๑. ยอมรับความจริง... เราเป็นผู้สูงอายุผ่านกาลเวลามายาวนาน เป็นคนรับผิดชอบ เป็นคนขยัน เมื่อร่างกายของเรามันแก่ พระพุทธเจ้าท่านให้เรายอมรับความจริง ต้องมีความสุขในความแก่ อยากให้มันสาวมันไม่สาว อยากให้มันหนุ่มมันไม่หนุ่มหรอกนะ ต้องเจ็บปวดเพราะโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ มันมีมา

พระพุทธเจ้าท่านให้เรายอมรับตามความเป็นจริง เราต้องมีความแก่เป็นธรรมดา มีความพลัดพรากเป็นธรรมดา ถ้าเราไปต่อต้านไม่อยากเจ็บไม่อยากป่วย ทำให้เป็นบาป มันเป็นทุกข์ทางใจไปเปล่า ๆ ทุกข์ทางกายมันก็มาอยู่แล้ว...
๒. คนผู้สูงอายุนี้ก็ต้องเป็นผู้ที่ใจดีใสบาย เพราะความดับทุกข์ที่แท้จริงมันอยู่ที่ใจดี ใจสบาย ใจสงบ...
เราเป็นเด็กหนุ่มสาววัยทำงาน ใจของเราอยู่กับสิ่งภายนอก ธุรกิจหน้าที่การงาน นี้ก็ถือว่าเราเป็นวัยเกษียณการงานภายนอก แต่เรายังมีงานอยู่นะ งานทำจิตใจให้สบาย งานฝึกหายใจเข้าสบายออกสบาย เราฝึกหายใจเข้าออกสบายทุกอิริยาบถ ยืนเดินนั่งนอน เพราะใจของเรามันจะได้มีงาน มีเครื่องอยู่

ที่เราหายใจเข้าออกสบายออกสบายเป็นงานบุญงานกุศล หรือใครจะท่องพุทโธ ๆ ในใจก็ได้ จิตใจได้รับก็คือเกิดความสงบเหมือนกัน
คนผู้สูงอายุต้องมาอยู่กับตัวเองให้มาก ๆ หายใจเข้าสบายออกสบาย อยู่กับพุทโธ ๆ
พระพุทธเจ้าท่านสอนการเจริญอานาปานสติ กำหนดรู้อยู่กับลมหายใจเข้าหายใจออก พระพุทธเจ้าท่านเข้าฌานสมาบัติจนกระทั่งเสด็จดับขันธปรินิพพาน

๓. ความเมตตา... ผู้สูงอายุต้องฝึกเจริญเมตตาให้มาก ๆ พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเป็นผู้ที่มีความโกรธ ความพยาบาท เพราะทุกอย่างไม่ได้ตามใจ มันจะมีความโกรธ ความพยาบาท การไม่ได้ตามใจ ลูกก็ไม่ได้ตามใจ ทุกอย่างมีแต่ปัญหา ความโกรธก็จะมี พระพุทธเจ้าท่านจึงให้เราเจริญเมตตาให้มาก ๆ ให้เป็นผู้ใหญ่ใจดี ผู้เฒ่าใจดี เป็นปูชนียบุคคล อย่าไปพูดมากพูดหลาย ลูกหลานเขาไม่ชอบ เพราะเรามันเป็นผู้รู้หลายแล้วอดพูดไม่ได้ ไม่ดีนะ...

๔. ออกกำลังกาย... พระพุทธเจ้าท่านเดินจงกรม ญาติโยมก็ต้องมีการออกกำลังกาย ต้องฝึกประพฤติปฏิบัติ ฝึกปล่อยฝึกวาง คนแก่ต้องฝึกออกกำลังกายให้ได้มาก ๆ หน่อย มันจะได้ไม่เสื่อมเร็ว
การออกกำลังกายนี้เป็นสิ่งที่ดี ทำให้ร่างกายของเราสดชื่นแข็งแรง อายุยืน ทำให้สติดีขึ้น ทำให้ความเชื่อมั่นของตัวเองดีขึ้น พระพุทธเจ้าท่านออกกำลังกายด้วยการเดินจงกรมกลับไปกลับมา นี้คือการออกกำลังกายของพระพุทธเจ้า...
<p>“พระพุทธเจ้าท่านออกกำลังกายทุกวัน เดินจงกรมทุกวัน” การเดินจงกรมของพระ หรือผู้ปฏิบัติธรรม คือการออกกำลังกายพร้อมกับการเจริญสติไปในตัว </p><p>
</p><p>ถ้าเราไม่ออกกำลังกายชื่อว่ายังไม่ได้ปฏิบัติธรรม… </p><p>อย่างคนจีนที่ออกกำลังกายตอนเช้า ที่เดิน ที่วิ่ง เล่นไทเก๊ก นั่นแหละดีมาก ถ้าเราไม่สะดวกในการที่จะออกกำลังกายอย่างนั้น เราก็ทำที่บ้านที่ห้องของเรา </p><p>การออกกำลังกายนี้ถือว่าเป็นสิ่งถนอมชีวิต เป็นการปฏิบัติธรรม… </p><p>การออกกำลังกายมันได้ทั้งความแข็งแรง ได้ทั้งสติ อย่างเช่นองค์หลวงตามหาบัว ท่านเดินจงกรมทุกวัน ออกกำลังกายทุกวัน ท่านไปวัดไหนท่านก็เดินตรวจดู ไปวัดไหนแล้ว ไม่เห็นทางจงกรม ท่านก็ถามหาเจ้าอาวาสเลยว่าเป็นใคร เป็นอย่างไรกัน ทำไมวัดนี้ไม่มีทางจงกรม</p><p>ผู้สูงอายุบางคนชอบแต่นั่งสมาธิ ไม่ชอบเดินจงกรม อย่างนี้ไม่ได้นะต้องเดินจงกรม อย่างเราปฏิบัติกิจวัตร เราได้ออกกำลังกาย มันดีมาก ได้ปฏิบัติธรรมแล้วได้เจริญสติ เจริญสมาธิไปด้วย</p><p>ผู้สูงอายุบางท่านเดินจงกรมวันหนึ่งตั้งหลายชั่วโมงนะ มันได้ทั้งสติทั้งสมาธิแข็งแรง ได้ละความขี้เกียจขี้คร้านเห็นแก่ตัว “ถ้าใครยังไม่ได้ออกกำลังกาย ก็ให้พากันเริ่มออกกำลังกายได้แล้วนะ…”</p><p>
</p><p>พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า</p><p>ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย</p><p>ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕</p>
การออกกำลังกายนี้ถือว่าเป็นสิ่งถนอมชีวิต เป็นการปฏิบัติธรรม...
บันทึกนี้ดีจัง ขอบคุณค่ะ
ดีใจ และอยากบอกว่า "ขอบคุณมากค่ะ" กับการแบ่งปันเรื่องราวดี ๆ
ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆครับ พระพุทธศาสนาสอนนี่แหละให้มนุษย์เรียนรู้และเข้าใจตนเอง สอนให้มนุษย์ทุกเพศทุกวัยทุกสถานะอยู่ได้อย่างมีความสุขก่อนใครๆ
ขออนุโมทนาบุญและขอบคุณสำหรับบันทึกที่ดีขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการออกกำลังกายค่ะ
เป็นหลักธรรมที่น่าสนใจมากครับ