ครอบครัวกลางถนน
เป็นเรื่องราวของสองสามีภรรยาวัยกลางคน ชนขั้นกลาง ซึ่งใฝ่ฝันที่จะมีกิจการเป็นของตนเอง ทั้งคู่คิดว่านอกจากมีบ้านและรถยนต์แล้วยังจำเป็นต้องเพิ่มพูนฐานะด้วย วัน ๆ จึงทำแต่งาน ทำให้ทั้งคู่มีความจำเป็นต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในรถยนต์
ด้วยวัย 38 ปีเศษ ของเขา ทุก ๆ วันเมื่อกลับถึงบ้านราว 5 ทุ่ม จึงแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงจะทำสิ่งใดได้อีก สำหรับเขาการมีรถเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นที่พักพิงอาศัยในสัดส่วนเวลา พอ ๆ กับที่บ้านและที่ทำงานเลยทีเดียว ยิ่งภรรยาของเขาจัดแจงให้บนรถมีทุกอย่าง ครบทั้งของกินของใช้ ราวกับว่าบ้าน หรือสำนักงานเคลื่อนที่ทีเดียว
ในความเข้าใจเช่นนี้ เขาจึงเริ่มชินกับการใช้รถใช้ถนน กรุงเทพ ฯ จะมีสักกี่ล้านคันก็เริ่มจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา และอาจเป็นเขาเริ่มจะชอบสภาพชีวิตในรถ เขาเริ่มมีความคิดทำนองว่าครอบครัวก็ได้ใกล้ชิดแนบแน่นไปอีกแบบ บางทีได้ทานอาหารกลางวันกันบนทางด่วน ประสาครอบครัวอบอุ่น มีเรื่องได้หัวเราะต่อกระซิก เช่นเมื่อรถติดตายนานเป็นชั่วโมง ทั้งคู่ก็มีเกมส์สนุกเล่นกันอยู่ในรถ เป็นต้น
วันหนึ่งเขาตื่นเช้าด้วยอารมณ์คึกคักสดใสเป็นพิเศษ เพราะได้หลับสนิทอย่างที่ไม่เคยมีมานาน เช่นเคยกับการฟังรายการสภาพการจราจรจากคลื่นวิทยุ “วันนี้มีรถสิบล้อชนเสาไฟฟ้าล้มขวางถนนบริเวณหน้าอาคารการบินไทย ขณะนี้กำลังทำการกู้กันอยู่”
เขาละสายตาจากถนนที่มีแต่รถจอดติดกันเป็นแพ
เยื้องทางซ้ายด้านหลัง มีหนุ่มสาวยังไม่พ้นวัยเรียนกำลังหยอกล้อจี๋จ๋ากันไปมาแบบหมาหยอกไก่ ฝ่ายชายจับหัวเอาหัวเล่นผมยาวสยายเล่น หญิงหันมาหยิกที่ต้นแขน ชายโอบไหล่รั้งตัวเข้ามาสาวเอาศอกกระทุ้งชายโครงเบา ๆ และ…
เขาหันมองหน้า จับใบหน้าภรรยาอย่างพินิจ คล้ายจะสวยกว่าปกติ ไล่ต่ำลงมาถึงอกอวบ ท่อนขากลมกลึงเนียนผ่อง แม้ว่าเขาพยายามถอนสายตาหนี แต่ในที่สุดเขาก็ไม่อาจควบคุมธรรมชาติ ยิ่งเป็นสัตว์ประเสริฐชอบแสวงหาทดลอง อยากลิ้มลองรสแปลกใหม่ ใจเตลิดเปิดเปิงบ้าคลั่ง
รถของเขาติดฟิล์มกรองแสง ปิดซ้อนด้วยพลาสติกกันแดด และติดแอร์เย็นฉ่ำ
เขาเอื้อมมือสั่นดิก รูดแผ่นกันแดดกระจกหน้ามิดชิด ก่อนปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีทางของมัน…
แม้รถจะติดหนักจนบกงช่วงไม่เคลื่อนไหว แต่สำหรับเขาเหมือนได้จมอยู่ในห้องรับแขก บนโซฟาตัวโปรด เขาคิดจะเปลี่ยนรถคันใหม่ให้ใหญ่ขึ้น เพื่อได้จัดสัดส่วนของครัว ห้องน้ำ ที่เล่นเกมส์ กระทั่งเตียงนอน มาช่วงหลังเมื่อรถติดตาย ผู้คนมักออกเดินยืดเส้นยืดสาย ทำให้เขาได้รู้จักใครต่อใครไม่น้อย ได้ทักทาย ปรับทุกข์ วิจารณ์การเมือง การค้าหรือกีฬ่านัดสำคัญ
ไม่ว่าจะผู้อำนวยการตลาดสินค้าผ้าอนามัยและกระดาษชำระ เจ้าของปลากระป๋อง เจ้าของน้ำยารีดผ้าเรียบ ฯลฯ ดูเหมือนเขาจะเข้ากับทุกคนได้ดี อาชีพโฆษณาอย่างเขาถึงกับได้ลูกค้ากลางถนนก็มี
เช่นเคยเขาออกจากรถเดินยืดเส้นยืดสาย ห่างออกไปทางขวามือชายวัยกลางคน กำลังง่วนอยู่กับการขุดดินที่เกาะกลางถนน
