การแข่งขันเพื่อรับเลือกตั้งเป็น ผู้ว่ากทม.ในพศ. ๒๕๕๖ นี้ น่าสนใจประเด็นว่า มรว. สุขุมพันธุ์ฯ จากพรรคประชาธิปัตย์  กับ พล.ต.อ. พงศ์พัศฯ จากพรรคเพื่อไทย  คือสองคู่แข่งขันหลัก  คนหนึ่งเป็นไพร่ อีกคนหนึ่งเป็นอำมาตย์ 

ซึ่งวาทกรรมไพร่-อำมาตย์นี้ทางพรรคเพื่อไทยเป็นผู้จุดประกายในการหาเสียงจากคนรากหญ้า

วันนี้พรรคปชป. (ที่ถูกหาว่าเป็นพวกอำมาตย์) นั้นกลับส่งไพร่ลงสมัคร (คือ มรว. สุขุมพันธุ์)  ส่วนพรรคเพื่อไทยกลับส่งอำมาตย์ใหญ่ยศพล.ต.อ. เป็นตัวแทน

ท่านผู้อ่านคงงงว่า เอ๊ะ ไปว่า มรว. เป็นไพร่ได้อย่างไร  ..ยืนยันครับว่า มรว. เป็นไพร่

ทั้งนี้เพราะ ผมเคยอ่านกฎมณเฑียรบาล นานมาแล้ว แต่สมัยหนุ่ม (บัญญัติไว้ประมาณสมัย ร. ๕  นี่แหละ)  ว่า ลูกของหม่อมเจ้า (คือ มรว.)  นั้น ให้มีสถานะเป็น “ไพร่ “  ที่ไม่มีศักดินาอีกต่อไป 

ผมได้เขียนบทความชี้แจงไว้แล้วว่า คำว่าไพร่นั้น ไม่ใช่เป็นการดูถูก  มีความหมายว่า ประชาชน หรือ พลเมือง นั่นเอง  เป็นคำไทยเดิมของเราแท้ๆ แต่วันนี้เราไปเห่อภาษาแขก  เรียกไพร่ว่า พลเมือง ประชาชน จนหรูเหริง (และโง่) กันเต็มประเทศ 

ส่วนอำมาตย์ (ไทยเดิมเราเรียก ขุนนาง)  นั้น ก็คือ ประดาพวกขรก. ระดับสูงๆ นั่นเอง  ซึ่ง พล.ต.อ.  นั้นคืออำมาตย์เต็ม  ๆ  ในสมัยก่อนก็จะมีศักดินาเป็นหมื่นไร่ (แต่มรว. สุขุมพันธุ์ จะไม่มีศักดินาอะไรเลย) 

สรุปคือ ปชป. ส่งไพร่  ส่วน เพื่อไทยส่งอำมาตย์  กลับตาลปัตรดีแท้ๆ  แล  

...คนถางทาง (๒๒ มกราคม ๒๕๕๖)