร้อมๆกับเด็กนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ไม่คิดว่ารู้หมดทุกอย่างแล้ว และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา
โค้ช ก็เป็นครู งานของเขาคือการสร้างผู้ชนะ
โค้ชที่มีกรอบความคิดจำกัด มักเอาชัยชนะ หรือพ่ายแพ้ มาเป็นโค้ช หรือตัววัด เพราะเขาจะวิพากษ์วิจารณ์ผู้เล่น ที่ทำให้เขาผิดหวัง ซึ่งการบั่นทอนด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์จะเกิดขึ้นกับผู้เล่นที่กล้าพ่ายแพ้ต่อการแข่งขัน ด้วยเป้าหมายในอุดมคติไม่มีข้อผิดพลาด ดังนั้นให้ระมัดระวังความสำเร็จ ที่สามารถทำให้ติดอยู่ในกรอบของความคิดจำกัด
โค้ชที่มีกรอบความคิดเติบโต จะให้การฝึกซ้อมเรื่องทักษะพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ให้การฝึกซ้อมสภาพจิตใจ ให้กรอบการคิดกับผู้เล่น และให้การปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ด้วยเป้าหมายในอุดมคติที่ต้องมีการเตรียมตัวและความพยายามอย่างเต็มที่
การทำกรอบความคิดให้เติบโต
· ฝึกตีความข้อความที่กำลังสื่อสารด้วยคำพูดหรือการกระทำ ว่ากำลังสื่อสารข้อความแบบใด
· ควรชื่นชมยกย่องในกระบวนการที่พวกเขาใช้ วิธีการ และความพยายาม ในการหาทางเลือกต่างๆ มากกว่าที่จะชื่นชมยกย่องในความฉลาดหรือพรสวรรค์ที่จะทำจะทำให้ความมั่นใจและแรงจูงใจของพวกเขาเปราะบางลง
· การวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์เมื่อเกิดข้อผิดพลาด เป็นผลสะท้อนกลับที่ช่วยให้เขาเข้าใจวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ใช่ผลสะท้อนที่ประทับตราและกล่าวโทษ
· จำไว้ว่าพรสวรรค์ที่อยู่ข้างในไม่ใช่เป้าหมาย การเพิ่มทักษะและความรู้ต่างหากที่เป็นเป้าหมาย ให้ความสนใจเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างระมัดระวัง
· กรอบความคิดเติบโตจะให้แนวทางการตั้งมาตรฐานสูงและแนวทางที่ทำให้ผู้ปฏิบัติถึงเป้าหมายนั้น จึงควรนำเสนอหัวข้อต่างๆ และให้ผลสะท้อนกลับเรื่องกระบวนการ อันจะช่วยให้เกิดการยอมรับนับถือตนเองที่สูงขึ้น
· ครูที่ยิ่งใหญ่ เชื่อในการเติบโตของพรสวรรค์และความฉลาด และ หลงไหลกระบวนการเรียนรู้ ลองค้นหากระบวนการเรียนรู้ใหม่ เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของผู้อื่น
การเปลี่ยนแปลงกรอบความคิด : การอบรม
· กรอบความคิดเติบโต อยู่บนพื้นฐานความเชื่อในการเปลี่ยนแปลง
· ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง คือการนำความเชื่อใหม่ เข้ามาอยู่เคียงข้างความเชื่อเดิม และเมื่อความเชื่อใหม่แข็งแกร่งขึ้น ก็จะให้ทางเลือกที่แตกต่างในการคิด รู้สึก และปฏิบัติ
· ความเชื่อเป็นกุญแจสู่ความสุขและความทุกข์ ในกระบวนการปกติของชีวิตที่จะเก็บบันทึกเรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้น ตีความเพื่อให้ได้ความหมายและสิ่งที่ควรกระทำ ภายใต้กรอบความคิดของแต่ละคนทั้งที่เป็นกรอบความความคิดจำกัด หรือกรอบความคิดเติบโต
· การบำบัดรักษาด้วยวิธีการเปลี่ยนความคิดสามารถช่วยให้คนเรามีการประเมินตัดสินอย่างมองโลกในแง่ดีและเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ออกจากกรอบความคิดจำกัดและโลกของการตัดสิน
· คนส่วนมากเชื่อว่าคนเราเกิดมาไม่ว่า ฉลาด ปานกลางหรือโง่ ก็จะเป็นแบบนั้นตลอดชีวิต แต่ผลการวิจัยใหม่แสดงให้เห็นว่าสมองเป็นเหมือนกล้ามเนื้อ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงและแข็งแกร่งขึ้นได้เมื่อใช้มัน เมื่อได้เรียนรู้ สมองสร้างการเชื่อโยงแบบใหม่ๆ และ เติบโต เมื่อได้ฝึกฝนและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
