เมื่อเย็นของวันจันทร์ที่ 14  ม.ค. 2556
ดูเวลาประมาณ บ่ายสี่โมงเย็น คณะเราเริ่มต้นการเดินทางจากเชิงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว  แห่งที่ 
สาม อยู่ระหว่างตำบลเวินพระบาทกับหมู่บ้านห้อม  อ. ท่าอุเทน 
จ. นครพนม และห่างจากวัดโพธิ์ชัยหมู่บ้านสะพังที่คณะเราไปพักค้างแรมเพียง 10 กิโลได้ โดยคุณชัยเป็นไกด์ฝั่งไทยนำทางเข้าเมืองนครพนมไปตามริมฝั่งโขงเห็นประเทศลาวที่พึ่งจากมา
 พอถึงตัวเมืองนครพนมแล้วไกด์ขออำลาเข้าไปบริษัท  คณะเรา เดินทางต่อไปจนถึงหน้าวัดพระธาตุพนมใน
อ. ธาตุพนม 


ระหว่างเส้นทางผมได้บรรยายความเป็นมาของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์คร่าว ๆ  พร้อมให้มุมมองวิถีพุทธวัฒนธรรมอีสานพอเข้าใจและคณะสงฆ์ร่วมกันทำวัดสวดพระพุทธมนต์พร้อมทำสมาธิแผ่เมตตาทั่วสากลจักรวาล

  ก่อนไปถึงที่พักภายในวัดพระธาตุพนมผมได้ประสานไปยังท่าน  ผอ. วิทยาลัยสงฆ์นครพนมล่วงหน้าตามเจตนารมณ์ที่คณะเราเดินทางมา  วันนั้นพระคุณเจ้าไปประชุมเลยมอบหมายให้พระอาจารย์สำราญและพระอาจารย์สติมาคอยดูแลคณะเราในทุกเรื่อง  นับเป็นความสุขใจอย่างหนึ่งที่ได้หวนกลับมากราบไหว้องค์พระธาตุพนม  เพราะนานมากที่ไม่ได้เดินทางมากราบนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเกิดเมืองนอนของตน  ที่นี่เป็นศูนย์รวมศรัทธาชาวพุทธไทยทั้งภาคอีสานรวมถึงชาวลาวยังฝั่งโน้นด้วยเราต่างเป็นลูกพระธาตุพนมกันทั้งนั้น
  บรรยากาศในวัดพระธาตุพนมเย็นสบาย ๆ ไม่ถึงกับหนาวมาก  เราปลีกตัวไปทานอาหารค่ำในร้านริมฝั่งโขงก่อนกลับเข้ามาไหว้พระพักผ่อนนอนหลับ  ณ อาคารเรียนของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่วัดพระธาตุพนมแห่งนี้
พอรุ่งเช้าได้อาบน้ำสรงกายแล้วออกไปทานข้าวต้มพร้อมเสร็จเพื่อเดินทางเข้าชมพิพิธภัณฑ์อันสำคัญยิ่งของวัดพระธาตุพนม  ผมพบเพื่อนรุ่นน้องสมัยเรียน ม.ศ. 4-5 เขาเหลียวขึ้นมามองแล้วกล่าวว่า  แม่นแล้ว  โอ้  ป่านนี้จึงได้มาเจอกัน...คือ อาจารย์หมง  นั่นเองและเราร่วมบรรยายถวายความรู้แด่พระนิสิตเดินไปในที่สำคัญ ๆ และบูชาเหรียญที่ระลึกติดมือเดินทางกลับ  และได้รู้ว่าพระอาจารย์สำราญก็เหมือนเป็นเครือญาติเป็นพระหลานชายนี้เองละ  แล้วยังพบแม่ชีน้อย  คนไทยบ้านรามราชเดียวกันอีกนะนี่  ทำให้เป็นที่ชื่ออกชื่นใจกับมวลหมู่ญาติที่ได้พบกัน  เราอยู่ที่วัดพระธาตุพนมพออิ่มใจและได้ถ่ายรูปกันจนอิ่มเลยละแล้วเราก็อำลาเดินทางต่อไปมีเป้าหมายเข้าไปยังตัวเมืองสกลนครตามลำดับนั้นแล