บันทึกการเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำร่างข้อเสนอการคุ้มครองเด็กในระดับพื้นที่ จังหวัดสมุทรสาคร วันพุธที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๖ ณ ห้องประชุมใหญ่ ภัตตาคารนิวรสทิพย์ จังหวัดสมุทรสาคร
โดยนางสาวปรางค์สิรินทร์ เอนกสุวรรณกุล
เผยแพร่เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๖
เมื่อวานนี้(๓๐ มกราคม ๒๕๕๖) ข้าพเจ้าได้เดินทางไปเข้าร่วมประชุม การจัดทำร่างข้อเสนอการคุ้มครองเด็กในระดับพื้นที่
จังหวัดสมุทรสาคร การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพราะว่า จังหวัดนี้เป็นพื้นที่ที่มีผู้ใช้แรงงานต่างด้าวอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ที่ได้เข้ามาในประเทศไทยเพื่อทำมาหากินให้ชีวิตของพวกเขามีคุณภาพที่ดีขึ้น และเมื่อแรงงานต่างด้าวเหล่านี้เข้ามา ก็จะมีบุตร หลาน เด็กๆที่เดินทางตามมาด้วย จึงต้องมีการดูแลการคุ้มครองเด็กเหล่านี้
อาชีพของแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทางอาหาร อาจไม่ได้อยู่ในโรงงาน แต่ทำงานอยู่ที่ตลาด ซึ่งตลาดกลางของอาหารทะเล ที่ทุกคนรู้จักกันก็คือ “ตลาดมหาชัย”นั่นเอง พวกเขาทำหน้าที่คัดแยกกุ้ง ปลา ปูที่ส่งมาจากเรือประมง หรืออาจทำงานตามไร่ ตามสวนของคนไทยในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งแรงงานเหล่านี้ก็อาจรวมถึงแรงงานที่เป็นเด็กด้วย การเข้ามาทำงานและอยู่อาศัยในประเทศไทย ของแรงงานต่างด้าวและผู้ติดตามจำนวนมากในจังหวัดสมุทรสาคร โดยเฉพาะกลุ่มเด็กนี้เองที่เราต้องคุ้มครองและดูแล การประชุมในวันนี้จึงเกิดขึ้น
การประชุมวันนี้เป็นการนำเสนอผลงานการสำรวจสภาพการณ์การคุ้มครองเด็กในจังหวัดสมุทรสาคร โดย นายสมพงศ์ สระแก้ว จากนั้น จะเป็นการร่วมกันวิพากษ์ระบบการคุ้มครองเด็กในจังหวัดสมุทรสาคร โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร เจ้าพนักงานตำรวจ หอการค้าจังหวัด พัฒนาสังคมฯจังหวัด หัวหน้าบ้านพักเด็ก เป็นต้น เพื่อให้มีการปรับปรุงระบบการคุ้มครองเด็กให้มีประสิทธิภาพและทั่วถึงในลำดับต่อไป นอกจากนั้นผู้เข้าร่วมประชุม ก็มาจากหลายภาคส่วน ทั้งอนุกรรมการการให้สถานะแก่เด็ก มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ดูแลเยาวชนในพื้นที่ โรงเรียนรัฐบาลในพื้นที่ รวมถึงประชาชนที่มีความสนใจ
จากการที่ข้าพเจ้าได้เข้าร่วมประชุม ได้เห็นบรรยากาศการประชุม รวมถึงได้สนทนากับผู้เข้าร่วมประชุมในวันนี้ ข้าพเจ้ามีข้อสังเกต ดังนี้ว่า
ข้อ ๑ ที่ประชุมและผู้เข้าร่วมประชุม ไม่ทราบว่า เรื่องที่เราจะต้องรู้ หรือเรื่องที่เราจะต้องพูดคุยกันก็คือเรื่อง “สิทธิสถานะบุคคล” โดยที่ไม่ทราบว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องพื้นฐานของสิทธิทุกประการที่จะตามมา ที่ประชุมและผู้เข้าร่วมประชุม ค่อนข้างสนใจในประเด็นว่า “เด็กจะเข้าโรงเรียนได้หรือไม่” “เด็กจะรักษาพยาบาลได้อย่างไร” ในตอนแรกไม่ได้กล่าวถึงเรื่องสิทธิสถานะบุคคลแต่อย่างใด แต่ สุดท้ายการพูดคุยก็ไม่พ้นประเด็นที่ว่า “เด็กจะมีเลข ๑๓ หลักได้ด้วยหรือ” “จะมีเลข๑๓หลักได้อย่างไร” “เอาชื่อเข้าทะเบียนประวัติ ทะเบียนบ้านคนอยู่ชั่วคราวอย่างไร” ซึ่งเป็นเรื่องของสิทธิในสถานะบุคคลอยู่ดี
