26 กันยายน 2549

 

ในเบื้องต้น คิดว่าจะไม่บันทึก เรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับการยึดอำนาจ ของ คปค. ในวันที่ 19 กันยายน 2549 นอกเหนือ จากบทบันทึกถึงสายฝนที่ตกลงมา ในเย็นวันนั้น

 

แต่เนื่องจาก บรรยากาศและการรับรู้ ในสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย ได้สะท้อนผ่านคำตอบเชิงนโยบาย ของคลังแห่งองค์ความรู้แห่งนี้ ในฐานะที่เป็นสมาชิก ให้เกียรติและชื่นชมบรรยากาศของชุมชน ที่หาความรู้ แลกเปลี่ยนบอกเล่า ทั้งเทคนิควิธีการ ในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย เพื่อให้ได้องค์ความรู้ และพัฒนา องค์ความรู้เหล่านั้น ไปสู่การถ่ายทอดแลกเปลี่ยน เชื่อมโยงให้สังคมไทย เป็นสังคมองค์ความรู้

 

ในด้านหนึ่งของบรรยากาศที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นความงดงามที่น่าชื่นชม แต่หลังจากเกิดข้อเขียน ที่แสดงความหนักใจ ในเชิงการบริหารจัดการฐานองค์ความรู้แห่งนี้ ด้วยน้ำเสียงและความเข้าใจโดยส่วนตัวของผม

 

ผมพบว่า องค์ประกอบในข้อเขียนตัวอย่าง ในเชิงการแสดงความคิดเห็น ต่อการปฏิวัติ รัฐประหาร ปฏิรูป หรือเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหาร ของประเทศไทย ที่เป็นอยู่ในขณะนี้นั้น ได้รับการตอบสนองในทิศทางที่ไม่นำไปสู่ การค้นหาองค์ความรู้แต่อย่างใด โดยสถานการณ์และคำตอบ ภายในตัวตั้งของข้อเขียนต้นแบบ ต้องขอเรียนว่า ผมไม่ได้มีอคติ หรือมีความต้องการที่จะวิพากษ์ในเชิงตัวบุคคล หรือวิพากษ์ข้อเขียน ในเชิงทวิลักษณ์ ที่ว่า หากไม่ผิด ก็ ถูก หรือหากไม่ ขาว ก็ต้อง ดำ

 

แต่เพราะผมเห็นว่า องค์ประกอบของข้อเขียนนี้ คือการสร้างปัญหา สร้างความหวาดกลัว กับการไม่ตั้งคำถาม ต่อสิ่งที่เห็น หรือเห็นก็ไม่ถามในสิ่งที่รับรู้ อันเป็นผลโดยตรง ต่อกระบวนการถามหาเหตุแห่งปัญหา หรือการค้นหาว่าปัจจัยใด ส่งผลโดยตรง ต่อภาวะความเบื่อหน่ายของสังคมไทย สังคมที่พร้อมจะร่วมวิจารณ์ แต่ไม่ถกเถียง ร่วมที่จะมีคำนินทา และข่าวลือ ในขณะที่ไม่พร้อมจะกลั่นกรองข่าวสาร จนกระทั่งเกิดปัญหามากมาย ที่ประสบขึ้นในสังคมไทย

 

ภายใต้ภาวะกดดันทางการเมือง ก่อนที่อดีตรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จะถูกความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคมไทย และประชาชนไทย จำนวนไม่น้อย เบื่อหน่ายและหวาดกลัวกับความคิดเห็นที่แตกต่าง จนก่อให้เกิดกระแส ที่ว่า หากไม่ออกไป ก็ต้องสนับสนุน

 

ซึ่งผมเห็นว่า แนวคิดดังกล่าว ขัดขวางการค้นหาองค์ความรู้ และการสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับสังคมไทย เพราะสิ่งที่ต้องตระหนัก ก็คือ ไม่มีองค์ความรู้ชุดใดในโลก ที่จะเป็นองค์ความรู้ แบบสมบูรณ์แบบ เป็นมาตรฐาน หรือกระบวนทัศน์เดียว ที่จะสื่อสารออกไปให้กับผู้คนเรียนรู้และปฏิบัติตาม

 

องค์ความรู้ เป็นเรื่องของความหลากหลาย ที่ควรอยู่ในกรอบของการแลกเปลี่ยน ถกเถียง เรียนรู้ และตั้งคำถาม ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้น ล้วนอยู่ภายใต้ของการเก็บกด ปิดกั้น และตัดทอน เรื่องอันซับซ้อนหลากหลาย ให้กลายเป็นมุมมองเพียงแคบๆ

 

ผมว่าจริยธรรมทางวิชาการ คือ สิ่งที่ต้องก้าวเดินไป ควบคู่กับความกล้าหาญทางวิชาการ เช่นเดียวกัน ในสังคมองค์ความรู้ ความรู้ไม่ใช่ปัญหาในเรื่องของความขาดแคลน การไม่มีความรู้ หรือการมีความรู้เพียงน้อยนิด แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจ เพื่อคัดกรอง กลั่นกรอง แลกเปลี่ยน สื่อสาร เรียนรู้ และจัดการกับองค์ความรู้อันมหาศาล ที่ถาโถมกันเข้ามา

 

ในท่ามกลางความหวาดกลัว แบบผู้คนทั่วไป ผู้คนที่อยู่ในแวดวงขององค์ความรู้ ต้องกล้าหาญในทางวิชาการ และกล้าหาญในองค์ความรู้ ที่เชื่อมั่น ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น และสังคม มากกว่าความหวาดกลัว เพียงเพราะอำนาจ

 

ผมคิดว่า สังคมองค์ความรู้ จะแข็งแกร่งได้ ด้วยความเชื่อมั่นของนักวิชาการและผู้ที่เชื่อมั่นในความดีงามของสังคม ที่รับฟังผู้อื่น และไม่ให้ผู้อื่น ถูกหลอกล่อและชวนเชื่อว่าจะมีองค์ความรู้เพียงชุดเดียว มีอัศวินม้าขาวเพียงหนึ่ง ที่จะนำเราไปสู่แสงสว่างแห่งพุทธิปัญญาได้