การทำนาโดยไม่หวังข้าว แต่เพื่อเลี้ยงปลา เป็ด กบ ผัก ชีวภาพ เป็นหลัก
ตราบเท่าที่เรายังไม่สามารเลิกทำนาแล้วหันมาปลูกป่า ทำอุตสาหกรรมป่าไม้แทนได้ ตามที่ผมได้เสนอไว้ ก็ขอเสนอแนวทางใหม่ไปเรื่อยๆ ขัดตาทัพไปพลางก่อน ...วันนี้จะมาเสนอการทำนาแบบไม่หวังผลตรง แต่หวังผมอ้อม โดยเหนื่อยน้อย แต่มีรายได้มาก แถมช่วยธรรมชาติให้ดีขึ้นกว่าเดิม
การทำนาแบบนี้เราจะทำนาหว่าน (เพราะเหนื่อยน้อยกว่านาดำมาก) ไม่ทำหญ้า ไม่ใส่ปุ๋ยใดๆทั้งสิ้น แมลงที่จะมากิน โหย...มาเลย ยิ่งมากยิ่งดี ก็ทำให้เราไม่เหนื่อยมาก ไม่ต้องโปรยยาพิษให้เราดมเอง และให้คนอื่นกิน ซึ่งเป็นบาปสะสมเพราะทำร้ายผู้อื่นแบบ “ย่อมเล็งเห็นผล”
พอข้าวโตสักหน่อย เราปล่อยปลาลงไป เลือกสายพันธุ์ที่กินหญ้าอ่อน เช่น ปลาจีน (หรือปลาเฉา) มันก็ช่วยเรากำจัดหญ้าไปในตัว เลี้ยงสาหร่าย ผักบุ้ง สันตะวา ลงไป ปลาจีนมันก็กินหมด ยกเว้นข้าว ที่ลำต้นแข็งมันอาจไม่กิน (ต้องวิจัยให้ดี) อึมันออกมาเป็นปุ๋ยให้ต้นข้าว
สักพักพอข้าวออกรวง เราปล่อยปลาตะเพียนลงไป ปลาพวกนี้มันกระโดดกินรวงข้าวได้ (ลุกสาวชาวนาระดับ ดร. เล่าให้ฟัง) ตัวอ้วนเชียว ทำให้ผมมาคำนวณดูว่า อัตราแลกเนื้อพวกนี้โตเร็วน่าจะ สองต่อหนึ่ง ถ้าเราขายข้าวไร่หนึ่งได้ 500 โล โลละสิบบาท ก็ได้ 5000 บาท แต่ถ้าผลิตปลาได้ 250 โล โลละ 50 บาท ก็ได้ 12500 บาท มากกว่ากันกว่าสองเท่า แถมปลาจีนอีก 12500 บาท รวมเป็น ๒๕๐๐๐ ไปแล้ว
แถมปลาพวกนี้เลี้ยงแบบชีวภาพ ส่งยุโรป แพงกว่านี้อีกสองเท่า เป็น ๕ หมื่นไปแล้ว
เป็ด ปล่อยลงไปตอนข้าวโตสักหน่อย ให้ไปกิน หอยเชอรี หอยโข่ง ปู ที่เป็นศัตรูพืช (รวมทั้งกินปลาด้วย) เอาเป็ดไข่ก็พอ (ไม่อยากฆ่าเป็ดกินเนื้ออ่ะ) ออกไข่มา เป็นไข่เป็ดชีวภาพ น่าจะได้อีก หมื่น สบายๆ แถมอึเป็ดเป็นปุ๋ยให้ข้าวอีกแล้ว
กบ เขียด ปล่อยลงไป ให้กินแมลงใหญ่น้อย ได้กบ เขียด ขายอีก หมื่น แถมอึเป็นปุ๋ยให้ข้าว (อีกแล้ว) กบใหญ่กินแมลงใหญ่ เขียดน้อยกินไร เพลี้ย ยิ่งแมลงมามากก็ยิ่งดี โดยเราใช้นาข้าวเป็นกับดัก (บาปไหมเนี่ย คิดอะไรแบบว่า ฆ่าได้มากกว่าปกติเสียอีก)
คันนา ทำใหญ่หน่อย ขุดคูน้ำริมคันนาอีกต่างหาก ริมคันนาปลูกไม้พุ่ม ทั้งสองฝั่ง เช่น ไผ่เล็ก (หรือ เพ็กไหล่) หน่อเพ็ก (อีสานเรียกหน่อโจด) คือ แอสพารากัสอีสาน ที่อร่อยกว่าหน่อไม้ฝรั่ง แต่ไม่มีใครโปรโมทให้ไปสู่เหลาราคาแพง น่าจะได้อีกหมื่น ...ที่ไม่โปรโมทเพราะโง่ เห่อหน่อไม้ฝรั่งมากกว่าหน่อไม้ไทยเราเอง
ริมคันนาพื้นที่ด้านข้างกอเพ็กที่ร่มรื่นและชื้นแฉะ ปลูกเห็ด หรือผักราคาแพงที่ชอบบรรยากาศแบบนี้เช่น วอเตอร์เครส (โลละ ๑๐๐) ได้อีก สองหมื่น
หมดหน้านา ไขน้ำออก ลงไปในคูริมนา จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวข้าวที่เหลือก็ตามที แต่ให้ทำการปลูกผักตามมาทันที ดินก็อุดมด้วยอึปลา เป็ด กบ อยู่แล้ว น้ำก็มีเต็มคูริมคันนา ...ปลูกผักหน้าหนาวแพงๆ เช่น ปวยเล้ง วอเตอร์เครส ได้อีก แสนไม่น่ายาก
สิริรวมแล้วได้เท่าไหร่ ลองคิดกันดู นะครับ
ที่คันนาแทนที่จะปลูกไผ่เล็กอาจปลูก มะรุม แค พืชใบโปร่ง ที่ไม่บังแดดมากนัก ใบหล่นลงไปเป็นปุ๋ย หรือสร้างไรน้ำให้ปลากิน ผล ดอก เก็บขายได้ กิ่ง เอาถุงไปห้อยด้วยเชือกเป็นสาย เลี้ยงเห็ด ได้ (ได้โพสต์เสนอมาแล้ว เลี้ยงเห็ดระบบน้ำหยด) ซึ่งจะดีมากเพราะแดดรำไร และมีความชื้นมากจากน้ำระเหยจากน้ำในนา ก็ไม่ต้องรดน้ำให้เหนื่อยยาก (ยกเว้น เหนื่อยนับเงิน)
