โรคสมองเสื่อม
โรคอัลไซเมอร์ หรือ โรคสมองเสื่อม ถ้าไม่ได้เกิดขึ้นกับใคร ก็จะไม่รู้หรอก ว่า "มีลักษณะอาการอย่างไร?"...ผู้เขียนทราบเพราะโรคดังกล่าวเกิดขึ้นกับพ่อของผู้เขียนเอง...เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อเกือบ ๒ ปีที่ผ่านมา อาการเริ่มแรกของพ่อที่เป็น นั่นคือ พ่อยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ดี ๆ อยู่ ๆ พ่อก็เกิดอาการอ่อนแรง ขาทรุดลง ผู้เขียนพาพ่อไปเช็คที่โรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อแห่งหนึ่ง ในขั้นแรกนั้น ไม่พบสาเหตุของพ่อว่าเป็นโรคอะไร? แพทย์ถามพ่อ ๆ ก็จะไม่ยอมพูด ส่ายหน้า ไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น...ผู้เขียนทุกข์ใจมาก พยายามเสาะหาและสอบถามอาการที่พ่อเป็นอยู่จากคนข้างเคียง ที่เขาเคยเป็นบ้าง แล้วรักษาที่ไหน? กับแพทย์อะไร"
สุดท้าย ผู้เขียนก็ลองพาไปเช็คที่แพทย์ซึ่งรักษาเกี่ยวกับโรคสมอง ระบบประสาทดู แพทย์สั่งให้ไปเข้าเครื่อง Scan สมองที่โรงพยาบาลเอกชน (เดิม)...โดยค่าใช้จ่ายผู้เขียนแม้เป็นข้าราชการก็ไม่สามารถที่จะเบิกได้ เพราะถ้าไปที่โรงพยาบาลของรัฐก็ต้องรอเวลา (ความที่ต้องการทราบผลการตรวจเร็ว ๆ ผู้เขียนจึงยอมจ่ายเงินค่า Scan สมองด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เอง...ก็หลายกะตังค์เหมือนกัน)...การที่ตัวเราได้เสียเงินนี่ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราทราบอะไรได้ทันที ทันเวลาเหมือนกัน ถึงแม้เราจะไม่ต้องการที่จะเสีย แต่ถ้าแลกกับการรอคอยเวลา ก็ขอเสียเงินดีกว่า เพื่อบางครั้ง การเสียเงินแล้วจะทำให้ความทุกข์ในใจของเราเบาบางลงได้บ้าง
ผลของการ Scan สมอง แพทย์พบว่า ในสมองของพ่อ เกิดอาการเส้นเลือดตีบเป็นจุด ๆ แล้วก็เป็นกระจุก กระจายอยู่ในสมอง นี่กระมัง!!! ที่เป็นสาเหตุของพ่อทำให้พ่อเดินไม่ได้ต่อไปแล้ว พ่อบอกว่า...ยกขาไม่ได้ ไม่สามารถเดินได้ ในตอนแรก ๆ พ่อ ไม่สามารถกระเถิดก้นไปไหนได้เลย (แต่ตอนนี้ทำได้แล้ว แต่ก็ยังเดินเองไม่ได้)...เมื่อแพทย์ทราบและบอกผู้เขียน ๆ ได้ตัดสินใจให้พ่อฉีดยาเพื่อให้เส้นเลือดในสมองได้กระจาย ฉีดยาจนครบ ๑๐ เข็ม ๆ ละ ๒,๔๐๐ บาท (เผื่อว่าพ่อจะดีขึ้นหรือเดินขึ้นได้บ้าง) ฉีดยาจนครบ สำหรับยานี้ ผู้เขียนไม่สามารถเบิกได้ เพราะเป็นยานอกบัญชียาหลัก ผู้เขียนทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้พ่อมีอาการที่ดีขึ้นกว่าเดิม...
