พระตลก (เช่น พระพยอม) มักไปไม่รอดในที่สุด
จากการที่พระพายัพ (น้องชาย ทักษิณ ชินวัตร) ได้บวชเป็นพระใหม่ พลัน ก็ได้รับการประทานฐานะเป็น “พระครูปลัดฯ” ข่าวตัดจาก ผจก.ออนไลน์ อ่านได้ดังนี้.......
พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ ประธานมูลนิธิวัดสวนแก้ว ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนี้ว่า การแต่งตั้งพระฐานานุกรม มีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ 2 ข้อ คือ 1. ต้องอุปสมบทมาหลายพรรษา และ 2.ต้องมีผลงานการสนับสนุนส่งเสริมพระพุทธศาสนา ซึ่งก่อนจะให้สัมภาษณ์ อาตมา เห็นข่าวว่า พระพายัพ มีผลงานในการสนับสนุนส่งเสริมพระพุทธศาสนาหลายประการ อาทิ การสร้างโบสถ์ ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง พระพายัพ ก็มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็น พระฐานานุกรม ได้
......เมื่อถามว่า แต่หลักการกำหนดให้พระที่จะได้รับการแต่งตั้ง เป็น พระฐานานุกรม ต้องบวชหลายพรรษา พระพยอม ระบุว่า “อาตมา เห็นว่า เราไม่ควรจะไปยึดเรื่องพรรษากันได้แล้ว เพราะพระบางรูปบวชมานานหลายพรรษา แต่ไม่เคยทำคุณงามความดี หรืออะไรที่เป็นประโยชน์แก่พระศาสนา ก็ไม่ควรเลื่อนตำแหน่งอะไรให้เลย”
(จบข่าว)
จากนี้ไปผมวิจารณ์....
โอย...พระพะยอมเอ๋ย ทำไมจึงพูดอะไรโง่ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มานานหลายปี แบบนี้สึกออกมาเล่นการเมืองสังกัดพรรคที่นิยมเลยดีกว่าไหม คนเขาจะได้วิจารณ์ได้เต็มปากโดยไม่ต้องเกรงใจผ้าเหลือง การที่ท่านอาศัยผ้าเหลือบวชเรียนมานาน ไต่เต้าระดับสังคมแบบทางลัด แล้วอ้างด้วยว่าไปอยู่กับท่านพุทธทาสภิกขุ ..มันไม่ได้อบรมบ่มวิญญาณท่านเลยหรือไร จึงมีอคติส่วนตน และเลือกข้าง ชี้นำมวลชนด้านการเมืองมาตลอด ....แค่นี้ก็ผิดวินัยพระหลายข้อแล้วนะท่าน
ผมจะชี้ให้เห็นว่าพระพยอมผิดอย่างไร (ให้เกียรติเรียกว่าพระด้วยนะเนี่ย)
๑. การอ้างว่าพรรษาที่บวชไม่ควรยึดได้แล้วนี้ เป็นเรื่องมุสาวาทามากที่สุด เพราะพระวินัยเองก็บัญญัติเรื่องพรรษาไว้มากหลายที่ เช่น พระบวชไม่ถึง ๕ ปี ห้ามเดินทางคนเดียว พระต้องกราบไหว้กันตามอาวุโส แม้แต่กฎชาวบ้านทั่วไปก็บัญญัติเรื่องอายุไว้มากหลาย เช่น คนเกิดไม่นานเกิน ๑๘ ปีห้ามลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ห้ามเป็นทหาร ไม่เกิน ๒๕ ปีห้ามเป็น สส. ไม่เกิน ๒๐ ปีห้ามเป็นพระ (เป็นได้แค่เณร) ....ดังนั้นการพูดเช่นนี้ของพระยอม (หากจริงดังข่าวแจ้ง) แสดงให้เห็นว่าบุคคลนี้เป็นโมฆะบุรุษไปแล้ว เพราะไม่รู้กาลเทศะอะไรเลย เอาอคติตนเองเข้าว่า