· การอบรมกรอบความคิดเติบโต จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางบวกต่อแรงจูงใจ และพฤติกรรม ที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อและปลดปล่อยพลังแห่งสติปัญญาและสร้างแรงบันดาลใจ ให้เรียนรู้หนักขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประสบความสำเร็จ
· ได้มีการพัฒนาโปรแกรม Brainology ขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สอนเรื่องสมอง และการดูแลให้เติบโต สอนวิธีได้ผลลัพธ์สูงสุดจากการใช้สมอง สมองเติบโตอย่างไรเมื่อได้เรียนรู้ โปรแกรมสอนให้รู้ว่า การเรียนได้ดีและเรียนรู้บางสิ่ง จะเป็นการโอนย้ายความรู้จากหน่วยความจำชั่วคราว ไปยัง หน่วยความจำถาวร
· การเรียนรู้เรื่องกรอบความคิดเติบโตดูเหมือนจะทำให้คนพร้อมเผชิญความท้าทายและใช้ความพยายาม
· การเปลี่ยนแปลงกรอบความคิด ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ยอมปล่อยวางบางอย่างที่รู้สึกเหมือนเป็นตัวตนของเรามานานหลายปีและสิ่งนั้นให้การยอมรับนับถือตัวตน แทดแทนด้วยกรอบความคิดที่บอกให้รับทุกสิ่งที่เคยรู้สึกเป็นภัยคุกคาม ซความท้าทาย การดิ้นรนต่อสู้ การวิพากษ์วิจารณ์ และอุปสรรค ที่อาจทำให้กังวลว่าจะไม่เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป แต่การเปิดตัวเองให้พร้อมรับการเติบโตจะทำให้คุณ เป็นตัวเอง มากขึ้น
· เมื่อเกิดความผิดหวังไม่ประสบความสำเร็จ ความคิดของคนเราจะพยายามบอกตัวเองและหาเหตุผล เพื่อดึงตัวเองกลับมาสู่ข้อสรุปที่มีเหตุผลและเป็นบวกที่ทำให้รู้สึกดีขึ้น ในกรอบความคิดจำกัด ทำให้ได้รับการยอมรับนับถือตนเองคืนมา แต่ในกรอบความคิดเติบโต มันเป็นเพียงก้าวแรก เพราะสิ่งที่ได้ทำลงไปคือการได้พูดกับตัวเอง ซึ่งจะต้องเรียนรู้และปรับปรุงตัวเอง ที่ต้องคิดถึงเป้าหมายและคิดสิ่งที่สามารถทำ และหาข้อมูลที่ช่วยให้เรียนรู้จากประสบการณ์และปรับปรุงตัวเอง เพื่อให้อยู่บนเส้นทางสู่เป้าหมาย เพื่อช่วยให้ประสบความสำเร็จ
· ทุกวันคนเราวางแผนจะทำสิ่งที่ยาก แต่ไม่ได้ทำ ด้วยความคิดที่สาบานกับตัวเองว่าจะทำในวันต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ เพราะวันต่อไปจะมาถึง แล้วก็ผ่านไป สิ่งที่ได้ผล คือการวางแผนที่ชัดเจน โดยคิดถึงอะไรบางอย่างที่จะต้องทำ บางอย่างที่ต้องการเรียนรู้ เมื่อใดที่จะทำตามแผน จะทำตามแผนที่ไหน และ ทำอย่างไร คิดถึงรายละเอียดให้แน่ชัด ซึ่งนำไปสู่ความเป็นไปได้สูงที่จะกระทำ และโอกาสของความสำเร็จย่อมสูงด้วย
· ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม คือการได้ตระหนักว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรที่ต้องการช่วยให้เราเติบโต ไม่ใช่ตัดสินหรือดูถูก แทนที่จะกังวลว่าเขาจ่ายค่าพรสวรรค์ของเรามากเกินไป เราเริ่มจะทำให้เขาเห็นความคุ้มค่าของการจ่ายเงินจากการทำงานหนักและจิตวิญญาณการเป็นส่วนหนึ่งของทีม นั่นคือความคิดบนกรอบความคิดเติบโต
· บนกรอบความคิดจำกัด ของหลายคน คิดว่าโลกต้องปรับตัว โดยรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์ในบางสิ่งที่ดีขึ้น โลกจึงควรตระหนักในคุณสมบัติพิเศษของเขา และปฏิบัติต่อพวกเขาตามนั้น และเมื่อผิดหวังไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยกรอบความคิดจำกัด ก็มักคิดเข้าข้างตัวเองว่าถูกคุกคาม เมื่อคนอื่นไม่ให้ ไม่ยุติธรรม ทำไมจึงจะต้องเปลี่ยนแปลง แต่หากคิดบนกรอบความคิดเติบโต มันคือหนทางใหม่ๆที่สามารถคิด เรียนรู้และควรจะเริ่มทำ ด้วยความพยายาม คิดพิจารณาทำงานให้หนักขึ้นและช่วยเหลือผู้อื่นให้มากขึ้น
