ความรัก


            นิยามของความรัก ตามความคิดเห็นของผู้เขียน หมายความถึง การให้ การเสียสละ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การดูแล เอาใจใส่ การมีจิตเมตตา การให้อภัย การไม่หวังผลประโยชน์ใด ๆ ตอบแทน การให้ที่มาจากใจส่วนลึก ให้โดยใจคิดที่จะให้ ให้แล้วเกิดสุข การมีจิตสำนึกที่ดีต่อผู้อื่น การรู้จักหน้าที่ของตนเอง ฯลฯ

            ถ้าเปรียบเทียบความรักกับคนเราที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ อาจกล่าวได้หลายประเภทสำหรับความรัก เช่น ความรักในสถานะที่ตนเองเป็นลูก ความรักในสถานะที่ตนเองเป็นสามี - ภรรยา ความรักในสถานะที่ตนเองเป็นพ่อ - แม่ ความรักในสถานะที่ตนเองเป็นย่า ความรักในสถานะที่ตนเองเป็นผู้ทำงานร่วมกับผู้อื่น

            สำหรับความรักในสถานะที่ตนเองเป็นลูก  (โรคสมองเสื่อม)  : ทุกคนที่เกิดมาย่อมมีพ่อ - แม่ บุพการีที่ได้เลี้ยงดูให้ตัวเราได้เติบโตและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ สิ่งที่ผู้เขียนได้ประพฤติ ปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณ นั่นคือ การให้ความรัก การได้ดูแล เอาใจใส่ ถามถึงทุกข์ - สุข การได้เลี้ยงดูเพื่อตอบแทนพระคุณที่ท่านได้เคยดูแลเรามาตั้งแต่ตัวเรายังเล็ก ๆ คอยเป็นกำลังใจให้กับท่านเสมอยามที่ท่านเจ็บป่วย คอยดูแลยามที่ท่านชราภาพ คอยสอบถามว่าท่านเป็นอย่างไรบ้างในยามนี้ เพราะบุพการีเมื่อแก่เฒ่าแล้ว ยังต้องการการเอาใจจากลูก - หลาน เพราะในส่วนลึกของพวกท่าน ๆ ต้องการเห็นลูก - หลาน เป็นคนดี กลับมาดูแลท่านบ้าง

            สำหรับความรักในสถานะที่ตนเองเป็นสามี - ภรรยา (คำว่า "ความรัก "นั้นสำคัญไฉน?) นักวางแผนชีวิตฯ : การมีชีวิตของครอบครัวนั้น บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยาก การที่คนเราจะจูนความคิดของคนสองคนให้เข้าหากันอย่างมีความสุขนั้น สิ่งแรกก็คือ ความรัก คงไม่ใช่เรื่องความรักอย่างเดียว ความรักนั้นจะประกอบไปด้วย ความเข้าใจกัน ความห่วงหาอาทรณ์ การเป็นเพื่อนที่ดี การเป็นคู่ชีวิตที่ดี ไม่ควรทะเลาะกันบ่อยครั้งเพราะจะสร้างนิสัยไม่ดีต่อครอบครัว คนที่จะเห็นพฤติกรรมการทะเลาะกันของพ่อ - แม่ ก็คือ ลูก ๆ แล้วเขาจะจำตัวอย่างที่ไม่ดีนี้ บางครั้งจะทำให้เด็ก ๆ เก็บกด เพราะพฤติกรรมเหล่านี้อาจไปปรากฎ ยามที่พวกเขาโตขึ้นแล้วมีครอบครัว...การมีชีวิตคู่ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นการประคับประคองให้ชีวิตของคนสองคนไปสู่เป้าหมายปลายทางที่คนเราอาจเคยได้ยินกับคำว่า "ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร" สำหรับผู้เขียน ซึ่งเป็นคนสมัยก่อนจะได้ยินคำสั่งสอนนี้เสมอ แต่สมัยปัจจุบันก็ไม่ทราบว่า ยังมีอยู่หรือเปล่า? เพราะบ่อยครั้งจากข่าวและสื่อต่าง ๆ พอแต่งงานกันได้ไม่เท่าไหร่ก็หย่าร้างกันเสียแล้ว และไม่เคยแคร์หรือคำนึงถึงความรู้สึกของพยานรักที่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาร่วมครอบครัวด้วยเลย...ซึ่งคนรุ่นใหม่อาจจะคิดถูกก็ได้กระมัง อันนี้ผู้เขียนไม่ทราบ เพราะยังไม่เคยหย่าร้าง และก็ไม่คิดที่จะหย่าร้างกันด้วย...การที่มีครอบครัวที่ดี อาจถือได้ว่า "ยิ่งกว่าถูกรางวัลที่ ๑" ด้วยซ้ำไป

