เมื่อวานเป็นครั้งแรกของการอบรมเชิงปฏิบัติการ "กิจกรรมบำบัดศึกษาสุขภาวะ (ตอนที่ 2)" โดยได้รับการสนับสนุนจาก Go to Know และ สสส. 

มีผู้สมัครการอบรมครั้งนี้ 30 คน แต่มาเข้าร่วมการอบรมจริง เพียง 15 คน อาจเป็นเพราะการอบรมครั้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และคิดว่าธุรส่วนตัวอื่นๆ อาจสำคัญกว่าการอบรม 

อย่างไรก็ตามดร.ป๊อป อ.ติ๊ก ทีมคณะทำงาน และนศ.กิจกรรมบำบัด ชั้นปีที่ 3 ได้ต้อนรับเพื่อนใหม่ คือ ผู้เข้ารับการอบรมที่มีความคาดหวัง (เป้าหมาย) ต่อการเข้าอบรมต่างๆ กัน ได้แก่

  • อยากเรียนรู้ว่า สุขภาวะด้วยกิจกรรมบำบัดคืออะไรและมีแนวทางให้ตนเองมีความสุขได้อย่างไร
  • อยากทำให้ตัวเองมีความสุขและเกิดสุขภาวะ แม้กำลังปวดหลังเรื้อรังและผ่านประสบการณ์การรักษาทางกายมากมาย
  • อยากค้นหาแนวทางที่ทำให้ตนเองมีความสุขอย่างต่อเนื่องในวัยทำงาน ณ ปัจจุบัน 
  • อยากศึกษากิจกรรมบำบัดเพื่อนำมาซึ่งความสุขของลูกออทิสติก
  • อยากทำความเข้าใจว่า สิ่งที่ศึกษา ป. โท การบำบัดการรู้คิดปัญญา จะนำมาบูรณาการกิจกรรมบำบัดอย่างไร
  • อยากเรียนรู้เพื่อนำกิจกรรมบำบัดไปประยุกต์ใช้กับเด็กพิเศษ เช่น ออทิสติก สมาธิสั้น บกพร่องทางการเรียน ที่โรงเรียน
  • อยากต่อยอดที่เคยเป็นกระบวนการจิตตปัญญาศึกษาว่า กิจกรรมบำบัดจะนำพาสุขได้อย่างไร
  • อยากพัฒนาตนเองก่อนที่จะนำกิจกรรมบำบัดเพื่อสุขภาวะของคนรอบข้าง
  • น้องออทิสติกวัย 12 ปี : ดีครับ [ตามด้วยรอยยิ้ม]