· คนที่อยู่ในกรอบความคิดจำกัดมักวิ่งหนีปัญหา ถ้าตัวเองมีข้อบกพร่อง คนอื่นก็มีข้อบกพร่อง เป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะเชื่อว่า ทุกอย่างไม่มีปัญหา
· กรอบความคิดจำกัดเป็นสิ่งน่ายั่วยวนใจ เป็นเหมือนการให้คำมั่นสัญญา ค่ามีค่า ความสำเร็จ และการเป็นที่ชื่นชมตลอดชีวิตเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น และเป็นอย่างที่เป็น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำไมต้องพยายามอย่างมากเพื่อทำให้กรอบความคิดเติบโตเบ่งบานในสถานที่ที่กรอบความคิดจำกัดได้หยั่งรากลึก
· เมื่อคนเราละทิ้งความคิดแบ่งแยก ดี-เลว หรือ แข็งแกร่ง-อ่อนแอ ที่เติบโตจากกรอบความคิดจำกัด จะทำให้สามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้นถึงวิธีการที่มีประโยชน์ ซึ่งช่วยเรื่องการควบคุมตัวเอง ความผิดพลาดทุกครั้งไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในกรอบความคิดเติบโตที่เป็นเครื่องเตือนถึงความเป็นมนุษย์ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์และบอกว่าต้องทำอย่างไรเพื่อจะดีขึ้นในครั้งต่อไป
· การเปลี่ยนแปลงกรอบความคิด เป็นเรื่องเกี่ยวกับการมองเห็นสิ่งต่างๆในวิถีทางใหม่ เมื่อเปลี่ยนแปลงสู่กรอบความคิดเติบโต ก็จะเปลี่ยนจากกรอบแห่งการตัดสินและถูกตัดสิน ไปสู่กรอบแห่งการเรียนรู้ และช่วยเหลือให้ผู้อื่นเรียนรู้ ซึ่งต้องอาศัยเวลา ความพยายาม และความร่วมมือระหว่างกันเป็นอย่างมาก ซึ่งทุกๆวัน มีโอกาสเข้ามาให้เราต้องมองหาอยู่เสมอ ขอให้ถามตนเองว่า
- โอกาสในการเรียนรู้ และการเติบโต ในวันนี้คืออะไร? สำหรับตัวเรา หรือคนรอบข้าง?
- จะลงมือทำตามแผนการเมื่อไร? ที่ไหน? อย่างไร? เพื่อให้คิดถึงหนทางที่เป็นจริงและเห็นผล
- จะทำแผนการใหม่เมื่อใด? ที่ไหน? อย่างไร? เมื่อพบอุปสรรค และความล้มเหลว
- ต้องอะไรต่อไปเพื่อรักษาและเติบโตต่อไป เมื่อพบควาสำเร็จ
ความเห็นเพิ่มเติม
1. พนักงานรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่มักจะมีระบบการทำงานที่เป็นลักษณะ Line of Command พนักงาน กฟผ.ส่วนใหญ่เติบโตด้วยระบบ Seniority รวมทั้งมีกฎระเบียบมากมายที่ถูกบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม การทำงานอยู่ในสิ่งแวดล้อมดังกล่าว จึงไม่ค่อยสนับสนุนให้พนักงานมี Growth Mindset เพราะกลัวว่าความคิดเห็นและการกระทำที่แตกต่างอาจไม่เป็นที่ยอมรับ
2. การสร้างวัฒนธรรมองค์กร ที่เปิดโอกาสในการให้ทุกระดับมีส่วนร่วม และการรับฟังความคิดเห็น อย่างเปิดกว้าง รวมทั้งการ Deploy อำนาจในการตัดสินใจ อาจช่วยพัฒนาให้พนักงานมี Growth Mindset ได้มากขึ้น
3. ผู้บริหารควรทำตัวเป็น Role Model ในเรื่องดังกล่าว และมีระบบ Reward ที่สนับสนุนผู้ที่เป็น Growth Mindset โดยควรมีการกำหนดเกณฑ์พิจารณาที่ชัดเจน จับต้องได้
4. ส่งเสริมเรื่อง ความคิดสร้างสรรค์ และ Innovation ในองค์กร โดยกำหนดเป็นหัวข้อหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กร
5. เน้นการทำงานบนหลักการและการใช้ Fact ไม่ใช่ Opinion
6. สร้างวัฒนธรรมการยกย่องชมเชยโดยเน้นกระบวนการทำงาน วิธีการและการใช้ความพยายาม
เน้นการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์
กลุ่ม 6 EADP รุ่น 9
นาย
แสงเงิน
สระวาสี
นาย
อติชาติ
โซวจินดา
นาย
อภิชาต
ทรงเจริญ
นาย
อรรณพ
ภมะราภา
นาย
อรรถพร
ชูโต
นาย
เอกรัฐ
สมินทรปัญญา
กิจกรรม
CSR
สิ่งที่ได้เรียนรู้สู่การวางแผนงาน
กฟผ. กับชุมชนในอนาคต จากการฟังบรรยายและศึกษาดูงาน นวัตกรรมและ Networking
Capital เราจะปรับใช้กับองค์กรของเราอย่างไร ผมมีความเห็นว่า
- เราต้องเข้าถึงจิตใจของชุมชนโดยการไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน ข้อมูลต้องมีทั้ง 2 ด้านคือ ผลดี
