เมื่อวานนี้ (7 ต.ค. 48) ช่วงบ่าย ได้มีโอกาสพบกับนักพัฒนาฯ 2 คน ณ ห้องทำงานของผม ซึ่งเป็นพยาบาล ประจำโรงพยาบาลชุมชน รับผิดชอบงานผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นคนที่มีแนวคิดเรื่องการวิจัยในงานประจำ สืบเนื่องมาจากการพบกันเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 48 ที่ผ่านมา ผมไปเป็นวิทยากรกระบวนการ “ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิคนพิการ” ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ นักพัฒนาทั้ง 2 คนได้นำโครงร่างวิจัยมาให้ผมดู เพื่อขอความเห็น และผมได้นัดไว้ที่ สำนักงานฯ ด้วยเห็นว่าเขาจะเข้ามาธุระอยู่แล้ว
 ประเด็นเรื่องที่เขาสนใจและได้ตั้งชื่อเรื่องไว้คือ “การศึกษารูปแบบโครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและพัฒนาเป็นชมรมส่งเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วม อำเภอA จังหวัดZ” วัตถุประสงค์ที่เขียนมาคือ “เพื่อหาประสิทธิผลของรูปแบบโครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและพัฒนาเป็นชมรมส่งเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมอำเภอA จังหวัดB ต่อความรู้ การรับรู้ การเปลี่ยนแปลงด้านสรีระ จิตใจและพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ โดยเปรียบเทียบผลการดำเนินโครงการระหว่างชมรมผู้สูงอายุ อำเภอA ซึ่งเป็นกลุ่มทดลองกับชมรมผู้สูงอายุ อำเภอB และชมรมผู้สูงอายุอำเภอC จังหวัดZ ซึ่งเป็นกลุ่มควบคุม” และกรอบแนวคิดที่เขียนมาคือ “ขั้นตอนโครงการส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาเป็นผู้สูงอายุส่งเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วม -- > ผู้สูงอายุเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความคิดและพฤติกรรม  -- > ชมรมส่งเสริมสุขภาพ” รายละเอียดอื่นที่เขียนมาก็มีเช่น สมมติฐาน ข้อตกลงเบื้องต้น ขอบเขตการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย (เน้นไปที่กระบวนการ เช่น การทำ OD ผู้สูงอายุ การจัดทำจุลสารฯ) และประโยชน์ที่จะได้รับ
     ผมมีเวลาที่จะได้อ่านเอกสารล่วงหน้าก่อนพบเจอกันเมื่อวาน 2 วัน สิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือความมุ่งมั่นที่จะ “ทำวิจัยในงานประจำอย่างชัดเจน” แม้ว่าจากการเขียนยังไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอะไรคือคำถามวิจัยกันแน่ และหนทางใดที่จะนำไปสู่การตอบคำถามวิจัย (หากแปลความเอาจากวัตถุประสงค์การวิจัยที่เขียนมา) ลักษณะอย่างนี้จะมีให้ผมเห็นอยู่บ่อย ๆ ซึ่งสิ่งที่จะทำให้ทราบความจริงว่าเขาต้องการอะไรกันแน่คือการชวนคุยให้เป็นธรรมชาติ (ก่อนคุยก็เติมเชื้อเพลิงเพื่อต้ม Empower ให้เขาก่อน)
     เมื่อเขาเริ่มเล่าให้ผมฟังก็พบว่าโจทย์นี้เป็นโจทย์ที่เกิดจากการพูดคุยกันกับแกนนำของกลุ่มผู้สูงอายุ ที่สนใจในประเด็นปัญหาว่า “การรวมตัวกันของกลุ่มไม่ค่อยแน่นแฟ้น” “ผู้สูงอายุไม่ค่อยได้ดูแลตัวเอง หรือช่วยกันดูแลซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม อย่างที่ควรจะเป็น” ผมก็ยังย้ำไปว่าปัญหานี้เกิดมาจากเราได้ไปชี้นำเขาหรือไม่ หรือเขาตระหนักต่อปัญหาขึ้นมาเอง นักพัฒนาฯ 2 คนยืนยันว่าเป็นสิ่งที่แกนนำฯ ประมาณ 25 คน ได้พูดคุยจนได้ข้อสรุปและนำมาเสนอเขาไว้ ส่วนการใส่วีธีการลงไปนั้น เขาเป็นคนใส่เอง โดยได้ทบทวนจากวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง (หากตามผมมาถึงตรงนี้ท่านเริ่มเห็นการกระตุกข้ามอะไรบางอย่างแล้วใช่ไหมครับ) โดยสรุปจากที่ได้พูดคุยกันนั้นจะเห็นว่านักพัฒนาฯ ตัดสินใจเองไปแล้วว่ากระบวนการที่จะใส่ลงไปนั้น น่าจะทำให้ “การรวมตัวกันของกลุ่มผู้สูงอายุแน่นแฟ้นขึ้นได้” “ผู้สูงอายุจะสามารถดูแลตัวเอง หรือช่วยกันดูแลซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม อย่างที่ควรจะเป็นได้” จากนั้นนักพัฒนาจึงจะทำการประเมินประสิทธิผล และจะเปรียบเทียบกับอำเภออื่น ๆ นั่นหมายถึงนักพัฒนาฯ จะใช้กระบวนการที่ได้ตัดสินใจเลือกนี้เป็น Intervention และยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อ นักพัฒนาฯ ยืนยันว่าแบบของการวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง

     ผมจึงแนะนำให้ลองช่วยกันกับผมทบทวนเรื่องการวิจัยแบบกึ่งทดลองดู ว่ามีข้อเด่นและข้อจำกัดเรื่องอะไรบ้าง โดยลองเอาหลักการ MAX MIN CON มาจับ นักพัฒนาฯ ก็เริ่มเข้าใจครับว่าการออกแบบตามที่เขาตั้งใจไว้พบกับจุดอ่อนมากมายเสียแล้ว “ถ้างั้นจะวิจัยไปด้วย และพัฒนาไปด้วยโดยให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมให้มากที่สุดได้อย่างไรดี” นี่เป็นคำถามจากนัพัฒนาฯ ที่ทำให้ผมจบประเด็นการพูดคุยของวันนี้ลงได้อย่างสวยงามมาก ด้วยผมบอกว่าลองพูดใหม่คำที่พูดตะกี้นั้นแหละ และนั่นควรจะเป็นแบบของการวิจัยที่เหมาะสมสำหรับคำถามวิจัยนี้มากที่สุดครับ “วิจัยและพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเอง”
     ผมตั้งโจทย์ให้เขาลองทบทวนใหม่ว่า “จะตกผลึกความต้องการที่แท้จริงของผู้สูงอายุ ที่จะแก้ปัญหาของเขาเองได้อย่างไรดี” ก็เลยได้ข้อสรุปและนัดหมายกับผมว่าวันที่ 9 พ.ย. 48 นี้ ช่วงบ่าย แกนนำนัดที่จะพบกันอยู่แล้ว ขอให้ผมได้ไปพบและนำเสวนาในเบื้องต้นให้ เพื่อพัฒนาโจทย์วิจัยนี้อีกครั้ง ผมจึงคาดหวังไว้เป็นอย่างยิ่งว่าจากศักยภาพและความมุ่งมั่นแล้ว ขอให้เขาเห็นวิธีการสักครั้ง เขาน่าจะทำเองได้หลังจากนี้ และระบบสาธารณสุขของเราก็น่าจะได้นักวิจัยและพัฒนาฯ ที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยก็ 2 คน หวังไว้จริง