           ชีวิตครอบครัว จะเกิดขึ้นจากการที่สองคน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน หนักนิดเบาหน่อยก็ต้องอดทนกัน หรือว่าคนที่หย่าร้างกัน เกิดขึ้นเพราะความไม่อดทน ข้อนี้ก็ไม่แน่ใจเช่นกัน...แต่สำหรับผู้เขียน เรียกว่า ครองรัก ครองครอบครัวกันมาเกือบจะ ๓๐ ปี แล้ว พอดูเวลาแล้วมันนานมาก แต่สำหรับผู้เขียนคิดว่า ไม่นานเลยเหมือนเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง อาจเป็นประเด็นนี้ก็ได้ที่เราคิดว่าเวลาไม่นาน จึงทำให้เราครองรักกันมาอยู่จนทุกวันนี้ เป็นที่พึ่งให้กับลูก ๆ คอยให้ความรัก ความอบอุ่นให้กับพวกเขา เป็นที่ปรึกษายามที่พวกเขามีปัญหา คอยอบรมสั่งสอนให้พวกเขาเป็นคนดีต่อครอบครัว ต่อสังคม ชีวิตครอบครัวนี้ขึ้นอยู่กับ "ความรัก ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความห่วงใยต่อกันมากกว่า ยิ่งอายุมากขึ้น สุดท้าย ชีวิตครอบครัวเราก็อยู่เพื่อเป็นพี่ - น้อง เป็นเพื่อนยามแก่เฒ่า" เรียกว่า "ฝากฝี - ฝากไข้" กันมากกว่า

           สำหรับความรักในสถานะที่ตนเองเป็นพ่อ - แม่ (จดหมายถึงลูก) : สิ่งที่ลูก ๆ และครอบครัวต้องการ นั่นคือ ความรัก ความอบอุ่นที่ลูก ๆ ต้องการเห็นครอบครัวมีความสุข พ่อ - แม่ ไม่ทะเลาะกัน คุยกันด้วยเหตุด้วยผล มีชีวิตที่พร้อมจะเป็นครอบครัวที่ดี ให้ความรักที่ลูก ๆ รู้สึกว่า พ่อ - แม่ จะไม่ทอดทิ้งพวกเขายามที่พวกเขาพบกับปัญหา คอยแก้ไขปัญหายามที่พวกเขาพบกับปัญหา คอยให้คำแนะนำที่ดีกับลูก ๆ คอยเป็นกำลังใจที่ดีให้กับพวกเขา เพราะอย่าลืมว่า!!!...ลูก ๆ เกิดมาเพื่อต้องการความอบอุ่น ต้องการที่พึ่ง ต้องการการดูแลเอาใจใส่ สิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐาน + ภูมิคุ้มกันที่ดีสำหรับพวกเขาในยามที่เขาเป็นเด็ก เมื่อเติบโตขึ้น ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะทำให้พวกเขาเป็นคนดี ยามที่เขาพบเจอกับปัญหาก็จะสามารถนำภูมิที่มีอยู่นี้แก้ไขปัญหานั้น ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้

