วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556
เช้าของวันนี้...อากาศไม่เย็นเหมือนเช่นเช้าของหลายวันที่ผ่านมา...
ถึงอย่างไรในใจก็ยังมีการวางแผนล่วงหน้าอยู่ว่า...
เมื่อไปถึงที่ทำงาน...ต้องทำอะไรบ้าง...หนึ่ง สอง สาม สี่...
แต่ที่แน่นอน คือ ต้องตรวจคนไข้ และล้างแผล...
ร่วมแรงร่วมใจกับทีมงานบริการผู้รับบริการได้อย่างรวดเร็วและมีคุณภาพมากที่สุด
ผมขับรถยนต์ออกจากบ้านหลังจากทำภารกิจส่วนตัวเสร็จสิ้น
บ้านของผมห่างจากที่งานหรืออนามัยประมาณห้ากิโลเมตร
เป็นระยะทางที่ไม่ไกล...ผมขับรถมาเรื่อยๆ พร้อมกับมองไปข้างหน้าอย่างมีความหวังและมีความสุข
ก่อนถึงสามแยกที่จะมุ่งไปตำบลที่ผมไปทำงาน...
ผมเจอ "หลวงพ่อ" ท่านหนึ่ง...ยืนและก้มศรีษะขึ้นและลง....และมืออีกข้างยกขึ้นและลงอย่างช้าและสงบ
ผมจึงชะลอรถ...และหยุดรถเมื่อหลวงพ่ออยู่ข้างๆ รถของผม...ผมกดกระจกรถ...และถามหลวงพ่อ
หลวงพ่อบอกผมว่า...ผมจะไปทางไหน หลวงพ่อขอไปด้วย...จะจอดให้ลงตรงไหนก็ได้ ถ้าผมอยากให้ท่านลง
ผมนิมนต์ให้ท่านมานั่งเบาะหน้าข้างๆ ผม
ปกติผมจะหยุดเสมอๆ ถ้ามีคนโบกรถ...ทั้งที่ใครหลายคนก็เตือนผมเสมอๆ ว่า ถ้าไม่จำเป็นอย่าจอดรถ
และนำคนที่ขอโบกรถมาขึ้นรถของเรา...เพราะได้ไม่คุ้มเสีย
แต่ผมก็อดจอดและรับทุกคนที่ขอขึ้นรถมาด้วยไม่ได้
ผมคิดในใจเสมอๆ ว่า เมื่อผมคิดดี...ผมน่าจะแคล้วคลาดสิ่งที่ไม่ดีได้...ไม่มากก็น้อย...
หลวงพ่อบอกกับผมว่า...เดินทางมาจากภาคเหนือ....เดินธุดงค์มาเรื่อยๆ ค่ำไหนนอนนั้น
เมื่อวานนี้...อยู่ที่อำเภอหนองบัวแดง...ซึ่งห่างจากอำเภอของผมประมาณห้าสิบกว่ากิโลเมตร
จุดหมายปลายทางอีกหลายๆ วันของท่าน คือ จังหวัดร้อยเอ็ด
ท่านถามผมว่า...ผมจะไปไหน...ผมบอกว่า...ผมจะไปตำบลโอโล...ผมเป็นหมออนามัยอยู่ที่นั้น
ท่านถามว่า โอโล หรือชื่อแปลก...มาจากไหน
ผมตอบท่านว่า...เป็นชื่อผู้ที่บุกเบิกหมู่บ้านหรือค้นพบหมู่บ้านนี้โดยบังเอิญ
ชื่อตาโอ และยายโล สองสามีภรรยา...ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกว่า..."โอโล"
ผมขอไปส่งท่านถึง "อำเภอบ้านแท่น" ซึ่งอยู่ห่างตำบลของผมประมาณสามสิบกิโลเมตร
แต่หลวงพ่อท่านไม่ยอม...ขอลงตรงที่จุดหมายปลายทางของผม
ผมขอไปส่งท่านอีกเล็กน้อย...คือ ทางไปตำบลกุดยม เพื่อบอกเส้นทางที่ท่านจะไปสู่จังหวัดขอนแก่นก่อน
ก่อนจะถึงที่หมายที่ผมจะจอดให้ท่านลง...ท่านขอมอบกระดาษบันทึกของท่านหนึ่งแผ่น...
ที่ท่านเพิ่งถ่ายเอกสารเมื่อครู่...เพื่อมอบให้คนที่ช่วยเหลือท่านแทนคำขอบคุณในความกรุณา
บันทึกที่มอบให้ผม...ท่านบันทึกไว้คืนวันก่อนที่อำเภอหนองบัวแดง
ท่านบอกว่า...ท่านชอบบันทึกประจำวัน...เขียนทุกๆ วัน
เป็นงานเขียนหนังสือแบบธรรมชาติ...
