แต่เดิมการเรียนรู้ของคนไทยเราจะเป็นการเรียนรู้แบบเชิงรับ โดยเรียนรู้จากการบอกการสอนของผู้ใหญ่
ของครู ของผู้บังคับบัญชา หรือจากการจัดอบรมให้ความรู้ตามหลักสูตรต่างๆ
ซึ่งมีข้อมูลสะท้อนการเรียนรู้ลักษณะนี้ออกมาว่า ไม่ว่าจะสอน จะอบรมได้ดีเพียงใด ผู้เรียนก็ไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้ทั้งหมด
ผมคิดว่าการเรียนรู้เชิงรับจะสะกัดกั้นการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์
ซึ่งสาเหตุใหญ่เกิดจากการคิดแบบแยกส่วน ตอนเด็ก
ๆ คนจะไม่คิดแบบแยกส่วน แต่เมื่อเรียนสูงขึ้นก็เริ่มเรียนรู้เป็นวิชา เป็นเรื่อง ๆ
มีการสร้างคนให้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พอมาทำงานก็เลยคิดแบบแยกส่วน
มีกำแพงกั้นระหว่างฝ่าย ระหว่างคน อีกประการหนึ่งเกิดจากการแข่งขัน ซึ่งความจริงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่ช่วยกระตุ้นให้คิดสร้างสรรค์
แต่สิ่งนี้กลับเป็นการสร้างความกลัว ความไม่มั่นใจในตนเอง เช่น กลัวคนอื่นจะว่าโง่
คิดว่าตนเองพูดไม่เก่ง ฯลฯ จึงพยายามปกป้องตนเอง หรือพยายามแสดงให้คนอื่นรู้ว่าเรารู้
โดยมุ่งผลระยะสั้น และสาเหตุสำคัญสุดท้ายน่าจะมาจากความเคยชินจากการทำงานตามคำสั่ง
โดยจะรอคำสั่งแล้วทำตามคำแนะนำ ไม่กล้าคิดไม่กล้าทำ เมื่อมีปัญหาก็จะตามผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแก้ การเรียนรู้ในปัจจุบันจึงถูกปรับเปลี่ยนจากแบบเชิงรับมาเป็นแบบเชิงรุก ที่เชื่อว่าบุคคลสามารถสร้างความรู้ขึ้นได้ด้วยตนเอง
โดยส่วนตัวผมมีความเชื่อว่า
นักเรียน นักศึกษาหรือผู้เข้ารับการอบรมสัมมนา แต่ละคนล้วนมีประสบการณ์เดิมที่หลากหลายและแตกต่างกัน วิทยากร ครู อาจารย์ผู้สอนก็เป็นเพียงแหล่งเรียนรู้แหล่งหนึ่งเท่านั้น ที่มีหน้าที่มาให้ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นจากความรู้หรือประสบการณ์ของตนเอง
รวมทั้งพยายามหาเทคนิคหรือจัดกิจกรรมที่จะทำให้นักศึกษาเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้มากที่สุด
หน้าที่ของผู้เข้ารับการอบรมสัมมนาหรือผู้เรียนจะต้องเชื่อมโยงประสบการณ์ของตนเอง กับข้อมูลใหม่ประสบการณ์ใหม่จากผู้สอน จากเพื่อนร่วมสัมมนา ร่วมเรียน และจากการศึกษาค้นคว้าของตนเอง สู่การจัดระบบข้อมูลสารสนเทศ พัฒนาสู่การคิดวิเคราะห์
คิดสังเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาด้วยตนเอง แล้วนำไปปฎิบัติ และต่อยอดพัฒนาความรู้ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
เพราะ แต่เดิมการเรียนรู้ของคนไทยเราจะเป็นการเรียนรู้แบบเชิงรับ โดยเรียนรู้จากการบอกการสอนของผู้ใหญ่
ของครู ของผู้บังคับบัญชา หรือจากการจัดอบรมให้ความรู้ตามหลักสูตรต่างๆ
ซึ่งมีข้อมูลสะท้อนการเรียนรู้ลักษณะนี้ออกมาว่า ไม่ว่าจะสอน จะอบรมได้ดีเพียงใด ผู้เรียนก็ไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้ทั้งหมด
การเรียนรู้เชิงรับจะสะกัดกั้นการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์
ซึ่งสาเหตุใหญ่เกิดจากการคิดแบบแยกส่วน ตอนเด็ก
ๆ คนจะไม่คิดแบบแยกส่วน แต่เมื่อเรียนสูงขึ้นก็เริ่มเรียนรู้เป็นวิชา เป็นเรื่อง ๆ
มีการสร้างคนให้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พอมาทำงานก็เลยคิดแบบแยกส่วน
