คงเหมือนเวลาที่ พบ.สอนคนไข้ มังค่ะอาจารย์ ชลัญได้บทเรียนจากเรื่องนี้พอควร  ชลัญเจอคนไข้คนหนึ่งเป็นโรคระบบประสาท คือกล้ามเนื้ออ่อนแรง Myasthenia  gravis พวกนี้ต้องรักษาที่ รพ.  แต่คนไข้  กลับเชื่อ  พ่อแม่เขา  ที่นำไปรักษาด้วยหมอน้ำมนต์ แทน  ผลลับ กลับมา  ปรากฎว่า  เยิ่น กลับมามาก  ชลัญไม่ได้ดุคนไข้ค่ะ  เข้าใจเขา  เพียงถามเขาว่า  ทำมถึงเชื่อคนตาบอด ด้วยกัน หากเขาพาไปตกเหวมิตายกันหมดหรือ คนไข้บอก ที่เชื่อเพราะคนตาบอดนั้น เป็นพอแม่  ที่ไม่เคยคิดร้ายต่อเขาเลย  นั่นเอง บทเรียนครั้งนั้นทำให้ ชลัญเรียนรู้ว่า  ศรัทธา  เท่านั้นที่จะทำให้เขาเชื่อเรา  เราต้องสร้างศรัทธาก่อน  หากเขาไม่มีศรัทธา ในตัวเรา  แล้ว  พูดจนปาดฉีกถึงหู เขาก็คงไม่ฟัง  แน่ 

          เหมือนกับชลัญมีศรัทธาใน ดร.รากหญ้า  ไม่ต้องพูดมาก  แค่ชี้แนะ  ก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามค่ะ

         ส่วนเรื่องของการดำเนินชีวิตง่ายๆ  ของชาวบ้านนี่  เป็นอะไรที่ซับซ้อนมาก  ชลัญเคยพูดกับพ่อหรือพี่น้องที่ใกล้ชิด   เรื่องการ เกษตรแบบ ชีวภาพ  โดย ยกตัวอย่าง  ดร.หลายๆท่านที่ชี้แนะไว้  ถูกตอกกลับ หน้าหงายว่า ดร.พวกนั้นดีแต่พูด  แน่จริงมาทำเกษตรแข่งกับเขา ซิว่าใครจะเก่งกว่ากัน แต่เขากลับเชื่อ คนกลุ่มเดียวกันแต่ดูจะสบผลสำเร็จจากการทำการเกษตร มากกว่า ซึ่งวิธีที่ทำอาจทำลายสิ่งแวดล้อมหรือเอาเปรียบสังคม เขาก็ทำ   ชลัญล่ะหมดทางไปค่ะ  คงต้องสร้างศรัทธา  แต่สำคัญว่าจะสร้างอย่างไรน่ะค่ะอาจารย์