สาระสำคัญของเนื้อหาผ่านการเรียนรู้สุขภาวะด้วยกิจกรรมบำบัด

  1. จากการอบรมครั้งที่ 1 ผู้เข้าร่วมทำความเข้าใจถึงการใช้กิจกรรมบำบัดเพื่อสุขภาพ (ทักษะชีวิตด้านร่างกาย จิตสังคม จิตวิญญาณ ผ่านกระบวนการจัดกิจกรรมการรับความรู้สึก การรับรู้ การรู้คิดปัญญา และการผ่อนคลาย) เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับเด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น เด็กที่มีปัญหาพฤติกรรม และบุคคลทั่วไป
  2. มีผู้เข้าร่วมการอบรมครั้งที่ 1 ที่เข้ามาในการอบรมครั้งที่ 2 เพียง 5 คน แต่ความเป็น "มิตรภาพและผู้เรียนรู้ด้วยความสุข" เกิดขึ้นได้อย่างน่าประทับใจในช่วงระยะเวลาการเรียนรู้เพียง 3 ชม. 
  3. การเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ประกอบด้วย 
    • การเรียนรู้สภาวะใจคุมจิต...จิตคุมกาย ด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนบนในท่านั่ง (หลับตาสลับกับลืมตา) มีการนับจังหวะตามซีกขวา คือ หนึ่ง และตามซีกซ้าย คือ สอง ให้รู้สึกใจที่มีสมาธิ เกิดจิตที่รับรู้สติ การรู้คิดปัญญา และการเกิดสุขภาวะ เมื่อใจสั่งให้จิตนิ่ง...จิตก็จะสั่งกายให้เคลื่อนไหวอย่างถูกต้อง
    • การเรียนรู้สภาวะข้างต้นกับร่างกายส่วนล่าง พร้อมการทรงตัว ให้รู้สึกใจที่มีสมาธิ เกิดจิตที่รับรู้การเคลื่อนไหวเพื่อทรงท่าทางและทรงตัวให้มีประสิทธิภาพ
    • การฝึกจิตให้รับรู้สเกล 0-5 เมื่อใจรู้สึกตรงต่อเวลา ใจรู้สึกทำงานสำเร็จ ใจรู้สึกจัดการความล้มเหลว ใจรู้สึกมีความคิดบวกได้ ฯลฯ 
    • การฝึกจิตให้เกิดจินตนาการผ่านร่างกายที่่จับภาพธรรมชาติที่เคลื่อนไหวและมีมิติที่หลากหลาย และจัดการความคิดเป็นระบบว่า ภาพใดที่ทำให้ใจรู้สึกมีสุขจากการผ่อนคลาย การมีความคิดใหม่ และ/หรือ การมีความมั่นใจ  และเมื่อจับภาพรอบสอง จิตที่เรียนรู้จะนำไปใช้ในชีวิตได้อย่างไร
    • การฝึกจิตจับการเคลื่อนไหวที่นิ่ง ยืดหยุ่น และแสดงมิตรภาพ ผ่านกิจกรรมศิลปะ ที่เลือกวาดต้นไม้หรือบ้าน กับวาดคน ในกระดาษที่เลือกสีเอง จากนั้นวาดเป็นกลุ่มที่กระจายตามกล่องสีต่างๆ ตามเสียงระฆัง และตามการจับคู่กับคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และแยกกลุ่มโดยไม่ใช้คำพูดกับไม่ใช้เสียง เลือกภาพที่จิตรับรู้ด้วยใจที่เป็นสุขในภาพ 3 อันดับแรก และภาพที่มีความเป็นมิตรภาพที่สุด 1 ภาพ เพื่อเกิดการเลือกผู้นำกลุ่มมาแลกเปลี่ยนภาพกัน และการมองภาพด้วยความสุขในการบันทึกและการบอกเล่าความสุขแก่เพื่อนๆ ทุกคน
    • การฝึกจิตจับการเปล่งเสียง การเคลื่อนไหวร่างกาย การหลับตา การผ่อนคลาย จากการฟังเพลงสวดมนต์ จากนั้นมีการทบทวนตนเองว่า ความสุขเกิดได้อย่างไร
    • การฝึกจิตจับกับการแสดงใบ้คำพูดหนึ่งพยางค์ที่เกี่ยวข้องกับความสุข การบอกจุดเด่นของตนเอง การหลับตาเดินไปมา การแสดงสีหน้าท่าท่างยิ้มในขณะหยุดเดิน และการฟังเรื่องราวการแบ่งปันความสุขระหว่างกัน ตลอดจนทานอาหารร่วมกัน สร้างบทเรียนที่มีความสุขอย่างน่ามหัศจรรย์

สรุปบทเรียนในการอบรมครั้งนี้

  • ความสุขเกิดได้ทุกขณะ ช่วยเบี่ยงเบนภาวะปวดของร่างกายที่เป็นอยู่ได้อย่างยาวนาน
  • เข้าใจว่า ใจคุมจิต...จิตคุมกาย ได้จากการทำกิจกรรมทีมีรอบตัวอย่างง่าย ปล่อยวาง และมีสมาธิ
  • เมื่อเกิดความต่อเนื่องในสุขภาวะ เราสามารถนำการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้กับตนเองและผู้อื่น โดยเฉพาะเด็กและบุคคลที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
  • กิจกรรมบำบัด ชี้แนะให้เกิดการจัดการความคิดเชิงบวกที่เป็นระบบ จากสภาวะใจที่รู้สึกมากมาย แต่จิตช่วยกลั่นกรองและจับต้องกระบวนการเคลื่อนไหวระหว่างจิตและกายที่ทำให้ใจเป็นหนึ่ง สภาวะเหล่านี้ที่ต้องฝึกฝนเพื่อปรับเปลี่ยนใจสู่การปรับพฤติกรรมจากนิสัยที่บกพร่องภายใน 21 วัน 
  • กลุ่มกิจกรรมที่เป็นพลวัติเป็นการกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัว เกิดการรับรู้ความรู้สึกด้วยใจผ่านจิตที่มีสติ มีการรู้คิดปัญญา และมีความสุข ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกายด้วยจิตและใจ ที่น่ารื่นรมย์และน่าสื่อสารกับเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุที่มีจิตอันบอบบางต่อไป