          สำหรับความรักในสถานะที่ตนเองเป็นย่า  (เรื่องเล่าของ "ฟ้าคราม") : มนุษย์เราทุกคน ก็คงมีสักวันที่เราจะต้องพบเจอกับสภาวะการณ์ที่ตนเองต้องยอมรับว่า สักวันตนเองต้องแก่เฒ่า ว่าแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น สำหรับผู้เขียน "หลานย่า" คนนี้ "เจ้าฟ้าคราม" ได้มาเกิดกับครอบครัวของย่า มันเร็วกว่าที่ย่าคิดมาก...แต่เมื่อหนูมาเกิดกับครอบครัวเราแล้ว ในสถานะที่ย่าเป็นย่า สิ่งที่ย่าควรทำในฐานะที่ตนเองเป็นย่า นั่นก็คือ...การให้ความรัก เอ็นดูต่อหนูให้มาก ๆ (บางคนบอกว่าเห่อหลาน) แต่ย่าว่า...ย่าไม่ได้เห่อหรอก อาจเป็นเพราะย่ารู้จักความหมายของคำว่า "รัก" ความรักต่อครอบครัว ความรักที่ย่าเป็นผู้ใหญ่ที่จะต้องมีหน้าที่อย่างไร ที่พึงจะปฏิบัติต่อลูก - หลานอย่างไร? เมื่อย่าได้เรียนรู้สูงขึ้น ย่าก็นำความรู้ที่ย่าได้รับ มาประพฤติปฏิบัติต่อลูก - หลาน ใช่ว่า...จะเรียนรู้อย่างเดียว สิ่งที่จะประสบผลสำเร็จได้ นั่นคือ "ต้องนำมาปฏิบัติให้ได้ด้วย"...ย่า จึงมีทั้งความรัก ความห่วงใย ที่ย่ามีศักดิ์ว่าเป็นย่าและพึงมี ปฏิบัติต่อ "หลานสาว" ของย่า เพื่อที่ความรักนี้ มันจะกลายเป็นความอบอุ่นของเจ้า และกลายเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับเจ้ายามที่เจ้าโตขึ้น อย่างน้อย "เจ้าฟ้าคราม" ก็จะได้ชื่อว่า "มาจากครอบครัวที่อบอุ่น" ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีของการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมต่อไปได้

          สำหรับความรักในสถานะที่ตนเองเป็นผู้ทำงานร่วมกับผู้อื่น : ความรักนี้อาจกล่าวถึงในฐานะที่ตนเองเป็นลูกน้อง เป็นหัวหน้า เป็นเพื่อนร่วมงานกับผู้อื่น สิ่งที่ผู้เขียนได้กระทำ นั่นคือ ความรักที่ออกมาจากใจ มิเคยเสแสร้าง กระทำด้วยความจริงใจ สิ่งใดดีก็จะบอก สิ่งใดไม่ดี ไม่ถูกต้องก็จะบอก ไม่มีจิตอคติ อิจฉาริษยา ใช้หลักธรรมะมาประพฤติ ปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ทำให้คนอื่นเดือนร้อน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้อื่นจะรู้จักตัวเราดี ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้คบหากับเราแบบจริงจัง เขาก็จะรู้ว่าเราเป็นคนเช่นไร? จะเป็นผู้ที่ฉลาดเลือก ๆ ในสิ่งที่ดีของผู้อื่นแล้วมาปฏิบัติมากกว่า เพราะถือว่า คนเราทุกคนไม่มีหรอกที่คนไหนจะสมบูรณ์แบบครบ ๑๐๐ %

          ทั้งหมดนี้ เป็นนิยามของความรักที่ผู้เขียนมีอยู่ และได้กระทำต่อคนรอบข้าง เป็นความรักที่ผู้ใหญ่มอบให้กับผู้อ่าน มอบให้กับเด็กรุ่นต่อไปได้คิด ได้นำไปปฏิบัติแล้วจะทราบว่า "ชีวิตนี้คนเราเกิดมาเพื่ออะไร? ต่อให้เราเรียนสูงแล้วไม่ได้นำความรู้มาปฏิบัติ ผู้เขียนคิดว่า...คุณก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จหรอก"...ซึ่งเขาเรียกว่า..."ผลสำเร็จจากประสบการณ์ชีวิต" นั่นเอง



                                          (ย่าหมู + ฟ้าคราม)