ฉีดยาจนครบ ๑๐ เข็ม และก็กินยาต่อทุก ๆ เดือน ในช่วงปีแรก พ่อก็เป็นเหมือนเดิม คือ เดินไม่ได้ แพทย์บอกว่า พ่อเป็นอัมพฤกษ์ อารมณ์ของพ่อก็ก้าวร้าว ผิดกับพ่อคนเดิม ชอบเถียง ชอบรั้น (อาการคล้าย ๆ กับเด็ก ลักษณะเหมือนจะแกล้งเราด้วย) พอถามแพทย์ ๆ ก็บอกว่า เป็นอาการของโรคอัลไซเมอร์ จะให้เหมือนเดิมนั้นคงยาก เพียงแต่การกินยานั้น เพื่อประคองเท่านั้นเอง...สุดท้าย แพทย์ก็เปลี่ยนยาให้กับพ่อ ๆ ต้องกินทุกวัน แต่ยาครั้งสุดท้ายที่พ่อได้กินนี้ ทำให้พ่อดีขึ้นกว่าเดิม ความจำกลับมาดีบ้าง (บางช่วงเวลา) เช่น แต่ก่อนจะจำไม่ค่อยได้ ถามอะไรก็จะบอกว่าไม่รู้ แต่มา ณ ปัจจุบัน พ่อเริ่มจำคนนั้น คนนี้ ได้แล้ว แต่บางครั้งก็จะอาการลอย ๆ แต่น้อยครั้ง...การกินยานี้ ผู้เขียนก็ไม่สามารถเบิกได้อีก พวกเราต้องจำยอมที่จะต้องจ่ายเงินค่ายาให้กับพ่อ (ทั้ง ๆ ที่เป็นข้าราชการมีสิทธิเบิก..แต่ก็ทำให้พวกเราทราบว่า การเป็นโรคบางอย่าง เราก็ไม่สามารถเบิกค่ายาจากรัฐได้ เพราะเป็นยานอกบัญชีหลัก ซึ่งเราจะต้องหาซื้อให้กับพ่อได้กินเอง)...แต่ถ้ากินแล้ว สามารถประคองให้พ่อดีขึ้น ก็ดีอยู่หรอก...เย็นนี้ก็เช่นกันที่ผู้เขียนต้องไปซื้อยาให้กับพ่อ แม้มันจะแพงหน่อย แต่เพื่อที่พ่อจะมีอาการดีขึ้น เราก็พอที่จะซื้อให้พ่อได้ แม้จะไม่สามารถเบิกได้ก็ตาม...
มันจังช่วงจังหวะชีวิตที่พ่อบ้านได้เกษียณอายุราชการแล้วด้วยกระมัง ที่พ่อจึงได้มาเป็นโรคนี้ ทำให้ผู้เขียนกับพ่อบ้าน จึงต้องแยกกันอยู่ เพราะพ่อไม่ยอมมาอยู่ที่บ้านที่พิษณุโลก (อาจเป็นเพราะคนแก่ติดถิ่นที่อยู่อาศัยก็เป็นได้...จะให้ผู้เขียนเทียวทุก ๆ วันก็คงไม่ไหว ไหนจะค่าน้ำมัน + ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ คงไม่ไหวแน่ ๆ) สุดท้าย พ่อบ้านก็ตัดสินใจ อยู่ที่บ้านที่พรหมพิรามแทนเพื่อดูแลพ่อของผู้เขียนให้เอง เพราะไม่เช่นนั้น ผู้เขียนคงไม่เป็นตาอันทำงานเป็นแน่แท้...พวกเรา (ผู้เขียน + น้องสาว) จึงขอขอบคุณพ่อบ้านของผู้เขียนเป็นอย่างมากที่คอยดูแลพ่อให้ก่อน ๆ ที่พวกเราจะเกษียณอายุราชการตามพ่อบ้านไป เหตุการณ์เช่นนี้ ถ้าไม่เกิดกับท่านใด ก็จะไม่ทราบหรอกว่า...มันจะรู้สึกเช่นไร...แต่สำหรับครอบครัวของเรา มันเกิดขึ้น แต่พวกเราก็ต้องดูแลพ่อ ซึ่งเหลือเป็นคนสุดท้ายแล้วกับครอบครัวของพวกเรา...ยิ่งเห็นข่าวในช่วงเช้าว่า มีข้าราชการคนหนึ่งที่เกษียณอายุราชการแล้ว ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ และไม่มีลูกดูแล นอนจมกับอึ แล้วก็น่าอนาถใจ...เพราะลักษณะอาการจะเหมือนกับพ่อของผู้เขียน แต่แตกต่างกันตรงที่พ่อของเรายังมีคนดูแล ซึ่งผู้เขียนและน้องสาวก็ได้จ้างคนให้ดูแลโดยมาป้อนข้าว ป้อนน้ำให้ พร้อมกับทำความสะอาด + อาบน้ำให้ และก็มีพ่อบ้านดูแลด้วยอีกคนหนึ่ง...ผู้เขียนก็จะกลับไปดูพ่อทุก ๆ สัปดาห์ และบางครั้งถ้ามีปัญหาก็จะกลับสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง...ทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างกันระหว่างชีวิตมนุษย์เอาเสียจริง...
ให้กำลังใจและอนุโมทนาบุญในการเป็นลูกที่ดีค่ะ..
สวดมนต์ทำสมาธิเขาว่าช่วยได้บ้าง จริงหรือไม่ครับ
ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดียังคงใช้ได้อยู่เสมอนะคะน้องบุษ
เป็นกำลังใจให้ค่ะ.....
ขอมอบกำลังใจให้คุณพ่อและทุกคนในครอบครัวดูแลคุณพ่อด้วยนะคะ โดยเฉพาะชื่นชมคุณพ่อบ้านมากๆค่ะ
ฝากอ่านเรื่องคุณหมอบุญเทียมนะคะ
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/505096