เรื่องสิทธิในสถานะบุคคล เป็นเรื่องเบื้องต้นที่ที่ประชุมและทุกท่านควรรู้ ไม่เฉพาะแต่บุคคลต่างด้าวเท่านั้น หน่วยงานที่ดูแล ที่มีความเกี่ยวข้องก็ควรมีองค์ความรู้ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งมีทั้งสิทธิสถานะบุคคลตามกฎหมายแพ่ง กฎหมายสัญชาติ กฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายการทะเบียนราษฎร เป็นต้น เป็นสิ่งที่เราควรรู้ สิทธิในสถานะนี้ จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า แต่ละคนมีสถานะตามกฎหมายอย่างไร เพราะสถานะต่างๆนี้เอง ที่เป็นฐานของสิทธิต่างๆที่จะตามมา และด้วยความไม่พัฒนาของกฎหมาย สิทธิต่างๆยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ สิทธิต่างๆ จึงแตกต่างกันอยู่ตามสถานะทางกฎหมาย ดังนั้น หากเราไม่รู้ว่า สิทธิสถานะตามกฎหมายของเราเป็นอย่างไร เราก็ไม่อาจรู้ได้ว่า แล้วสิทธิประการต่างๆของเรามีอะไรบ้าง เราจะเป็นผู้ทรงสิทธินั้นได้หรือไม่ และเราจะเข้าถึงสิทธิประการต่างๆได้อย่างไร ดังนั้น เรื่องสิทธิสถานะบุคคล จึงเป็นเรื่องที่เราควรมีความรู้ และเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ และนำมาพูดคุยกัน
ปัญหาการไม่ทราบถึง เรื่องสิทธิสถานะบุคคลนั้นเห็นได้จากภาพรวมของการประชุม ส่วนใหญ่จะพูดถึงสิทธิต่างๆของเด็ก ทั้งสิทธิการศึกษา สิทธิรักษาพยาบาล แต่ไม่ได้กล่าวถึงว่า สถานะของเด็กต้องเป็นเช่นไรถึงจะได้รับสิทธินั้น หรือตอนนี้เด็กมีสถานะอย่างไร แล้วจะได้สิทธินั้นหรือไม่ รวมถึงจากการพูดคุยกับคุณครูโรงเรียนวัดบางหญ้าแพรก ที่ท่านมีความเป็นห่วงเด็กๆ ในเรื่องการศึกษา และเรื่องการรักษาพยาบาล ท่านให้ข้อมูลว่าเด็กไม่มีเอกสารใดๆ จะไปรักษาพยาบาล สถานีอนามัยก็ต้องการเลข ๑๓ หลัก ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือไม่ ก็สามารถมีเลข ๑๓ หลักได้ ข้าพเจ้าก็ได้อธิบายเบื้องต้นให้คุณครูท่านนี้มีความเข้าใจ นี่ก็เป็นหนึ่งในเรื่องของสิทธิในสถานะบุคคลที่คุณครูที่แม้มีความตั้งใจอันดี แต่ก็ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เช่นนี้จึงเป็นที่น่าเสียดายแก่เด็กๆ ที่อาจมีสิทธิในสถานะบุคคลที่ดีกว่านี้ แต่ก็ยังไม่ได้รับสถานะดังกล่าวแต่อย่างใด การพูดถึงสิทธิประการต่างๆ แต่ไม่พูดกันถึงสถานะบุคคลตามกฎหมายอันเป็นเรื่องพื้นฐานของทุกอย่างนี้ เหมือนกับว่า เราจะขึ้นตึกไปหาดาดฟ้า เราถามคนว่า ดาดฟ้า ไปทางไหน โดยที่ยังไม่ถามกันเลยว่าจะขึ้นตึกนี้ได้อย่างไร ถ้าเราไม่ถามถึงทางขึ้นตึกก่อนแล้วเช่นนี้เราจะขึ้นไปถึงดาดฟ้าได้เช่นไร
การไม่ทราบความสำคัญของสิทธิในสถานะบุคคล ในความเห็นของข้าพเจ้าเป็นไปได้ว่า ที่ประชุมหรือผู้เข้าร่วมประชุมนั้นอาจไม่ทราบว่า
- สิทธิสถานะบุคคลตามกฎหมาย คืออะไร
- เรื่องอะไรบ้างที่เป็นสิทธิสถานะบุคคลตามกฎหมาย
- ความสำคัญของสิทธิสถานะบุคคลตามกฎหมายมีประการใดบ้าง
- ไม่ทราบว่าพื้นฐานแห่งสิทธิต่างๆ ก็คือเรื่องสถานะของบุคคล
- มองไม่เห็นภาพรวมของความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิสถานะบุคคล การได้รับสิทธิสถานะที่เหมาะสม การพัฒนาสถานะ และการได้รับสิทธิตามสถานะที่พึงมี การพัฒนาสถานะเพื่อให้ได้รับสิทธิ รวมถึงการเข้าถึงสิทธิตามสถานะที่พึงได้รับด้วย