ผลเสียโดยไม่มีวาระซ่อนเร้น
- เราต้องให้ชุมชนอยู่ได้ด้วยตัวเองสร้างเศรษฐกิจพอเพียงในการขับเคลื่อนสู่ความเข้มแข็ง
งบประมาณที่เราให้ไม่ใช่ตัวหลัก เป็นเพียงเครื่องมือตัวหนึ่งในหลายๆปัจจัย
-เราต้องทำงานกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่องไม่ใช่หวังผลเรื่องประชาสัมพันธ์อย่างเดียว
ต้องแก้ไขในเรื่องที่เป็นปัญหาของชุมชนอย่างจริงจัง สิ่งใดนอกเหนือความรับผิดชอบ
เราก็ต้องประสานงานและแจ้งให้ชุมชนทราบทุกๆระยะด้วย
-การเรียนรู้ไม่มีการหยุดนิ่งต้องให้องค์ความรู้ต่างๆกับชุมชน โดยใช้สิ่งเหลือใช้ต่างๆ มาทำให้เกิดประโยชน์
นายภัทรกฤช เตชะศิกานต์
ประมวลสิ่งที่ได้เรียนรู้สู่การวางแผนงาน กฟผ. กับชุมชนในอนาคตและ NetWorking Capital
โดย คุณศิริภา ชูจันทร์
ช่วงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2556 ณ.ชุมขนหนองทรายต.หนองสาหร่ายอ.พนมทวน จ. กาญจนบุรีและการเสวนา NetWorking Capital กับการพัฒนาเพื่อประชาชนที่เขื่อนท่าทุ่งนา และ เรียนรู้เกี่ยวกับวัดกับการพัฒนา และบทบาทต่อการพัฒนาชุมชน หลักธรรมของผู้นำ ผู้นำ กฟผ. กับการสร้างทุนทางเครือข่ายเพื่อพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง ที่วัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (Tiger Temple)
กฟผ. ควรที่จะต้องมีการวางแผนขั้นตอนการดำเนินการกับชุมชน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยอาศัยหลักเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการพัฒนาชุมชนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า ต้อง 1. เข้าใจชุมชน 2. เข้าถึงชุมชน และ 3. พัฒนาชุมชนที่ไม่กระทบต่อบริบทของชุมชนนั้นๆ รวมทั้งใช้หลักทฤษฎี 2 R's Reality และ Relevance ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ สรุปได้ ดังนี้
1. กฟผ. ต้องเข้าใจถึงจิตใจสังคมวัฒนธรรมของชุมชนโดยใช้ 3หลักการคือ
1.1 รู้จักคนหมายถึงรู้จักนิสัยใจคอของคนในชุมชน
1.2 รู้จักผู้นำหมายถึงรู้ว่าในชุมชนนั้นๆมีใครเป็นผู้นำผู้ที่บุคคลทั่วไปนับถือหรือเป็นผู้นำจิต วิญญาณ
1.3 รู้จักชุมชนหมายถึงต้องรู้ภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ประเพณีวัฒนธรรมเช่นสภาพภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อม ความเป็นมาของชุมชนหรือสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชน
2. กฟผ. ต้องเข้าไปในชุมชนก่อนหน่วยงานอื่นๆเช่น NGO โดยกฟผ. ต้องมีการวางแผนเข้าไปพัฒนาและทำกิจกรรมในชุมชนล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 ปีก่อนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหรือเขื่อนเพื่อทำความเข้าใจและสร้างความผูกพันกับชุมชนรวมทั้งต้องให้ข้อมูลที่เป็นจริงทั้งผลดีผลเสีย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยไม่มีอะไรซ่อนเร้นและมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนอย่างเป็นธรรมชาติ
3. กฟผ. ต้องเข้าใจและแบ่งกลุ่มประเภทของชุมชนและต้องใช้วิธีการที่แตกต่างกันตามความเหมาะสมกับประเภทของชุมชน
4. กฟผ. ต้องสร้างภาคีเครือข่ายชุมชน (NetWorking Capital) ให้เข้มแข็งในการดำเนินการภาระกิจของ กฟผ. และควรมีส่วนร่วมในกระบวนการแผนแม่บทชุมชน
5. กฟผ. ต้องให้ชุมชนอยู่ได้ด้วยตัวเองสร้างเศรษฐกิจพอเพียงในการขับเคลื่อนสู่ความเข้มแข็งมีความรู้ กฟผ. ควรเป็นผู้ให้ความรู้เป็นคลังสมองให้ชุมชน โดยชุมชนต้องมีส่วนร่วมคิดร่วมทำ และ กฟผ. ควรเป็นผู้รับองค์ความรู้จากชุมชนมาประยุกต์ใช้งานเพื่อให้กฟผ. และชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
