เมืองไทยไปโรจน์ด้วยไผ่สีสุกยักษ์  (แทนหญ้าเนเปียร์  (ตอน ๖)

ตอนก่อนผมคำนวณการผลิตเนื้อไม้ไผ่สีสุกยักษ์ได้มากถึง 172 ตันแห้งต่อไร่ต่อปี มากกว่าเนเปียร์ถึง ๘.๕ เท่า และมากกว่ายูคาถึง ๓๒ เท่า

ผมลองคำนวณอัตราการเปลี่ยนแสงแดดเป็นพลังงานเนื้อไม้ได้ที่ 13%  ซึ่งดีกว่าแผงโซลาร์เซลที่วันนี้ทำได้ประมาณ 10%  (แต่ราคามันแพงมาก) และมีอายุประมาณ ๒๐ ปี แต่ไผ่ปลูกได้ตลอดกาล

พอลองเอาไปคำนวณว่าถ้าเอาเนื้อไม้ไปเผาต้มไอน้ำผลิตกระแสไฟฟ้า สมมติว่าโรงงานมีปสภ. รวม ๓๕%  ได้ความว่าโรงงานไฟฟ้าขนาด 1 MW  ผลิตไฟสมมูลเต็มที่วันละ ๒๐ ชม. (อีก ๔ ชม.ไม่ได้ปิดนะ แต่เดินเบา)  ต้องการพื้นที่ปลูกเพียง ๓๐ ไร่เท่านั้นเอง ซึ่งถือว่าเล็กมากๆ  (ถ้าปลูกยูคาก็เอา 32 คูณเข้าไปก็จะต้องการ ๙๖๐ ไร่ ถ้า เนเปียร์ก็ ๒๕๕ ไร่)

ถ้าทำได้เช่นนี้ก็จะเป็นการปฏิวัติพลังงานโลกทันที

สำหรับไทยเราสามารถกระจายโรงไฟฟ้าขนาด 100 MW ไปทั่วทุกอำเภอ  ใช้พื้นที่เพียง ๓๐๐๐ ไร่ ปลูกรอบๆ โรงงาน เพื่อประหยัดค่าขนส่ง  เป็นการกระจายงานออกสู่ภูมิภาคด้วย

อย่าลืมโรงงานกระดาษที่วันนี้ใช้กันแต่ยูคา ก็สร้างโรงงานกระดาษรอบๆ ด้วย

อย่าลืมโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ถ้าเพียงทำกรอบรูปไม้ไผ่ ขีดละ 100 บาท  โลละ 1000 หนึ่งไร่ 172 ตันจะขายได้เงิน 172 ล้านบาท .....ตกใจไหม

ข้อมูลต่างๆ ที่เพื่อนรุ่นพี่ส่งมาให้อ่านเมื่อสักครู่ ยืนยันว่า ไผ่สีสุกเลี้ยงง่าย หน่อกินอร่อย  เนื้อไม้แข็ง เหนียว ดังนั้น ถ้าเอามาทำเชื้อเพลิงก็คงติดไฟแรง เอามาทำกระดาษก็คงเหนียว เอามาทำเฟอร์นิเจอร์ก็คงสวยทนทาน

ส่วนไผ่สีสุกยักษ์นั้นก็คงเหมือนกันกับไผ่สีสุกเล็กนั่นแหละ ที่ผมเห็นที่อีสานเจ้าของก็บอกว่าไม่ได้ดูแลอะไร มันก็ขึ้นกอใหญ่งามดี

...คนถางทาง (๑๓ กพ. ๒๕๕๖)