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ และคิดหากันว่า เราจะทำอย่างไร ให้ทุกท่านตระหนักและเห็นความสำคัญของการมีองค์ความรู้เรื่องสิทธิสถานะบุคคลนี้ได้ ทำอย่างไรให้คุณครู รวมถึงผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ผู้ซึ่งมีความตั้งใจดีที่จะช่วยเหลือ ดูแลเด็ก ให้มีความรู้ในเรื่องนี้ เพราะจะทำให้เด็กอันเป็นเป้าหมายของที่ประชุม รวมถึงคนที่ทำงานดูแลในส่วนนี้ มีสถานะที่เหมาะสม เพื่อที่เด็กจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆที่พึงมีในลำดับต่อไป
ข้อ ๒ ข้าพเจ้าได้พูดคุยกับคุณครูวัดบางหญ้าแพรกถึงเรื่องสิทธิในการศึกษา และสถานการณ์การศึกษา ของเด็กผู้ติดตามแรงงานต่างด้าว และปัญหาจริงที่สถานศึกษาเผชิญ ได้ความดังนี้
เรื่องการเข้าเรียนของเด็กกลุ่มนี้ คุณครูให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันนี้มีนโยบายให้รับเด็กทั้งหมดเข้าศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเด็กไทย หรือเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งสถานศึกษาในจังหวัดสมุทรสาครก็ปฏิบัติตามทั้งหมดแล้ว แต่ทางสถานศึกษาจะมีความกังวลที่จะรับเด็กที่เป็นผู้ติดตามแรงงานต่างด้าวเข้าศึกษา เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้ จะมีปัญหาการออกจากสถานศึกษากลางคัน และเคยเกิดกรณีที่เด็กออกจากสถานศึกษาไป แต่ไม่แจ้งให้โรงเรียนทราบ โรงเรียนไม่ได้ตรวจสอบว่าเด็กคนใดออกไปแล้วบ้าง ทำให้ชื่อของเด็กยังอยู่ในระบบ เวลาได้งบประมาณที่ใช้จ่ายในสถานศึกษาโดยคำนวณจากจำนวนเด็กจากรายชื่อเด็กที่อยู่ในระบบเป็นรายหัว และเมื่อจำนวนชื่อในระบบ กับจำนวนเด็กที่มีอยู่จริงไม่เท่ากัน เพราะเด็กออกจากการศึกษาโดยที่โรงเรียนไม่ทราบ จึงทำให้เกิดปัญหากับสถานศึกษา และคุณครูเล่าให้ฟังว่า แนวทางของศูนย์การศึกษา คือให้เด็กเข้าเรียนทุกคน แต่ถ้าออกจากศูนย์ไปแล้ว จะไม่สามารถกลับมาเรียนได้อีกครั้ง คือให้โอกาสในการเข้าศึกษาได้แค่คนละโอกาสเดียวเท่านั้น
ในความเห็นของข้าพเจ้า การให้การศึกษาแก่เด็กทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กสัญชาติไทย หรือเด็กไม่มีสัญชาติไทย ของสถานศึกษานั้น ทำได้ถูกต้องแล้ว ตรงตามหลัก “Education for all” ที่ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงและได้รับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แต่ในส่วนที่ให้โอกาสเด็กกลุ่มลูกแรงงานต่างด้าว มีโอกาสเข้าเรียนได้เพียงแค่ครั้งเดียว หากออกจากสถานศึกษาไปแล้ว และต้องการกลับมาศึกษานั้นไม่สามารถทำได้ ตรงนี้ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตว่า จะเป็นการตัดโอกาสทางการศึกษาของเด็กกลุ่มนี้เกินไปหรือไม่ เพราะการออกจากสถานศึกษานั้นก็มีได้หลายสาเหตุ เด็กเองอาจมีปัญหาทางด้านฐานะทางเศรษฐกิจ เด็กอาจต้องออกไปทำงานช่วยพ่อแม่หาเงิน ในส่วนนี้ หากได้มีการคำนึงในประการต่างๆอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงเข้าถึงการศึกษาได้แล้ว ก็มีความเป็นไปได้ ที่จะให้โอกาสกับเด็กในส่วนนี้
