ช่วง ๒-๓ กพ. ๒๕๕๖  ผมขับรถตะลุยเดี่ยวเที่ยวไปในอ่าวท่าฉลอม (จ.สมุทรสาคร)  ได้เห็นนาเกลือ แล้วยังได้เห็นการตากเคย (กุ้งทะเลตัวจิ๋วที่เอามาทำเป็นกะปิในที่สุด) 

เขาตากเคยกันริมถนน โดยกินพื้นที่ถนนมาครึ่งหนึ่ง (เหมือนคนอีสานตากข้าวเป๊ะเลย ไม่รู้นิสัยเอาเปรียบสังคมเนี่ยมันติดกันมาได้รวดเร็วอย่างไร) วิธีการคือ เอาตาข่ายเขียวพลาสติกรองพื้นเสียก่อน  เพื่อจะได้เก็บง่าย

จากนั้นเขาจะเอาคราดกวาดพลิกเคยเป็นระยะๆ   วันหนึ่งพลิกสัก ๖ ครั้ง หนึ่งแดดก็แห้งได้ที่  อ้อ..ลืมไปก่อนเอามาตาก เขาต้องคลุกเกลือด้วย ให้เกลือมันซึมเข้าเนื้อ  เป็นการหมักแดดไปด้วยในตัว   จากนั้นเขาก็เอาไปบด และ ปรุงแต่งให้เป็นกะปิต่อไป 

เคยบางชุดสีแดง บางชุดสีขาว  ถามแล้วได้ความว่าที่สีแดง เป็นเพราะผสมสี  ถ้าไม่ผสมจะสีขาว  ดังนั้นผมว่าเวลาซื้อกะปิ เลือกไอ้ที่สีขาวๆ ก็น่าจะดีกว่านะ

วิญญาณครูเข้าสิง   ....ผมถือโอกาสสอนชาวประมงว่า  ควรตากแบบยกแคร่  จะประหยัดเนื้อที่ลงได้สามเท่า (ไม่ต้องมากินเนื้อที่ถนนสาธารณะ)   และยังประหยัดแรงงานการพลิกกลับได้มาก  ซึ่งผมได้ทดลองมาแล้วจากการอบแห้งข้าวเปลือก มันได้ผลดีมากเลยนะ  เชื่อว่า ตากเคยก็จะได้ผลดีเหมือนกัน ...ปรากฎว่า เขาไม่เชื่อ  อ้างโน่นอ้างนี่ ว่าตากบนถนนดีแล้ว หรืออะไรไปเรื่อย ไม่ว่าผมจะพยายามอธิบายเหตุผลแบบง่ายๆ ให้เข้าใจอย่างไรก็ตาม

น่าสังเกตว่าพวกรากหญ้าไทยเรามีนิสัย  “รักความโง่เดิมๆ”  เหมือนกันหมด   ก่อนนี้ผมไปสอนวิธีปิ้งไก่ให้เร็ว ประหยัดพลังงาน ประหยัดแรง และไร้ควัน ให้แม่ค้าริมทาง  ก็ได้ผลคล้ายกับที่สอนคนตากเคยท่าฉลอม     ....นักวิจัยม.ผมคิดค้นวิธีปลูกมันสำปะหลังได้ผลมากกว่าปกติ ๓ เท่า แถมลดการใช้ปุ๋ยเคมีอีกสามเท่า     เอาไปเผยแพร่ ก็ไม่มีใครฟัง   ....แปลกแท้ๆ 

นี่ขนาดพวกรากหญ้ายังดื้อขนาดนี้ทั้งที่เราชี้ช่องให้ฟรีๆ   นอกจากไม่ขอบคุณที่ให้ความรู้แล้ว ยังเถียงฉอดๆ       แล้วระดับนักวิชาการไทยจะไปสอนอะไรเขาได้หรือ ศ.  รศ. ดร. เต็มประเทศ     คงต้องไปกระซิบหลวงพ่อคูณให้ช่วยเคาะกะโหลกแรงๆ  คงพอเข้าบ้าง ไม่ว่ารากหญ้าหรือนักวิชาการ

วันนี้ทำให้นึกถึงวาทะของท่าน Maharishi (อาจารย์พวก The Beatles) ที่ว่า   .....  คนฉลาดต่างจากคนโง่ตรงที่ คนโง่นั้นเราต้องบอกมันพันครั้งกว่ามันจะเข้าใจ ส่วนคนฉลาดนั้นเราบอกแค่ร้อยครั้งมันก็เข้าใจแล้ว  

...คนถางทาง (๕ กพ. ๒๕๕๖)