6. กฟผ. ต้องทำกิจกรรมร่วมกันกับชุมชนอย่างจริงใจและอย่างต่อเนื่องไม่ใช่หวังผลเรื่องประชาสัมพันธ์ CSR เท่านั้นต้องแก้ไขในเรื่องที่เป็นปัญหาของชุมชนอย่างจริงจังสิ่งใดนอกเหนือจากความรับผิดชอบ กฟผ. ควรประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและแจ้งความก้าวหน้าให้ชุมชนทราบเป็นระยะๆ
7. กฟผ. ต้องมีการติดตาม ประเมินผลโครงการหรือแผนงานที่ร่วมกันคิดร่วมกันทำอย่างต่อเนื่องหากมีปัญหาต้องร่วมกันแก้ไขแก้ให้ตรงจุดตรงประเด็น เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน
8. ในการพัฒนาพลังงานของประเทศให้อยู่ร่วมกับชุมชนได้ กฟผ. ควรใช้ทฤษฎี 8K’s + 5K’s และทฤษฎี C & E และ HRDS ในการพัฒนาบุคคลากรซึ่งเป็นต้นทุนมนุษย์ของกฟผ. และเพื่อการเข้าถึงและการยอมรับจากชุมชนและสังคมอย่างอบอุ่นและเต็มใจ
หนังสือ “8 K’s + 5 K’s ทุนมนุษย์ของคนไทยรองรับประชาคมอาเซียน”
หนังสือ ทฤษฎีพื้นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพมนุษย์ (8 K’s) ประกอบด้วย
1. K1 Human Capital ทุนมนุษย์
2. K2 Intellectual Capital ทุนทางปัญญา
3. K3 Ethic Capital ทุนทางคุณธรรมและจริยธรรม
4. K4 Happiness Capital ทุนแห่งความสุข
5. K5 Social Capital-Networking ทุนทางสังคม
6. K6 Sustainable Capital ทุนแห่งความยั่งยืน
7. K7 Digital Capital ทุนทางเทคโนโลยี
8. K8 Talented Capital ทุนอัจฉริยะ
และทฤษฎีต่อยอดสร้างคุณภาพทุนมนุษย์ (5 K’s) ประกอบด้วย
1. Creative Capital ทุนทางความคิดสนับสนุน
2. Knowledge Capital ทุนทางความรู้
3. Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม
4. Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม
5. Emotional Capital ทุนทางอารมณ์
จากการอ่านหนังสือ“8 K’s + 5 K’s ทุนมนุษย์ของคนไทยรองรับประชาคมอาเซียน” โดยเป็นทฤษฎีจากท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ ด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human resource) ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งใน และต่างประเทศ จากผู้ที่มีชื่อเสียง หน่วยงาน และ บริษัท ที่น่าเชื่อถือ และประสบความสำเร็จในการนำไปใช้ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ทฤษฎีดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่า และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ดังนั้น กฟผ. เป็นหน่วยงานที่ต้องมีการเตรียมการ เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะมีทั้งโอกาส และความเสี่ยง ที่จะมากระทบต่อหน่วยงาน
กฟผ. เป็นหน่วยงานที่มีลักษณะงานหลากหลาย ซึ่งครอบคลุม งานทางด้านพลังงานไฟฟ้า และมีความเชียวชาญในเทคนิคงานด้านพลังงานไฟฟ้า เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศ และประเทศต่างๆ ในอาเซียน กฟผ. มีธุรกิจพลังงานทั้งใน และต่างประเทศ เช่น ธุรกิจเดินเครื่อง และบำรุงรักษา และ EGAT International Company Limited (EGATi) เป็นต้น และมีสายสัมพันธ์ (Networking) ที่ดีกับประเทศในแถบอาเซียน และเอเชีย เช่น กรณีตัวอย่างการช่วยเหลือด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศญี่ปุ่น และประเทศเมียนมาร์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างข้อได้เปรียบในการแข่งขันบนเวที ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC)