“ทำอะไรครับ” เขาถาม
“ปลูกกล้วย….” ชายคนนั้นตอบและยิ้ม พร้อมทั้งบรรยายสรรพคุณของกล้วยราวกับนักอนุรักษ์ธรรมชาติตัวยง
“เนี่ย ผมปลูกมันไปเรื่อยวันละหน่อสองหน่อ คุณจะลองบ้างไหม ในรถผมยังเหลืออีก รถคงจะติดอีกนาน เห็นวิทยุรายงานว่าชนกันวินาศ เจ็ดแปดคันถึง 2 จุด ที่ตรงขาลงสะพานลอยลาดพร้าวกับหน้าหมอชิต” ชายคนนั้นเชิญชวน
“พอมันแตกใบเขียว ก็คงจะเหมือนขับรถอยู่ในสวน บรรยากาศน่าจะดี ชายคนนั้นพูดต่อ
มิตรภาพเกิดขึ้นง่าย ๆ ดูใกล้ชิด ราวกับที่นั่นไม่ใช่ถนนหลวง …
“เมนไม่มาเกือบสองเดือนแล้ว สงสัยจะท้อง…” ภรรยาของเขาพูด ขณะอยู่ในรถ ของเช้าวันหนึ่ง
เขาสะท้านเฮือก นิ่งเป็นท่อนไม้ไปได้พักใหญ่ ก่อนไชโยให้กับคัวเอง
…เมียผมท้องแล้วโว้ย ท้องกลางถนน…
เขาเปลี่ยนมาเป็นคนขับ เมื่อรถเคลื่อนตัวได้อีกครั้ง คิดถึงเจ้าตัวเล็ก ผู้เติมแต้มชีวิตครอบครัวสมบูรณ์ คิดถึงรถคันใหญ่ เนื้อที่กว้างขวางพอสำหรับ พ่อ แม่ ลูก ข้าวของเครื่องใช้กับกิจกรรมในครอบครัว
เร่งด่วนและจำเป็นเพื่อความสุขของชีวิตกลางถนนแห่งกรุงเทพฯ.
ศิลา โคมฉาย
( ครอบครัวกลางถนน รางวัลซีไรต์ ประจำปี พ.ศ. 2536 พิมพ์ครั้งที่ 8,2541 สำนักพิมพ์มิ่งมิตร)
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง
1. การที่เป็นผู้มีสุขภาพจิตดี ก็จะเป็นปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้อื่นได้
2. การวางแผนในการมีบุตร น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับครอบครัว ในสังคมปัจจุบัน
3. การเป็นผู้ที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จ ในเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น เรื่องการติดต่องาน เป็นต้น
4. บางครั้งบางสิ่งที่มีผลกระทบที่รุนแรงต่อจิตใจบางคน ก็อาจจะมีผลน้อยหรือไม่มีผลต่อจิตใจอีกคนเลยก็ได้
5. การให้เวลากับครอบครัว สร้างความใกล้ชิดกัน ไม่ได้ขึ้นกับสถานที่และเวลา อยู่ที่ครอบครัวนั้น ๆ จะมีวิธีการอย่างไรมากกว่า
6. ค่านิยมทางความคิดของแต่ละคน แต่ละสังคมมีความแตกต่างกันไม่มากก็น้อย คนที่จนไม่มีเงินก็อาจหวังให้มีกินไปวัน ๆ แต่คนที่มีฐานะปานกลางก็อาจจะบอกว่าต้องมีบ้าน รถ เป็นต้น
7. จากสิ่งแวดล้อมและสังคมเมืองในปัจจุบัน มีผลให้ผู้ที่อยู่อาศัยในสังคมเมืองต้องมีการปรับตัวอย่างมาก จากเรื่องเวลาเรื่องเวลาทั้งครอบครัวและทำงาน
8. คนแต่ละคนมีการปรับตัวเพื่อรักษาสุขภาพจิตของตนด้วยวิธีต่าง ๆ กัน
9. เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นด้วยประสบการณ์ และความรู้ที่ได้สะสมมาจะทำให้เกิดการกระทำในเรื่องใด ๆ อย่างมีระบบมากขึ้น โดยรู้จักที่จะวางแผนและห้ามความรู้สึกได้ดียิ่งขึ้น
10. สังคมสามารถที่จะสร้างและกระตุ้นความคิดของบุคคล ให้ต้องมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน เพื่อสนองความต้องการเดียวกัน
อ่านแล้ว
สนุกมากค้ะ
ขอบคุณค้ะ Chanatip ูู
อ่านนานมาแล้ว นักเขียนชาวนครศรีฯ
ได้อ่านเล่มเต็มแล้วสนุกมากค่ะ
อ่านแล้ว.อยากอ่านต่อ..ค่ะ...อา
ขอบคุณที่ลงให้อ่านนะคะ สนุกมากค่ะ ได้ข้อคิดเยอะแยะเลย