ปัญหานี้มักเกิดขึ้นแบบไม่เลือกสถานที่.....หนูคงไม่มีผลสำรวจหรืองานวิจัยใดๆมาอ้างอิง

แต่ขอใช้ประสบการณ์จากตัวเองและเพื่อนหลายคนมาตัดสินในการเขียนครั้งนี้  เพราะว่าชีวิตจริงที่เจอในทุกๆวันนี้

ไม่ว่าจะเมื่ออยู่ที่บ้านอยู่ในครอบครัว...หรืออยู่สถานศึกษาในชั้นเรียน   

           ในที่นี้หนูไม่ได้บอกว่าการเปรียนเทียบมันไม่ดี  แต่บางทีถ้ากรอบการเปรียนเทียบมันมากเกินไปก็จะก่อ

ความเครียด ความอึดอัดใจต่อผู้เรียน  อย่างเช่นสมมติว่า ผู้สอนไม่ได้ตระหนักว่างานที่นักเรียนทำจะออกมาดีแค่ไหน 

ตั้งใจแค่ไหน เพียงแต่มองว่ามันง่ายเกินไป มันมีคนทำมาเยอะแล้ว  และเอาไปเปรียบเทียบกับงานที่ผู้สอนชอบ

มากกว่า สนใจมากกว่า แม้ว่างานนั้นอาจจะออกมาไม่ดี แต่ผู้สอนถูกใจ  เกณฑ์การให้คะแนนอาจจะออกมามากกว่า

และดูแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ทั้งๆที่นักเรียนอาจจะตั้งใจในสิ่งที่ทำมากแต่ไม่ถูกใจผู้สอนเมื่อผลตอบรับมันแย่ 

การเสริมแรงทางบวกไม่มี มันจะสร้างความเบื่อหน่ายและไม่อยากเรียนในวิชานั้นๆเลย

        หนูเรียนศึกษาศาสตร์ ถ้าเรียนจบหนูตั้งใจจะเป็นครูที่สั่งสอนเด็กๆในทุกๆด้านไม่ใช่เพียงแค่ตำราในหนังสือ 

หนูจะสอนการใช้ชีวิตด้วย  เพราะฉะนั้นหนูจึงจะนำเอาประสบการณ์นี้เก็บไปใช้ ว่าเด็กมีความอึดอัดใจแค่

ไหนเมื่อต้องถูกเปรียนเทียบบ่อยๆ เมื่อไม่ถูกมองเห็นความตั้งใจ และหนูต้องเก็บเกี่ยวความรู้ความเข้าใจ

ในเกี่ยวกับตัวเด็กให้มาก   เช่น  ความแตกต่างระหว่างบุคคล ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางด้านการเรียนรู้  ด้านIQ เพราะคนเรา

ทุกคนเกิดมาย่อมมีข้อแตกต่างกัน  โดยเฉพาะในชั้นเรียนแล้ว เราต้องเข้าใจว่าพื้นฐานสมองของเด็กที่มาจากต่างที่

ย่อมแตกต่างกัน ถ้าผู้สอนไม่เข้าใจจุดๆนี้ หนูคิดว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในการสอน จึงทำให้เรามักได้ยินอยู่บ่อยๆ 

ว่า ''เป็นครูใครๆก็เป็นได้ แต่จะเป็นครูที่มีคุณภาพ สามารถถ่ายทอดความรู้ที่มีให้แก่ผู้เรียนได้นำไปใช้

ประโยชน์จริงๆนั้นมันยาก"