จะเห็นได้ว่า กฟผ. มีความพร้อมของบุคลากรทางด้านความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ดังนั้นหาก กฟผ. มีการเตรียมพร้อมทางด้านบุคลากรด้านอื่นๆ เพิ่มเติม จะช่วยให้ กฟผ. เป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมในการรับมือกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (EC) ได้ดี แม้ว่า กฟผ. มีการพัฒนาบุคลากรในหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่ดำเนินการอยู่แล้วหลายเรื่อง สอดคล้องกับวิธีการ 8 K’s + 5 K’s เช่น กิจกรรมพัฒนาจิต ชมรมพุทธศาสน์ กฟผ. และโครงการจิตอาสาในงาน CSR (Corporate Social Responsibility เป็นต้น ซึ่งผมมีความเห็นว่าควรนำเอาทฤษฎี 8 K’s + 5 K’s มาประยุกต์ใช้ ในการพัฒนาบุคลากรในหน่วยงาน จะเป็นการช่วยในการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เป็นสิ่งที่ ไม่น่าจะเป็นเรื่องซับซ้อน หรือทำได้ยาก เช่น
· ผู้บริหารทุกระดับ โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูง มีส่วนร่วม
· การตั้งเป้าหมาย และกลยุทธ์ ที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง
· ให้มีการศึกษาลักษณะงานข้ามสายงาน จะทำให้บุคลากรในหน่วยงานมีความรู้ ความเข้าใจข้ามสายงาน และรอบรู้ในงานที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการต่อยอดทางความคิดที่สร้างสรรค์ (Creative thinking) และเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ (Innovation) ที่เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น
· ให้มีการตั้งเป้าหมายทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ความสำเร็จ ซึ่งการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายสามารถทำได้ในระยะต่างๆ ที่ได้กำหนดไว้
· จ้าง (Outsourcing) ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้รู้ ในการพัฒนาบุคลากรเพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าการดำเนินงานเป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง ตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้
· ให้บุคลากรในหน่วยงานมีส่วนร่วมในการพัฒนา
· มีวิธีการในการคัดเลือกบุคลากรใหม่เข้าทำงานที่มีพื้นฐานที่เก่ง และเป็นคนดี
· เรียนรู้วัฒนธรรม เรียนรู้ภาษาอังกฤษ และภาษาของแต่ละประเทศ ในภูมิภาคอาเซียน
· มอบหมายให้มีหน่วยงานเพื่อรับผิดชอบในการดำเนินงานพัฒนาบุคลากร เช่น ฝ่ายพัฒนาบุคลากร
· มีเป้าหมาย และดำเนินการเพื่อให้บุคลากร เป็นคนเก่ง และคนดี
ผมมีความเชื่อว่าท่านอาจารย์ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ มีความยินดีในการให้ข้อแนะนำ สนับสนุน และช่วยเหลือในการนำเอาวิธีการ 8 K’s + 5 K’s สามารถนำประยุกต์ใช้ มาใช้เพื่อพัฒนาบุคลากรในหน่วยงาน กฟผ. เพื่อรองรับ AEC และสิ่งสำคัญอีกประการก็คือ หน่วยงาน กฟผ. ควรเริ่มต้นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของหน่วยงาน ในแนวทางที่ถูกต้อง นับแต่บัดนี้
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากกิจกรรม CSR & กิจกรรมรักษ์กาย – รักษ์ใจ ที่ จ.กาญจนบุรี
กิจกรรม CSR (1)ณ ชุมชนหนองทราย ต.หนองสาหร่าย อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี
ได้เรียนรู้ :
-การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน คือ ต้องทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้
-การให้ที่มีค่าและมีประโยชน์ คือ การให้ความรู้
-ถ้าต้องการ “ใจ” จากชุมชน ก็ต้องให้ “ใจ” กับชุมชนก่อน ด้วยการให้ข้อมูลจริงและรอบด้าน
-การให้ข้อมูลต้องเป็นรูปแบบที่เข้าใจง่าย ไม่ต้องมีข้อมูลทางเทคนิคมาก
ใช้กับ กฟผ. : ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาชุมชนรอบๆโครงการของ กฟผ.