ท่านถามผมและยิ้มอย่างอ่อนโยนว่า..."ลูกชอบเขียนบันทึกหรือเปล่า?"
ผมเรียนตอบไปว่า ผมชอบเขียนบันทึกเช่นกัน...
ท่านบอกกับผมว่า...ขอให้ลูกเขียนไปเรื่อยๆ เขียนเรื่องราวของลูกเอง...ธรรมชาติที่เรียงรายใกล้ตัว
การเขียนเป็นการดูจิต...และสร้างสติให้กับตนเอง...
ท่านถามผมว่า...ผมรู้จักท่านพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล...ที่วัดป่าสุคะโต ต.ท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ไหม?
ผมตอบท่านว่า ผมรู้จักท่านอย่างดีจากหนังสือ...แนวทางปฏิบัติ...และภรรยาของผมก็เป็นคนที่อำเภอนั้น
ท่านบอกผมว่า...ให้ผมศึกษาและปฏิบัติตามพระอาจารย์ไพศาล...นับเป็นมงคลชีวิตอย่างยิ่ง
ก่อนท่านจะลงรถของผม...ผมถวายน้ำดื่ม นมกล่อง ที่ติดรถของผมไว้...
ในยามที่ออกเยี่ยมบ้านผู้ป่วย หรือพระธุดงค์ที่เดินทางในเส้นทางที่ได้พบกัน
ท่านให้ศีลให้พรเป็นภาษาบาลีหลายประโยคมากมาย แต่สุดท้ายเป็นคำที่ผมจดจำได้ดีที่สุด คือ
"ขอให้ลูกเดินไปข้างหน้าด้วยสติ"
ผมและท่านยังไม่ได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันเลย....แต่ผมก็รู้สึกอิ่มใจที่ได้เจอกับหลวงพ่อ
ผมโบกรถคันที่วิ่งผ่านผมไปให้ชะลอ...แล้วหลวงพ่อก็เดินไปถามทางต่อ
หลวงพ่อยิ้มและศรีษะอำลาผม...ผมถอยรถไปเรื่อยๆ ไปจนถึงสุดทางแยก
แต่ผมเห็นว่า...ท่านยืนนิ่งสงบและมีรอยยิ้มอย่างอบอุ่น...
ส่งพลังอำนาจและมองมาหาผม...ทั้งระยะทางประมาณเกือบร้อยเมตร...แต่ก็เหมือนอยู่ใกล้กันแค่เอื้อม
ผมยังจำภาพนั้นได้ดี....
ผมเก็บกระดาษบันทึกของหลวงพ่อไว้ในกระเป๋า...
มองเผินๆ ตัวหนังสือของท่านสวยงามมาก...สะอาดเรียบร้อย...เป็นระเบียบแม้จะเป็นกระดาษที่ไร้บรรทัด
ก่อนจะล้มตัวนอนค่ำคืนนี้ของผม...
ผมเอากระดาษมาอ่านและทำความเข้าใจ...ถึงแม้บางประโยคจะยากเย็นในการตีความของผม
แต่ก็รู้สึกหัวใจเต็มไปด้วยความสุขในทุกถ้อยคำ...ในทุกระหว่างประโยคและบรรทัด
"เป็นความสุขที่เกิดจาก...ความพยายามที่จะเดินไปข้างหน้าด้วยสติของผม"
"เดี๋ยวจะพากันเอาอาหารเสริมมาเป็นอาหารหลัก การปฏิบัติก็เลยไม่ก้าวหน้า"
ดิฉันว่าท่านเขียนได้ลึกซึ้งนะคะ คิดๆ ดูนะคะ ประโยคนี้ชวนให้คิดได้หลายเรื่องค่ะ
เก็บไว้เตือนสติได้ค่ะ
"เป็นความสุขที่เกิดจาก...ความพยายามที่จะเดินไปข้างหน้าด้วยสติ" ... ดีจังเลย...เดี่ยว P'Ple ... ขอนำไปใช้บ้างนะคะ
ค่ะความสุขที่ได้รับโดยไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน ขณะที่อยู่กับท่าน
และ เมื่อท่านจากไป นึกถึงท่านก็มีความสุขได้ตลอดไป
ทำให้นึกถึงพระท่านหนึ่งที่ต้องเดินทางมากๆ
ตามหาสิ่งที่ท่านต้องการ และท่านก็ได้พบนะคะ คือหลวงปู่แหวนค่ะ
ชอบมากค่ะ "การเขียนหนังสือแบบธรรมชาติ" คือ การเขียนออกมาจากใจ ไม่ต้องปรุงแต่ง สาธุ......อนุโมทนาบุญท่านอาจารย์ที่ให้ สติ นะค่ะ และขอบคุณพี่ทิมดาบ ที่นำมาเผยแพร่ค่ะ