ปัญหาทางข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า เด็กกลุ่มนี้มักจะออกจากสถานศึกษากลางคัน จนเกิดปัญหาประการต่างๆ ส่งผลให้สถานศึกษาไม่อยากรับเด็กกลุ่มนี้ ตรงนี้ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า นี่เป็นเรื่องที่ต้องหาแนวทางการป้องกัน หรือแก้ไขปัญหานี้กันต่อไป โดยอาจมีการจัดทำทะเบียนข้อมูลนักเรียนที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ว่า นักเรียนคนใดออกจากการศึกษาไปแล้วบ้าง และเมื่อเป็นที่ทราบกันแล้วว่าต้องมีปัญหาเช่นนี้ อาจจะเป็นหน้าที่ของสถานศึกษาที่ต้องคอยตรวจนับยอดของเด็ก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังที่แล้วมา ซึ่งปัญหาเรื่องเหล่านี้ แม้เป็นปัญหาทางข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถจะนำปัญหาเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อมาขัดขวางสิทธิของมนุษย์ทุกคนที่ควรได้รับและเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม ในทางปฏิบัติสถานศึกษาที่รับเด็กทุกคนเข้าเรียนนั้นทำได้อย่างถูกต้อง แต่ในเรื่องของทัศนคติที่มีต่อเด็กกลุ่มนี้นั้น เราควรปรับเปลี่ยนหรือไม่ คำนึงถึงสถานการณ์จริงของชีวิตเด็กกลุ่มนี้ คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ความเป็น”คน” ที่ไม่ได้มีน้อยหรือแตกต่างจากเราแต่ประการใดเลย ซึ่งเรื่องทัศนคตินี้ ก็เป็นเรื่องที่ค่อยๆปรับเปลี่ยนกันไปได้ แต่ก็ต้องมีการกระตุ้นและสร้างความเข้าใจอันดี ในพื้นที่ รวมถึงสังคมโดยรวมด้วย
นอกจากปัญหาด้านการเข้ารับการศึกษาแล้ว คุณครูเล่าให้ฟังว่า ต่อไปการสอบ O –NET จะต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชนของเด็กในการเข้าสอบ ซึ่งต่อไปเด็กต่างด้าวเหล่านี้ที่อยู่ในสถานศึกษาก็อาจต้องเผชิญกับปัญหาการเข้าสอบไม่ได้ หากยังไม่มีแนวทางในการแก้ปัญหานี้ออกมา
ข้อ ๓ เรื่องสิทธิรักษาพยาบาลของเด็กนั้น คุณครูที่ข้าพเจ้าพูดคุยด้วย มีความเป็นห่วงเด็กกุล่มนี้เป็นอย่างมากว่า ไม่สามารถได้รับสิทธิใดๆเลย เพราะสถานีอนามัยให้สิทธิประโยชน์ทางด้านสุขภาพก็เพียงเฉพาะ”ผู้ที่มีเลข ๑๓ หลัก” เวลาไปรักษาพยาบาลต้องจ่ายเต็มอัตราทุกครั้ง
ตรงนี้ก็เชื่อมโยงได้กับความสำคัญของความรู้ด้านสิทธิสถานะบุคคลข้างต้น เนื่องจากเรื่องเลข ๑๓ หลักนี้ ความจริงแล้ว เราต้องเข้าใจว่า แม้ไม่ใช่คนไทย แต่ถ้าได้รับการบันทึกในทะเบียนประวัติ ก็สามารถมีบัตรขึ้นต้นด้วยเลข ๐ ได้ และเมื่อมีชื่ออยู่ในทะเบียนประวัติก็จะมีสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทย สิทธิประโยชน์ของเด็กบางประการก็จะเกิดขึ้นจากสถานะตรงนี้ เช่น สิทธิในการรักษาพยาบาล เป็นต้น
นอกกจากนี้คุณครูวัดบางหญ้าแพรกยังได้ให้ข้อสังเกตว่า ขณะนี้ยังไม่มีศูนย์ หรือหน่วยงานกลาง ที่จะทำหน้าที่ประสานงานไปยังหน่วยงานต่างๆ คือรับเด็กมาเบื้องต้น ถ้าเด็กต้องการศึกษาก็ประสานไปยัง โรงเรียนให้ หรือเด็กต้องการรักษาพยาบาลก็ประสานงานไปยังสถานีอนามัย หรือโรงพยาบาล รวมถึงดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลของเด็ก หรือหากเกิดเหตุอาชญากรรมกับเด็ก หน่วยงานนี้ก็จะทำหน้าที่ประสานงานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ ถ้าได้มีการจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงได้ก็จะเป็นประโยชน์ในการดูแลเด็กในด้านต่างๆเป็นอย่างมาก

</span>