Panel Discussion -Networking Capital กับการพัฒนาเพื่อประชาชน
ได้เรียนรู้ :
-จากนโยบายประชานิยม ที่ให้ประชาชนมากจนเกินไป ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านเคยชินกับการเป็นผู้รับจนขาดความเชื่อมั่นว่าจะช่วยเหลือตนเองได้ ดังนั้นการพัฒนาชุมชนจะต้องฟื้นความเชื่อมั่น ให้ชุมชนเชื่อว่าสามารถพึ่งพาตนเองได้
-ถ้า กฟผ. ต้องการลดการต่อต้านของชุมชน กฟผ.จะต้องดำเนินการให้ฉับไว ชิงชุมชนให้ได้ก่อน NGO
-ชนะใจชุมชนได้ด้วยความจริงใจ ดำเนินการทุกอย่างด้วยพื้นฐานของ win-win situation
ใช้กับ กฟผ. :
-เมื่อดำริโครงการใดๆ ต้องทำงาน CSR กับชุมชนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่โครงการไปพร้อมๆกัน ด้วยวิธีการที่เป็น win-win situation
-ให้ความช่วยเหลือที่ชุมชนสามารถต่อยอดไปเป็นการพึ่งพาตนเองได้
HR for Non HR และการปรับใช้กับงาน CSR ของ กฟผ.
ได้เรียนรู้ :ถึงแม้จะเป็น Non HR แต่ต้องทำงาน HR กับบุคล/กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วย
ใช้กับ กฟผ. : มีนโยบาย กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ของ กฟผ. และมี action plan ที่เป็นรูปธรรมในหน่วยงานระดับฝ่าย ในเรื่อง CSR in process กับ stakeholder ของหน่วยงาน
กิจกรรม CSR & กิจกรรมรักษ์กาย – รักษ์ใจ ที่ วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน (Tiger Temple)
ได้เรียนรู้ :
- เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
- เสือเป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ทางวัดมีการจัดการดูแลอย่างเป็นระบบ
- มีชาวต่างประเทศมาเพื่อดูเสือมาก
ใช้กับ กฟผ. :เป็นผู้สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือวัดในประเด็นการรักษาพันธ์เสือ โดยเป็น sponsor ให้วัดตั้งเป็นศูนย์รักษาพันธ์เสือ เป็นงาน CSR ในภาพของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (ดีกว่าเป็น sponsor ในกีฬายกน้ำหนัก)
บทเรียนที่เรียนรู้จากการศึกษาดูงาน
ฟังการอภิปราย ฟังการบรรยายและเข้าวัด (27 ก.พ.-1 มี.ค.2556) ณ
ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตำบลหนองสาหร่าย, เขื่อนท่าทุ่งนา
และวัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
1) ได้เห็นความสำเร็จของชาวบ้านตำบลหนองสาหร่ายที่นำทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียงของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปสู่การปฎิบัติอย่างจริงจัง
ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความสุขแบบพอเพียง
เหมาะกับการศึกษาเพื่อนำไปพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าของ
กฟผ.ซึ่งจะทำให้ชุมชนเข้าใจบทบาทและภารกิจของ กฟผ.มากยิ่งขึ้น
2) ได้รับทราบมุมมองของภาคส่วนต่างๆ
ที่ให้การสนับสนุนชุมชนว่ามีแนวนโยบายอย่างไร
มีเงื่อนไขข้อจำกัดใดในการให้การสนับสนุน
มีปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขอย่างในการลงพื้นที่ให้ความช่วยสนับสนุนชุมชนเป้าหมายที่หน่วยงานต้องการเข้าช่วยเหลือก่อนและหลังตามกำลังความสามารถของแต่ละหน่วยงาน
3) ได้รับทราบ บทบาทของ CEO HR และ Non-HR
ว่าควรจะมีบทบาทอย่างไรในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จ
ได้รับทราบจุดอ่อนและจุดแข็ง
ตัวอย่างของนโยบายที่ทำแล้วประสบความสำเร็จและประสบความล้มเหลวและทราบถึงทิศทางการพัฒนา