อย่าลืม ว่านอกจากรวยแบบเหนื่อยน้อยแล้ว ยังช่วยโลกได้เพราะผลิตอาหารชีวภาพเลี้ยงโลกโดยไม่ใช้ปุ๋ย (แม้ว่าปุ๋ยชีวภาพก็ตามที) สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น
มันทำได้ เชื่อผมสิ แต่วันนี้ มหาลัยไทย ซังกะตาย ไม่ยอมคิด ทำอะไร นอกจากลอกฝรั่งกินไปวันๆ
เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการเกษตรนะครับ มันโยงไปวิศว วิทยาศาสตร์ ชีว เคมี ทุกสาขา
ไทยเราสามารถนำโลกสู่การหลุดพ้นด้านการเกษตรได้ ถ้านักวิชาการไทย กล้าคิดสักหน่อย อย่าหงอฝรั่ง(และนักการเมือง)จนตัวงอเป็นกุ้งเหมือนทุกวันนี้ (อ้อ เลี้ยงกุ้งในนาก็ได้นะ ยกเว้น กุ้งบางชนิดมันเป็นนักล่า กินปลาเล็กน้อยเสียหมด ก็มี ต้องวิจัยหาสายพันธุ์ที่ดี)
...คนถางทาง (๒๑ มค. ๒๕๕๕)
อีสาณก็ทำได้ยากน่ะครับอาจารย์ ถ้าลงทุนไปแล้ว ฝนไม่มาตามฤดูกาล
หรือฝนตกดีเริ่มต้นฤดู แล้วพอกลางๆ ฤดูเกิดแห้ง ก็ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้เขาคืน
ถ้าแถวๆ ภาคกลางก็น่าทำครับ
ต้องอาศัยธรรมชาติ มีความเสี่ยงสูง...ครับ
นาอีสาน ผมก็คิดไว้แล้ว ในบทความก่อนๆ คือต้องขุดคูชลประทานริมคันนาครับ ไม่ต้องรอกรมชล ถ้าฝนแล้ว ก็มีน้ำพอปลูกผักเลี้ยงปลากินได้ ถ้าฝนดีมีน้ำเหลือก็ปลูกข้าวด้วย
I have been and am putting my theory of "minimal intervention" to work on my 100 acre land.
Minimal intervention lets Nature work as it does. (Nature finds best ways and least energy pathways by itself. Nature works very cleanly --no pollution--. Nature works silently, continuously and unbiasedly. Without intervention, Nature finds a sustainable combination of all "parts", processes and relationships for any environment. All we have to do is to not interfere.
So far I can see that the environment of this land is capable of sustaining lives (including our family --if we are not fuzzy of 'bush tucker'--) but it won't support other needs: transport, clothing, gadgets, electricity/energy, ICT (including radio, TV, books),...
(I think) Nature has not included "human needs/greeds" in its work yet. Alternatively, man has not manage to design and make anything that Nature can include ;-). <Note, I have thought about GMO, cloning, DNA programming, terra-forming/planet conditioning, and so on.>
Ooops, I've done it again -- making spelling mistakes!
I typed --if we are not fuzzy of 'bush tucker'-- when I meant --if we are not fussy of 'bush tucker'--.
fussy = making an unnecessary ado about trifles; จุกจิกจู้จี้
fuzzy = not firmly woven; unclear; เป็นฝอยๆ
ado = (lot of) doing; trouble; difficulty; ความวุ่นวาย
trifle = trivial; เรื่องเหลวไหล; เรื่องไม่เป็นเรื่อง; เรื่องเล็กน้อย
;-)
สัตว์พืชต่างจากมนุษย์ตรงที่พวกเขาไม่รู้จักการสะสมทรัพย์ อาหาร แต่มนุษย์ทำและมักทำจนเกินจำเป็นและนี่คือผมว่าึคือปัญหาครับ ท่าน sr สัตว์พืชบางชนิดสะสมเหมือนกัน แต่น้อย และเพื่อความอยู่รอดอย่างพอเพียงเท่านั้น