บันทึกการเดินทาง ตอน ความสุขอยู่ตรงไหน ส.ศรัณ

ส.ศรัณ
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

“กว่าชีวิตจะจบเราคงต้องพบอะไรอีกเยอะ” เมื่อนึกถึงคำนี้ทำให้ต้องมานั่งทบทวนว่าที่ผ่านมาเราทำอะไร และต่อไปเราจะทำอะไร เพื่อไม่ให้ชีวิตที่รอวันจบไม่เป็นสูญ  ข้าพเจ้ามักใช้คำพูดสอนพี่ ๆ น้อง ๆ ที่เข้ามาปรึกษาปัญหาต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นปัญหารัก โลภ โกรธ รวมถึงความหลงที่มีอยู่ในใจคนเรา และข้าพเจ้าก็มักจะบอกบุคคลเหล่านั้นไปว่า “นี่แหละเป็นสิ่งที่เราต้องเจอ” เพราะในชีวิตทุกคนไม่มีสิ่งใดที่จะไม่เจอ คำว่าทุกข์ สุข มันเป็นคำใหญ่ไป ในทุกข์มันก็มีสุข ในสุขก็มีทุกข์ มันปนเปกันไป ดังนั้นอย่ากลัวกับสิ่งที่เจอ มันจะมาแล้วก็จะไป เหมือนชีวิตเราที่รอการไป

 

อย่าคิดมากนะคะว่าทำไมวันนี้ ส.ศรัณ มาแปลกพูดแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ ทุกข์ ๆ สุข ๆ ไป ๆ มา ๆ ไม่แปลกหรอกค่ะ เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครนั่งนิ่ง ๆ อยู่คนเดียวกับตัวเองเพื่อทบทวนสิ่งเหล่านั้น คนที่เข้ามาพูดคุยเพื่อให้ข้าพเจ้าพูดให้ฟังเขาก็คิดได้ เพียงแต่ห้วงเวลานั้นเขาต้องการเพียงใครสักคนที่จะพูดเพื่อให้เขารู้สึกดีในขณะที่เขาไม่รู้สึกอะไร ไม่คิดอะไรแล้วนอกจากความรู้สึกเศร้าที่เป็นอยู่ ข้าพเจ้าอ่านหนังสือของ ศาสตราจารย์ ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ ซึ่งท่านได้ยกตัวอย่างนิทานสองเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง และข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวกันหรือไม่แต่อยากให้ทุกคนอ่านดู ความสุขของเขาอยู่ตรงไหน แล้วของเราอยู่ตรงไหน

ชาวประมงผู้ต่ำต้อยยากไร้และพอเพียงคนหนึ่ง กลับจากหาปลาในท้องทะเล ก็จอดเรือประมงเกยตื้นริมชายฝั่ง สูบยาเส้น เอกเขนกพิงเรืออยู่เศรษฐีจากกรุงเทพพาครอบครัวไปพักผ่อนชายทะเล เดินผ่านไปพอดี ก็ถามชายประมงนั้นด้วยอารมดีว่า “ลุงไม่ออกไปหาปลาอีกเหรอ” ชายประมงตอบ “ได้ปลามาพอแล้ว”เศรษฐี “ทำไมไม่หาเพิ่มมาก ๆ ล่ะ” ชายประมง “หามามากทำไม” เศรษฐี “จะได้เอาไปขายร่ำรวย ร่ำรวยแล้วสบายเหมือนผมอย่างไงล่ะ” ชาวประมงตอบงง ๆ “แล้วข้าไม่สบายตรงไหนหรือนี่” นิทานนี้สะท้อนผลกระทบมาจากปิศาจแห่งความร่ำรวยของ อดัม สมิธ หรือป่าว(พลังวัฒนธรรม : ศาสตราจารย์ ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ)

นิทานอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ทราบจะเกี่ยวกันหรือไม่ พยายามให้เกี่ยวก็แล้วกัน ความว่า ในกาลครั้งนี้ มีครอบครัวชายป่าที่ยากไร้ มีลูกชายคนเดียว มีชีวิตยู่ด้วยความยากไร้ ตัวพ่อทำงานหนัก โรคภัยไข้เจ็บ เสียชีวิตลง แม่เลี้ยงลูกชายจนเติบใหญ่ แม่แก่เฒ่าลง ป่วยไข้และเป็นอัมพาต ลูกชายต้องทำงานเลี้ยงดูแม่ พาไปหาหมดเสียค่ารักษาพยาบาลมากมาย แปลว่าความเจริญโลกสมัยใหม่กำลังก้าวเข้ามาถึงแล้ว แม้จะรักแม่ แต่มือที่มองไม่เห็นของ อดัม สมิธ เอื้อมมาถึงเรียบร้อยแล้ว ด้วยความยากจนแสนสาหัสนำหน้า เขาตัดสินใจจะพาแม่ไปทิ้งในป่า ระหว่างที่อุ้มแม่เดินทางเข้าไปในป่านั้น เขาเองก็น้ำตานองหน้าไปตลอดทาง แม่เองก็เจ็บปวดล้ำลึกมาก ท่านหักกิ่งไม้ทิ้งไปตลอดทาง เมื่อลูกชายเข้ามาในป่าจนลึกจนเชื่อมั่นว่า แม่ไม่สามารถจะออกจากป่าได้แล้ว จึงวางแม่ลงบนโขดหิน ร้องไห้และรีบหันหลังกลับเพื่อจะไปเสียให้พ้น ก่อนลูกจะจากแม่ไป แม่บอกลูกด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ลูกจงเดินกลับไปตามกิ่งไม้ที่แม่หักทิ้งไว้ เดี๋ยวลูกจะหลงทาง” (พลังวัฒนธรรม : ศาสตราจารย์ ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ)

  เรื่องแรกเป็นความสุขของคนรวยระดับมหาเศรษฐีกับชาวประมง เรื่องที่สองเป็นความสุขของแม่กับลูก ซึ่งทั้งสองเกี่ยวกับปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อความรู้สึกที่เป็นปัจจัยภายในตัวของคน ในมุมมองของข้าพเจ้าไม่เคยปัจจัย(เงิน)มาตีความให้กับปัจจัยภายในตัวเลย แต่ก็มีหลายคนมักจะเอาปัจจัยนั่นมาตีค่าเป็นความสุขให้กับตัวเองเหมือนเศรษฐีกับชาวประมง แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าปัจจัยเหล่านั้นก็จำเป็นแต่มันไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต คุณมีเงินมากก็จริงแต่ข้างกายคุณขาดคนที่รัก เข้าใจ คุณที่สุด เงินนั้นมันจะมีความหมายอย่างไร คุณเอาเงินซื้อคนที่คุณรักกลับมาได้หรือไม่มันก็คงจะเหมือนกับหนุ่มที่อุ้มแม่ไปทิ้งในป่า โดยแม่ไม่ได้โกรธเลยที่ลูกอุ้มไปทิ้งด้วยเหตุผลคือเลี้ยงไม่ไหว ลองคิดต่อให้นิทานว่าหากหนุ่มคนนั้นเกิดรวยขึ้นมาขนาดมหาเศรษฐีเรื่องแรกเขาจะไปเอาแม่ของเขาได้หรือไม่ แม่เขายังอยู่รอเพื่อให้เขาเข้าป่าไปอุ้มกลับมาหรือไม่.......

  มาถึงบรรทัดนี้คุณรู้หรือยังว่าความสุขของคุณอยู่ตรงไหน มีเงิน มีคนรัก มีงานทำ มีกินมีใช้ ....ความสุขของคุณ ๆ ทั้งหลายขึ้นอยู่กับอะไร ด้วยความปารถนาดีในวาระดิถึขึ้นปีใหม่นี้ ส.ศรัณ ก็ขอให้ทุกคนค้นหาความสุขหากยังหาไม่เจอ และคนที่เจอแล้วก็อย่าลืมคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวนะค่ะ อย่ามองเขาเพียงแค่ผลและประโยชน์ แต่ให้มองว่าเขาเหล่านั่นคือประโยชน์ สุขของท่าน

…………………………..


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บนเส้นทางการเดินของชีวิต



ความเห็น (0)