ทุนมนุษย์ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่องค์กรจะต้องมองประโยชน์ที่จะได้รับในวันหน้า
4) ได้ฟังการเทศนาธรรมที่สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตจริงและสามารถนำแนวทางการบริหารจัดการวัดให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและสามารถมีส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนซึ่งนำมาประยุกต์ใช้กับงาน
CSR IN PROCESS ของ กฟผ.ได้เป็นอย่างดี
---------------------------------------------------------------------
ประมวลสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการร่วมกิจกรรม CSR & กิจกรรมรักษ์กาย-รักษ์ใจ 27 ก.พ.- 1 มี.ค. ณ ชุมชนหนองทราย – เขื่อนท่าทุ่งนา – วัดป่าหลวงตาบัว
โดย อภิชาต ทรงเจริญ
กิจกรรม CSR (1)ณ ชุมชนหนองทราย ต.หนองสาหร่าย อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี
ได้เรียนรู้ :
· การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน คือ ต้องทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ เน้นการให้ชุมชนมีส่วนร่วมสนับสนุนให้ชุมชนได้พัฒนาคุณภาพชีวิต แบบพึ่งพาตนเอง ด้วยการให้องค์ความรู้ และข้อมูลที่ตรงไปตรงมา มีการสื่อสารที่เหมาะสมกับแต่ละชุมชน
กฟผ. : กฟผ.ต้องสร้างจิตสำนึกให้แก่พนักงานทุกคนว่าการทำ CSR ไม่ได้หมายความเพียงแค่การไปพัฒนาชุมชนเท่านั้น แต่ ในการทำธุรกิจ หรือแม้แต่การบริหารจัดการภายในหรืออะไรที่ต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก ต้องคำนึงถึงหลักการที่ถูกต้อง รวมถึงการประสานประโยชน์ การรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง และคำนึงถึงสังคมโดยอาจเริ่มจากสังคมรอบๆ กฟผ. ก่อน
HR for Non HR
- การเรียนรู้เพื่อปรับใช้กับ กฟผ. : บทบาทของ HR ใน กฟผ. ต้องต้องเป็น Partner กับธุรกิจ โดยต้องกำหนด Policy , Tools และกลไกต่างๆในการบริหารด้าน HR ให้กับ Line แต่ในการบริหารคนนั้น ต้องส่งเสริมและพัฒนาให้ Line เป็น HR Manager โดยHR เป็นผู้ Support
- ต้อง Implement ระบบระบบต่างๆที่มีอยู่อย่างจริงจัง เข้าใจว่า กฟผ.มีระบบ HR ที่บริษัทชั้นนำทั่วไปมี ดังนั้นควรต้อง Implement ระบบบนหลักการจริงๆ โดยสร้างความเข้าใจให้กับ Line และมีการ Monitor อย่างมีประสิทธิภาพ
กิจกรรม CSR & กิจกรรมรักษ์กาย – รักษ์ใจ ที่ วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน (Tiger Temple)
ได้เรียนรู้ : พระอาจารย์ภูสิต (จันทร์) ขันติธโร เจ้าอาวาส: ท่านกรุณาให้ข้อคิดธรรมะดีๆ เพื่อสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งชีวิตประจำวัน และงานได้ดังนี้
- การทำงานร่วมกับคนอื่น ต้องรู้และศึกษาพื้นเพของคนไทยก่อนว่าเป็นอย่างไร ธรรมชาติของคนไทย คือ เกลียดพม่า เขมร เอาเปรียบลาว อยู่กับจีน และยกย่องฝรั่ง
- พุทธศาสนาก็มีการพัฒนามาเรื่อยๆ แต่ละยุคสมัยก็มีการพัฒนาในรูปแบบต่างๆที่ต่างกันไป อย่างใน
ปัจจุบันนี้ โลกก็เปลี่ยนไปการสื่อสาระหว่างกันง่ายขึ้นเพราะระบบไอที
- เราต้องทันกับโลก และต้องทันสมัยอยู่เสมอ ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ และพัฒนาให้อยู่รอด
- ความชั่วและความดีเป็นของคู่กัน แต่มันขึ้นอยู่ที่ตัวเราเองทั้งหมดว่าเราเองจะรับพลังอะไรเข้ามา
ใช้กับ กฟผ. :สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือวัดในประเด็นการรักษาพันธ์เสือ เพื่อส่งเสริม CSR ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนำมา Apply กับชุมชนอื่นตามความเหมาะสม