มีกำแพงกั้นระหว่างฝ่าย ระหว่างคน อีกประการหนึ่งเกิดจากการแข่งขัน ซึ่งความจริงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่ช่วยกระตุ้นให้คิดสร้างสรรค์
แต่สิ่งนี้กลับเป็นการสร้างความกลัว ความไม่มั่นใจในตนเอง เช่น กลัวคนอื่นจะว่าโง่
คิดว่าตนเองพูดไม่เก่ง ฯลฯ จึงพยายามปกป้องตนเอง หรือพยายามแสดงให้คนอื่นรู้ว่าเรารู้
โดยมุ่งผลระยะสั้น และสาเหตุสำคัญสุดท้ายน่าจะมาจากความเคยชินจากการทำงานตามคำสั่ง
โดยจะรอคำสั่งแล้วทำตามคำแนะนำ ไม่กล้าคิดไม่กล้าทำ เมื่อมีปัญหาก็จะตามผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแก้ การเรียนรู้ในปัจจุบันจึงถูกปรับเปลี่ยนจากแบบเชิงรับมาเป็นแบบเชิงรุก ที่เชื่อว่าบุคคลสามารถสร้างความรู้ขึ้นได้ด้วยตนเอง
โดยส่วนตัวผมมีความเชื่อว่า
นักศึกษาที่มาเรียน แต่ละคนล้วนมีประสบการณ์เดิมที่หลากหลายและแตกต่างกัน
อาจารย์ผู้สอนก็เป็นเพียงแหล่งเรียนรู้แหล่งหนึ่งเท่านั้น ที่มีหน้าที่มาให้ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นจากความรู้หรือประสบการณ์ของตนเอง
รวมทั้งพยายามหาเทคนิคหรือจัดกิจกรรมที่จะทำให้นักศึกษาเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้มากที่สุด
หน้าที่ของนักศึกษาจะต้องเชื่อมโยงประสบการณ์ของตนเอง กับข้อมูลใหม่ประสบการณ์ใหม่จากผู้สอน จากเพื่อนนักศึกษา และจากการศึกษาค้นคว้า
สู่การจัดระบบข้อมูลสารสนเทศ พัฒนาสู่การคิดวิเคราะห์
คิดสังเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาด้วยตนเอง แล้วนำไปปฎิบัติ และต่อยอดพัฒนาความรู้ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
เพราะขณะนี้เราจะเห็นแต่คนที่รอรับของสำเร็จรูป
เป็นผู้บริโภคที่ว่านอนสอนง่าย และชอบทำตามแบบกันมาก จึงทำให้สังคมเราขาดนักคิด ขาดการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนางาน
พัฒนาประเทศ รวมทั้งเป็นปัญหาต่อการสื่อสาร ที่ชอบยึดติดกับคน ชอบอ้างว่าผู้รู้คนนี้เขาว่าอย่างนี้
พอมีผู้รู้อีกคนว่าอีกแบบก็รู้สึกหงุดหงิด หาว่าเขาพูดไม่ตรงกัน
ถ้ามีใครมาถามผมทำนองนี้
ผมก็จะตอบไปว่า "แล้วคุณว่าอย่างไรล่ะ" เพื่อกระตุ้นให้เขาคิดสร้างความรู้และเป็นตัวของตัวเองเสียที…
ถ้ามีใครมาถามผมทำนองนี้
ผมก็จะตอบไปว่า "แล้วคุณว่าอย่างไรล่ะ" เพื่อกระตุ้นให้เขาคิดสร้างความรู้และเป็นตัวของตัวเองเสียที…
ความเห็นส่วนตัวของผมในการเป็นวิทยากรหรือเป็นครู/อาจารย์ผู้สอนนักเรียนนักศึกษาในยุคปัจจุบัน
5 คนชอบ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
คนถางทาง · 5 ก.พ. 2556
อุ๋มอิ๋ม อ.เสนา · 5 ก.พ. 2556
นิ้วนาง · 5 ก.พ. 2556
คนถางทาง · 5 ก.พ. 2556
tuknarak · 5 ก.พ. 2556
นางสาว อมรรัตน์ ขวัญ อินเลี่ยน · 5 ก.พ. 2556
JJ · 5 ก.พ. 2556
อาจารย์หายไปนาน นึกว่าไปปั่นหนังสือเล่มใหม่ให้อ่าน
ผมชอบยั่วยุให้ผู้เข้าอบรมคิดครับ
ความรู้ต้องสร้างและจัดการด้วยตนเอง ครูอาจารย์เป็นเพียงผู้กระตุ้น ผู้จัดกิจกรรม ผู้ยั่วยุให้เขาได้เกิดความรู้เท่านั้นอย่างที่ ดร.ขจิตทำนั่นแหละ
ขอบคุณคะ ชอบกับแนวคิด ถาม "แล้วคุณว่าอย่างไรล่ะ"
แต่ปฎิกิริยาผู้มี Authority หลังจากให้คำตอบไป ก็สำคัญคะ
ถ้าผิดว่า เงียบคือถูก แบบนี้ก็ไม่สนับสนุนให้นักเรียนคิด