บันทึกการประชุม IHPP Journal Club: ASEAN Series ๒๕ มกราคม ๒๕๕๖ เวลา ๐๘.๓๐น. – ๑๐.๐๐น. ห้องประชุม ๑ ชั้น ๒ IHPP ในหัวข้อ อาเซียนและสิทธิมนุษยชนด้านสุขภาพ (Right to Health in ASEAN) 

                                                                                       

                                                                                                    โดยปรางค์สิรินทร์ เอนกสุวรรณกุล

                                                                                                  บันทึกเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๕



              การประชุมในวันนี้เป็นการจัดประชุมโดยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ  กระทรวงสาธารณสุข เป็นการร่วมกันรับฟังและแสดงความเห็นของท่านผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนและเรื่องสิทธิมนุษยชนด้านสาธารณสุข ทั้งท่านอาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสาธารณสุข เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ  และผู้แทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านสาธารณสุข

               แต่เนื่องจากข้าพเจ้าไม่สามารถเดินทางมาทันเข้าร่วมฟังช่วงแรกของการประชุมได้ ข้าพเจ้าจึงจดบันทึกและรายงานถึงการร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นหลังจากช่วงแรก จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ จากการประชุม ได้มีการสนทนาแสดงความคิดเห็น  ในหัวข้อ อาเซียนและสิทธิมนุษยชนด้านสุขภาพ (Right to Health in ASEAN) และข้าพเจ้าได้บันทึกสรุปการแสดงความเห็นไว้ดังนี้


คุณนิยดา (ผู้เข้าร่วมประชุม) : 

              เราควรต้องพิจารณาถึงปรัชญาของอาเซียน พิจารณา สามเสาหลักของอาเซียน (ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและวัฒนธรรม) ว่าสิทธิมนุษยชนนี้อยู่ตรงไหน เพื่อที่จะนำมาสู่ว่า เราควรจะดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชน ในกรอบอาเซียนได้อย่างไร

อาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน : 

               ความจริงแล้วการรวมกลุ่มของอาเซียนนั้นมีจุดประสงค์ในเบื้องต้นที่เป็นไปเพื่อป้องกันปัญหาด้านคอมมิวนิสต์  จึงมีความตกลงทางด้านการเมืองเกิดขึ้นระหว่างประเทศสมาชิก แล้วเมื่อปัญหาดังกล่าวหมดไป จึงได้อาศัยการที่มีความร่วมมือรวมตัวกันอยู่แล้ว มีความตกลงเพิ่มเติมในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้ความตกลงร่วมมือทางเศรษฐกิจมีความก้าวหน้ามาก แต่เรื่องสังคมสังคมวัฒนธรรมนั้นเพิ่งจะมีการเพิ่มเข้ามา ภายหลังเอง  ดังนั้นถ้าเปรียบเทียบกับ EU อาเซียนจึงมีความแตกต่างกับ EU ตรงที่ EU มีความตั้งใจแต่แรกที่จะรวมตัวกันและมีความตกลงร่วมมือระหว่างกันเพื่อประโยชน์ของประเทศสมาชิกแล้ว รวมไปถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆของมนุษย์ ของประชาชนด้วย  

               ดังนั้น ในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนของอาเซียน  ตอนนี้ยังเป็นประเด็นที่เบามาก อาจเป็นเพราะการที่ประเทศสมาชิกมีมุมมองต่อเรื่องนี้ แตกต่างกันค่อนข้างมาก และเรื่องสังคมวัฒนาธรรม ก็เป็นเรื่องที่อาเซียนเพิ่งมีการตกลงกันไม่นาน และเนื่องอาจอาเซียน ไม่มีองค์การที่จะบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย มีเพียงการตกลงกันอย่างหลวมๆ การที่จะทำให้ประเทศสมาชิกมีความผูกพันที่จะต้องทำตามกฎหมายในขณะนี้จึงเป็นเรื่องยาก

นายแพทย์ท่านที่๑ (ผู้เข้าร่วมประชุม) : 

              ผมอยากทราบว่า อาเซียนที่บอกว่าจะเปิดนี้คือจะเปิดอะไร และในประเด็นการสาธารณสุขในอาเซียนจะเป็นอย่างไร

นายแพทย์ท่านที่๒(ผู้เข้าร่วมประชุม) :