๒. การอ้าง (แบบเข้าข้าง) ว่า “ มีผลงานสนับสนุนส่งเสริมพระศาสนา” ด้วยการสร้างโบสถ์ นั้น พระยอมคิดตื้นๆว่า การสร้างโบสถ์คือการส่งเสริมพระศาสนาอย่างนั้นหรือ ช่วยกรุณาหาแหล่งอ้างอิงจากพระไตรปิฎกได้ไหม ...เท่าที่ศึกษามาแบบคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นพระ เห็นพระพุทธเจ้าทรงสอนแต่ให้ภิกษุไปจำในเรือนว่าง โคนไม้ ไม่เห็นมีให้ไปจำในพระอุโบสถแต่ประการใด ...ว่าไปแล้วผมเห็นว่าการสร้างพระอุโบสถนี่แหละ คือ การทำลายพระพุทธศาสนามากที่สุด เท่ากับว่า พระพายัพนั้น แม้เป็นคนรวย มีเงินมาก (มาจากไหนบ้างไม่ทราบ) น่าจะมีปัญญามาก แต่กลับเอาเงินนั้นไปช่วยทำลายศาสนา ทำให้คนหลงยึดติดในวัตถุ ในอาคารที่สวยงาม จนละเลยไม่เห็นแก่นธรรมแท้ของพระพุทธเจ้า ที่สอนให้รักสันโดษ เรือนว่าง โคนไม้ ไม่เอาเปรียบผู้อื่นที่มีศักยภาพด้อยกว่า ไม่อิงขั้วอำนาจการเมืองจนลืมตัวไม่กลัวบาปเป็นต้น
พระพะยอมควรละมิจฉาทิฐิ หลงลาภ ยศ สรรเสริญ อำนาจ ได้แล้ว แล้วหันมาศึกษาธรรมวินัยอย่างจริงจังในวัยอันใกล้ฝั่งเข้าไปทุกทีแล้ว
....คนถางทาง (๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖)
ผมคิดว่าพระที่เลือกข้างทั้งเหลืองทั้งแดงนี่ไม่สมควรทั้งคู่ครับ พระสงฆ์ไม่ควรสนับสนุนการสร้างความแตกแยกในสังคมด้วยโมหะและโทสะครับ
ฮะแฮ่ม.... อยากอ่านบันทึกของอาจารย์ที่วิจารณ์พระที่เลือกสีเหลือง (ที่ไม่ใช่สีจีวร) บ้างจังเลยครับ
I read that news and felt sadden but I let it go because when a so-called bhikkhu is given a "worldly title" from a so-called Buddhist but worldly organizational body. It is all about worldly kamma. Nothing to do with practicing Buddhists way of life.
I visited a number of wats in Thailand some 3 years ago and came back with an impression that I put in a poem and posted that in G2K
[แสงสีธรรม (เทคโนโลยี่เพื่อวรรณกรรม)](http://www.gotoknow.org/dashboard/home#/posts/436884)
...
คนบวชพระ สละบ้าน ละการโลก
ละทุกข์โศก เลิกทรัพย์ สรรพสินไหม
ละโลภโกรธ หลงบ้า ไม่อาลัย
จ้องจิตใน ให้แจ้ง แหล่งบุญกรรม
...(more on that page) ;-)
Oops, I did not check what I copied and pasted. The link should be
[แสงสีธรรม (เทคโนโลยี่เพื่อวรรณกรรม)](http://www.gotoknow.org/posts/436884)
เคยคิดเหมือนกันครับ ว่าการสร้างโบสถ์แต่ละที่ ต้องใช้เงินมหาศาล
น่าจะเอาเงินส่วนนี้ไปทำอะไรที่ทำให้คนจน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น(เดียวจะหาว่าไม่ให้ความสำคัญด้านคุณภาพด้านจิตวิญญาณอีก)
เห็นด้วยครับ
ชอบความคิดเห็นของท่าน sr มากๆเลยค่ะ เห็นด้วยมากมาย ถูกใจจริงๆ
พระไทยเรานั้นไม่เพียงแต่ให้สมณศักดิ์พระด้วยกันเองเท่านั้น แต่ยังแต่งตั้งสมณโคดม ให้ดำรงยศเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปแล้ว บ้างก็ให้เป็น พระศากยมุณี และสมณศักดิ์อื่นๆ อีกมาก
เป็นพระควรเหมือนเกลือบริสุทธิ์ ที่มีจุดยืนคือความเค็ม หากปล่อยให้มีสิ่งอื่นมาปนเบื้อน
ทำให้เปรี้ยวหรือหวานเข้ามา มันก็ไม่ใช่เกลือแล้ว
ก็เหมือนกับ โพธิรักษ์ ธรรมกาย ยันตระ ที่ท่านวิจารณ์นั่นแหละ