              เรื่องของสุขภาพในภูมิภาคอาเซียนก็มีความแตกต่างกันมาก ตั้งแต่สิงคโปร์ที่มีความก้าวหน้ามาก ไล่ระดับจนไปถึงประเทศลาวที่เรื่องของสุขภาพ การสาธารณสุขที่ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควรเป็นต้น  ถ้าพูดถึงประเทศไทย ประเทศไทยเราก็พัฒนาล้ำหน้า  ไทยมีโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า  UN ก็ได้มีการรับโครงการของไทยตรงนี้ไป เป็นแนวนโยบายที่อยากจะให้ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆทำตาม 

              การที่อาเซียนเปิดนั้น ก็คือการเปิดจากที่ได้มีการทำความตกลงกันมาแล้วเป็นสิบปี ให้มีการเคลื่อนย้ายถ่ายเทของสินค้าบริการ และคน และอาชีพมากขึ้น  ในเรื่องการสาธารณสุข เรื่องของอาชีพ ก็แพทย์พยาบาล เรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพ ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ เป็นต้น เรื่องเครื่องสำอางนี้มีความตกลงกันง่าย แต่เรื่องของยา เป็นเรื่องยากเพราะเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน  เมื่ออาเซียนเปิดเสรีในปี พ.ศ.๒๕๕๘ การบริการ กับวิชาชีพก็จะมีการถ่ายเทกันมากขึ้น

               เรื่องการแพทย์ เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงมายังเรื่องสิทธิมนุษยชน ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นคนทำงานสาธารณสุข เราก็ควรเน้นกลุ่มคนจน คนรากหญ้า คนชายแดน มาหาแนวทางกันว่าเราจะทำอย่างไร ซึ่งเรื่องของคนชายแดนนั้น การเคลื่อนย้ายคนเป็นเรื่องที่เป็นปัญหามาก ต้องมีการดูแล พยายามดูให้มีการทอดทิ้ง การผลักดันให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

               ผมมีคำถามอยากจะถามว่า แนวทางเรื่องสิทธิมนุษยชนนี้ เป็นกุศโลบายของชาติตะวันตกที่พยายามให้ประเทศอย่างเราต้องทำตาม หากไม่ทำตามหรือทำไม่ได้มาตรฐาน ประเทศตะวันตกจะใช้เรื่องนี้มากีดกันในเรื่องต่างๆหรือไม่

อาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน : 

               เรื่องนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ หากจะมีการพัฒนาในเรื่องสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดีเราก็ต้องพัฒนาจากภายใน พัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทของเรา คือพัฒนาอย่าง Localization ถึงแม้ภายนอกมีการพัฒนาอย่าง globalization เราก็ควรให้ความสนใจ แต่อย่างไรก็ดีเราก็ต้องพัฒนาให้เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบทของเราด้วย พัฒนาก็ต้องพัฒนาอย่างรู้ทัน ไม่ตามชาติตะวันตกจนเกินไป

                เมื่อกล่าวถึงสิทธิมนุษยชนกับอาเซียน อาเซียนนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีการดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม ให้เป็นเรื่องตามกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ประเทศใดทำได้ดี ก็ดีไป ให้เป็นเรื่องภายในของประเทศสมาชิกนั้นๆ ซึ่งในเรื่องการสาธารณสุข ประเทศไทยก็ต้องมีการพัฒนาทั้งเชิงรุก และการตั้งรับ ต้องไปชวนประเทศอื่นๆมาร่วมกันพัฒนาเรื่องสาธารณสุขด้วยจะเป็นการดีมาก 

นายแพทย์ท่านที่๒(ผู้เข้าร่วมประชุม) :

              การไม่มีผลบังคับของความตกลงอาเซียนก็เป็นปัญหาอย่างมาก  ในเรื่องสาธารณสุขอาเซียนก็ไม่มีทั้งธรรมนูญ (กฎหมายกลาง) ไม่มีงบประมาณ การสาธารณสุข การแพทย์ สถานพยาบาลจึงไม่ได้เป็นไปในแนวทางสิทธิมนุษยชน แต่เป็นไปในแนวทางของการค้าและเศรษฐกิจ ดังนั้นก็ควรมีการมาทำความตกลงกันระหว่างประเทศสมาชิกว่า สิทธิและภาระในด้านการสถานประกอบการแพทย์จะเป็นอย่างไร เพื่อที่จะนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนขึ้น เนื่องจากหากประเทศใดที่มีการพัฒนาด้านการสาธารณสุขมาก ก็อาจมีการใช้บริการทางด้านสาธารณสุขมาก ประเทศนั้นๆอาจจะรับมือไม่ไหวกับภาระค่าใช้จ่ายที่จะต้องแบกรับในอนาคต

อาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน : 

              ในเรื่องของความตกลงร่วมมือทางด้านการสาธารณสุข เบื้องต้นนี้ ความตกลงทางด้านแรงงานของไทยกับสามประเทศสมาชิก หรือ MOU ก็กำลังจะมีการตกลงเพิ่มเติมให้ครอบคลุมถึงเรื่องการสาธารณสุขของแรงงานด้วย  ซึ่งอาจารย์อยากทราบว่า หน่วยงานสาธารณสุขมีความเห็นอย่างไรในเรื่องของแรงงานที่จะเข้ามา และเรื่องของสุขภาพของแรงงาน

นายแพทย์ท่านที่๒(ผู้เข้าร่วมประชุม) :

                ในเรื่องของแรงงาน เห็นว่าปัจจุบันยังไม่มีการจัดระบบที่ดี และเรื่องสาธารณสุขนั้น หน่วยงานด้านสาธารณสุขก็เป็นหน่วยงานปลายทาง รัฐบาลจึงก็ควรมีการประสานความร่วมมือทุกฝ่าย ที่จะทำให้ทุกอย่างของเรื่องแรงงานเป็นระบบและมีความถูกต้อง

แพทย์หญิงท่านที่๑(ผู้เข้าร่วมประชุม) :

                 ดิฉันอยากทราบว่า ความตกลงอาเซียนนี้มีผลบังคับหรือไม่ หากไม่ทำตามความตกลงได้หรือไม่ และผลเป็นอย่างไร

อาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน : 

                มีบางเรื่องในความตกลงอาเซียนที่มีผลบังคับในทางกฎหมายระหว่างประเทศสมาชิกได้ แต่ในเรื่องของสังคมวัฒนธรรม ซึ่งอาจรวมถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนนี้ เป็นเรื่องที่อาเซียนเพิ่งจะมีความตกลง จึงยังเป็นเรื่องที่เบามากและยังไม่มีผลบังคับชัดเจน เราก็ต้องดูพัฒนาการในเรื่องนี้ต่อไป 

นายแพทย์ท่านที่๑ (ผู้เข้าร่วมประชุม) : 

               อยากทราบว่า ถ้าหากไม่มีการทำตามความตกลงอาเซียน จะฟ้องคดีได้หรือไม่ 

อาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน : 

               ปัจจุบันนี้ก็มีแนวทางการระงับข้อพิพาท แต่ก็เป็นเรื่องๆไปภายใต้ความตกลงในเรื่องนั้นทีละฉบับ แต่เรื่องที่ยังไม่มีการตกลงอย่างชัดเจน ก็อาจยังไม่มีความรับผิดของประเทศสมาชิก แต่อย่างไรประเทศสมาชิกก็จะไม่สามารถทำผิดวัตถุประสงค์ของกรอบอาเซียนได้ เพราะประเทศนั้นๆก็จะทำผิดหน้าที่ในฐานะประเทศภาคีสมาชิก ซึ่งการฟ้องศาลในการทำผิดความตกลงอาเซียนในอนาคตนั้นก็ต้องมีแน่ มีความเป็นไปได้ แต่อาจจะยังไม่ใช่เวลานี้ เพราะยังต้องเตรียมความพร้อมอีกมาก เช่น  การสรรหาผู้พิพากษาที่จะทำหน้าที่พิจารณาเป็นต้น และยังต้องมีการวางระบบอีกไม่น้อย

คุณนิยดา  (ผู้เข้าร่วมประชุม) : 

                ตัวอย่างของเรื่องมอแกน ที่มีวิถีชีวิตที่เดินทางไปเรื่อยๆ แต่ก็มีชีวิตอยู่ในประเทศไทยเขาจะได้สัญชาติไทยหรือไม่ และ ถ้าเขาต้องการเดินทางไปเรื่อยๆไม่ต้องการมีสัญชาติ การที่ต้องไปบังคับให้เข้ามีสัญชาติ บังคับให้อยู่เป็นที่ เป็นการขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่

อาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน : 

               การจะมีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ว่าไปตามกฎหมายสัญชาติ แต่การที่เขาจะอยู่ที่ไหนเราก็ต้องบันทึกเขา เพื่อให้มีการปรากฏตัวเพื่อที่จะดูแลเข้าได้ ซึ่งการบันทึกนี้ ถ้าบันทึกในประเทศไทยก็อาจไม่ต้องบันทึกมีสัญชาติไทยก็ได้ แต่อย่างไรก็เป็นราษฎรไทยเพราะมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยก็ต้องดูแล ตัวอย่างของกลุ่มมอแกนในไทยเป็นต้น  ยกตัวอย่าง อาจารย์ที่เดินทางไปศึกษาที่เยอรมัน ถึงแม้ไม่ใช่คนสัญชาติเยอรมัน แต่การเข้าไปอยู่อาศัยในประเทศเยอรมัน ประเทศเยอรมันก็ให้การดูแลเป็นอย่างดี

               เพิ่มเติมในส่วนอาเซียนและการรับรองและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสาธารณสุข ปัจจุบันมีการคุ้มครองเพียงโรคเฉพาะ เช่น HIV/AIDS  โรคSARS โรคระบาดจากสัตว์สู่คน Heath Care ในกลุ่ม เด็ก สตรี คนชรา คนพิการ ซึ่งก็ถือว่ายังไม่ครอบคลุม  

นายแพทย์ท่านที่๑ (ผู้เข้าร่วมประชุม) : 

              ถ้าอาเซียนเปิด จะมีผลกระทบกับเรื่องแรงงานของหมอพยาบาลหรือไม่ จะมีแรงงานหมอพยาบาลจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาหรือไม่

อาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน : 

               จะสามารถเข้ามาทำงานได้หรือไม่นั้น ก็เป็นไปตามตกลงเรื่องคุณสมบัติ เช่น แพทย์จากประเทศเพื่อนบ้านต้องมีคุณสมบัติอย่างไร  จบจากโรงเรียนแพทย์ใดของประเทศเพื่อนบ้านเป็นต้น 

                 ส่วนของความตกลง MRA (MRA : มาตรฐานร่วมสำหรับวิชาชีพที่ทำงานได้ในประเทศ AEC ในด้านสาธารสุขมีข้อตกลงการยอมรับร่วมในสาขาบริการวิชาชีพพยาบาล ลงนามเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2549 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ และ กรอบความตกลงว่าด้วยข้อตกลงการยอมรับร่วมในสาขาบริการวิชาชีพบัญชี ข้อตกลงการยอมรับร่วมในสาขาบริการวิชาชีพแพทย์ และข้อตกลงการยอมรับร่วมในสาขาวิชาชีพทันตแพทย์ ลงนามเมื่อ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 ประเทศไทย ) ก็เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกในการของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสะดวกขึ้นเท่านั้น แต่เรื่องๆอื่นๆก็ยังเป็นตามกฎหมายภายใน

นายแพทย์ท่านที่๒(ผู้เข้าร่วมประชุม) :

                     การเคลื่อนย้ายคนเมื่อเปิดอาเซียนนั้น คนก็คงเข้ามา ก็คงมีคนจำนวนมากเข้ามาใช้บริการสถานพยาบาลในประเทศเรา แล้วจะทำอย่างไรให้สถานพยาบาลในประเทศที่ยังด้อยกว่าพัฒนาให้ดีใกล้เคียงกันกับทุกประเทศ จะต้องมีกองทุนในการพัฒนาด้านสาธารณสุขของประเทศสมาชิกอาเซียนหรือไม่

 อาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน : 

                    ทุกประเทศตอนนี้ก็มีความต้องการที่จะพัฒนาด้านสาธารณสุขแต่ก็ยังเกิดปัญหาที่ว่า เขาจะทำได้อย่างไร และเขาจะทำได้เมื่อไหร่ เรื่องของงบประมาณจะว่าอย่างไร ซึ่งเรื่องงบประมาณภายในประเทศนั้น ก็ต้องดูบริบทภาพรวมของประเทศนั้นๆ ว่าให้ความสำคัญในเรื่องต่างๆและจัดงบประมาณลงไปเท่าไหร่ อย่างไร

นายแพทย์ท่านที่๒(ผู้เข้าร่วมประชุม) :

                    ในการที่จะเปิดอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบในปี พ.ศ.๒๕๕๘ มีโอกาสที่ไทยจะเป็นผู้ผลักดันให้การสาธารณสุขของประเทศเพื่อนบ้านดีขึ้นหรือไม่ มิฉะนั้นประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่จะต้องตั้งรับกับจำนวนคนที่จะเข้ามาใช้บริการในสถานพยาบาลไทยจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่คนที่ ๑ IHPP (ผู้เข้าร่วมประชุม) :

                    กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้มีการประชุมเรื่องการผลักดันการพัฒนาด้านสาธารณสุขของประเทศอื่นในกลุ่มประเทศสมาชิก เพื่อป้องกันให้จำนวนผู้ที่จะเข้ามารักษาพยาบาลในไทยอยู่ในจำนวนที่เหมาะสม แต่ก็มีการพูดคุยกันว่า ยังขาดในเรื่องของทุนงบประมาณ ซึ่งไทยก็ได้ประกาศตัวอาสาที่จะพัฒนาในเรื่องนี้แล้ว

อาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน : 

              มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะไปตั้งสถานพยาบาลที่ประเทศเพื่อนบ้านด้วย

นายแพทย์ท่านที่๑ (ผู้เข้าร่วมประชุม) : 

              ตรงนี้เรายังไม่ได้พัฒนาไปถึงการให้การบริการแบบ delivery Health Care แต่ในการผลักดันให้มีการพัฒนาในประเทศอื่นๆได้ตรงนี้เราจะทำอย่างไรได้บ้าง 

เจ้าหน้าที่ IHPP คนที่ ๑(ผู้เข้าร่วมประชุม) :

              ปัจจุบันนี้ไทยมีเรื่องหลักประกันสุขภาพขั้นพื้นฐาน เรามีการพัฒนาให้การสาธารณสุขครอบคลุมให้ดูแลได้ในเบื้องต้นได้ทั่วถึง มีสถานีอนามัยประจำท้องถิ่น มีโรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลจังหวัด เราอาจผลักดันในเรื่องนี้ที่ไทยสามารถเป็นตัวอย่างได้ โดยเราจะทำอย่างไรให้บริการสาธารณสุขพื้นฐานของประเทศอื่นๆที่เราต้องการผลักดันให้เขาพัฒนานั้น มีความเข้มแข็ง

อาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน : 

                เรื่องนี้ต้องมีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมมือกันให้ความช่วยเหลือ ซึ่งกว่าไทยจะมีระบบประกันสุขภาพและมีการพัฒนาด้านสาธารณสุขให้ก้าวหน้าเช่นนี้ ก็ใช้เวลาเป็น ๑๐ ปี  ซึ่งทั้งนี้ เราก็ต้องรู้ด้วยว่าประเทศที่เราต้องการผลักดันให้เขามีการพัฒนาทางด้านการสาธารณสุขเขามีนโยบายในเรื่องนี้อย่างไร เพราะการจะพัฒนาได้ก็ต้องเป็นเรื่องของความร่วมมือ ประเทศไทยทำอยู่ประเทศเดียวก็จะค่อนข้างหนัก การผลักดันให้มีการพัฒนานั้นต้องเป็นไปอย่างรู้เขารู้เรา

เจ้าหน้าที่ IHPP คนที่ ๒ (ผู้เข้าร่วมประชุม) :

               จากการศึกษาและสำรวจในด้านการรักษาพยาบาลของประเทศอื่นๆในประเทศสมาชิกอาเซียน ตัวอย่างเช่น ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รอบๆเรานั้น ส่วนใหญ่จะมีการรักษาด้วยตนเองก่อน เช่นประเทศกัมพูชาก็จะมีเหรียญที่ชาวบ้านใช้ขูดเชื้อโรคเป็นต้น และนอกจากรักษาด้วยตนเอง ก็จะมีอาสาสมัครสาธารณสุขให้การดูแลเรื่องสุขภาพ ซึ่งถ้าเราผลักดันให้ตั้งสถานพยาบาลเลย อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคยของประเทศเหล่านั้นหรือไม่ และเป็นไปได้หรือไม่ว่าเราจะให้ใช้ระบบอาสาสมัครสาธารณสุขลงไป เพราะพื้นฐานแล้วประชาชนในประเทศเหล่านั้นต้องการที่จะดูแลตนเองมากกว่า

 อาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน : 

                เมื่อมีการผลักดันให้ตั้งสถานพยาบาล ชาวบ้านก็อาจเปลี่ยนจากการรักษาตนเองมารักษาในสถานพยาบาลก็เป็นไปได้

เจ้าหน้าที่ IHPP คนที่ ๓ (ผู้เข้าร่วมประชุม) :

                ประเทศไทยไม่อยากให้มีการตั้งรับคนที่จะเข้ามารักษาพยาบาลในไทยเพียงอย่างเดียว แต่แนวทางการผลักดันประเทศอื่นๆด้านการสาธารณสุข ในส่วนของประเทศไทยเองในเรื่องของการจะผลักดัน ก็พบว่ายังมีปัญหาการทำงานแยกส่วนกันอยู่ ยังไม่มีการบูรณาการการทำงานในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด 

อาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน :

               มีประเด็นที่ผมสนใจว่า การดูแลด้านสุขภาพ (Health Care) ที่เราทำนั้น ครอบคลุมถึงไหนอย่างไร

เจ้าหน้าที่ IHPP คนที่ ๓ (ผู้เข้าร่วมประชุม) :

               ตั้งแต่การดูแลในขั้นปฐมภูมิ (Primary Health Care:เป็นระบบการให้บริการสาธารณสุขที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด คือการรักษา มีการกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่นและชุมชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการ  ) ไปตลอดจนถึงขั้นจตุภูมิ (Quarterly Health Care ) การเริ่มตั้งแต่ขั้นปฐมภูมิ เช่น มีหมอประจำบ้าน เป็นต้น

อาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมน : 

              ประเทศไทยนั้นมีตัวอย่างทางด้านการบริการทางด้านสาธารณสุขที่ดีที่ไทยจะสามารถเป็นตัวอย่างให้กับประเทศอื่นๆได้ เพื่อที่ประเทศเหล่านั้นจะได้มีการพัฒนาทางด้านสาธารณสุขในลำดับต่อไป

_________________________________

               จากนั้นก็หมดเวลาในการประชุมการร่วมกันรับฟังและแสดงความเห็นในหัวข้อ อาเซียนและสิทธิมนุษยชนด้านสุขภาพ (Right to Health in ASEAN) ประธานในการประชุมได้กล่าวปิดการประชุม

               ในการประชุมครั้งนี้ผู้บันทึกเห็นว่า ผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านต่างก็มีความสนใจเรื่องประเด็นเรื่องอาเซียน และสิทธิมนุษยชนในด้านสาธารณสุขในบริบทของอาเซียนเป็นอย่างมาก เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ของหน่วยงานต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขก็ให้ข้อมูลด้านการสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี และท่านอาจารย์ดร.ชาติชาย เชษฐสุมนก็ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนได้เป็นอย่างดีเยี่ยมเช่นเดียวกัน รวมถึงตัวของหน่วยงาน IHPP (สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ)เองก็มีความกระตือรือร้นในหารที่จะผลักดันในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก 

                ถ้าหากว่าได้การมีต่อยอดจากการประชุมดังกล่าว มีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาและผลักดันทั้งในเรื่องของสิทธิมนุษยชนในอาเซียน ทั้งในด้านการสาธารณสุขของอาเซียน ในอนาคตประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่มีการให้ความช่วยเหลือทางด้านสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี ทั้งการรักษาพยาบาลภายในก็จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจำนวนผู้ใช้บริการอยู่ในจำนวนที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป และจากการเป็นผู้อาสาในการผลักดันให้ประเทศสมาชิกอื่นๆมีการพัฒนาทางด้านสาธารณสุขดี ทำให้ประชากรในภูมิภาคอาเซียนของเราก็จะมีความเป็นอยู่ทีดีขึ้น มีการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนทางด้านสาธารณสุขมากขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องได้รับการสนับสนุนทั้งจากภายในประเทศของเราเอง และประเทศสมาชิกอื่นๆ แม้ว่าเรื่องดังกล่าวอาจเป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ และในส่วนของประเทศไทยเอง การประชุมในวันนี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่ดี ที่จะผลักดันให้ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นจริงได้ในอนาคตต่อไป