หลังจากที่ผมเริ่มเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนจากการบรรยายมาเป็นการจัดการความรู้ เชื่อมโยงประสบการณ์ที่นักศึกษาเคยเจอกับทฤษฎีที่มีอยู่ตามตำรา

สิ่งที่ได้รับกลับมาที่ไม่ได้คาดคิดไว้ตั้งแต่แรกนั้นก็คือ "การได้รู้จักนักศึกษามากขึ้น"

โดยเฉพาะผมได้รู้จักกับพลังและความรู้ที่น่าทึ่งของนักศึกษาอย่างมากมาย

ซึ่งขอยกตัวอย่างนักศึกษาสองคนที่ทำให้ผมประทับใจมาก ๆ เลยก็คือ นายศักดิ์ชัย ขันลา (คนแรกจากซ้ายมือครับ) และนายอดิเรก ก้านยก (คนที่สองจากขวามือ หรือคนที่ยกมือไหว้ครับ)

สิ่งที่ทำให้ได้รู้จักกับศักดิ์ชัยมากขึ้นก็คือ "ความจริงใจ" และความกระตือรือร้นในการเรียน ที่ศักดิ์ชัยจะเป็นเพื่อนสนิทกับอดิเรกครับ หลาย ๆ ท่านเมื่อมองดูเผิน ๆ จะเห็นว่าศักดิ์ชัยจะดูไม่ค่อยเรียบร้อย "ชายเสื้อหลุดออกนอกกางเกง" แต่ข้างในลึก ๆ เป็นคนดีมาก ๆ ครับ

การที่ได้ใช้การจัดการความรู้เข้ามาจัดการเรียนการสอน ทำให้ผมและนักศึกษา "สื่อสารกันมากขึ้น" มีการโต้ตอบ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในประเด็นต่าง ๆ มากมาย และคนที่ตั้งหน้าสุดสองคนเสมอก็คือ ศักดิ์ชัยและอดิเรก ครับ

หลาย ๆ ครั้งที่ได้รับคำตอบจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องที่ผมถึงกับอึ้งมาก ๆ จากศักดิ์ชัยก็คือ ความซื่อและความตรงครับ คิดอย่างไร พูดอย่างนั้น ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ พยายามที่จะคิดและไขปัญหาเสมอ ๆ ครับ ตอนเลิกเรียนจะไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ทำงานตรงไหนไม่ได้ก็จะไปถามตลอดครับ

สำหรับคนอีกคนหนึ่ง "อดิเรก" เป็นคนที่ทำให้ผมทึ่งและอึ้งมาก ๆ ครับ

จากการที่ผมและนักศึกษาได้คุยกันมากขึ้น ก็ทำให้เกิดความสนิทกันมากขึ้น ทำให้นักศึกษากล้าแลกเปลี่ยน กล้าคุย กล้าซักถาม และกล้าปรึกษาประเด็นต่าง ๆ มากขึ้น

วันหนึ่งในช่วงเบรคระหว่างคาบ อดิเรกถือกระดาษแผ่นหนึ่งลงมาปรึกษาผมครับว่า "รูปภาพนี้อาจารย์คิดว่าเป็นอย่างไร" เป็นรูปที่ทำมาจากคอมพิวเตอร์ สวยและแปลกมาก ๆ ครับ

อดิเรก เอารูปภาพที่เขาทำมาให้ผมวิพากษ์และวิจารณ์ อดิเรกเล่าให้ผมฟังว่า เขาออกแบบเพื่อส่งเข้าไปประกวดภาพต่อต้านยาเสพติด ซึ่งเขาสนใจและส่งไปประกวดด้วยตนเองและได้เข้ารอบสุดท้าย เลยนำรูปภาพที่คิดไว้ Print ออกมาให้ผมลองให้ความคิดเห็นดูครับ

ซึ่งผมเองนั้น มีความแข็งแรงทางด้านศิลปะน้อยมากครับ ก็คือศิลปะกับผมนี่ไม่ค่อยกินเส้นกันเท่าไหร่เลยครับ

แต่สิ่งที่ทำให้ผมเรียนรู้ในวันนั้นนอกจากที่จะได้รับรู้ความสามารถอันน่าทึ่งของลูกศิษย์แล้ว ยังทำให้รู้ว่า อะไรที่เราไม่ค่อยรู้หรือไม่ค่อยเชี่ยวชาญ ก็มีประโยชน์ได้เหมือนกัน

สิ่งที่ผมคุยกับอดิเรกไปในวันนั้นเรื่องรูป ก็คุยในมิติของคนที่ไม่รู้เรื่องศิลปะครับ ก็คือ เห็นอย่างไรก็ว่างั้นเลย คุยเรื่องรูปภาพผู้หญิงที่เขานำมาใช้ว่า มีตัวตนหรือเปล่า เดี๋ยวเจ้าของจะว่าเอานะ ว่าไปละเมิดสิทธิของเขา คุยในฐานะคนที่มองศิลปะไม่ออก มองแล้วเข้าใจยากหรือง่ายอย่างไร เป็นเหมือนกับการเรียนรู้ไปในตัวครับ

เรื่องที่สองที่ทำให้ผมอึ้งและทึ่งกับการใช้เทคนิคนี้จัดการเรียนการสอนก็คือ วันที่ผมจัดการความรู้เรื่องเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพฯ ตอนนั้นคุยกันเรื่องเข็มทิศ เรื่องน้ำขึ้นน้ำลง และวันนั้นผมได้คำตอบที่ดีมาก ๆ จากอดิเรก

อดิเรกให้ความรู้กับพวกเราทุกคนในห้องเรื่องทิศ การดูดาวและน้ำขึ้นน้ำลงได้ดีมากเลยครับ เพราะอดิเรกเคยไปเป็น "ทหารเรือ" มาก่อน อดิเรกให้สอนผมหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของฟ้าและทะเล พวกเราทุกคนร่วมรับรู้ประสบการณ์ชีวิตจากอดิเรกอย่างมากมาย

เรื่องสุดท้ายที่ทำให้รู้จักกับอดิเรกมากขึ้นนั้น ก็คือ มีวันหนึ่งอดิเรกไปปรึกษางานที่โต๊ะทำงานผมครับ เผอิญผมหยิบหนังสือเปียโนขึ้นมาอ่านพอดี

แล้วเราพบว่า อดิเรกและผมก็เคยใช้ชีวิตการเป็นนักดนตรีมาเหมือนกัน แต่อดิเรกนอกเหนือจากการเรียนในตอนกลางวันแล้ว ตอนกลางคืนยังไป "ตีกลอง" กับวงที่ร้านอาหารด้วยครับ

เป็นเรื่องที่มีอานิสงค์มาจากการปรับเปลี่ยนจากการบรรยายมาเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยน แชร์ความรู้กัน ทำให้ผมและนักศึกษารู้จักกันมากขึ้น

โดยที่สำคัญที่สุด ทำให้ผมเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่า "ทุกคนมีความรู้" และที่สำคัญนักศึกษามีความรู้มากกว่าผมในบางเรื่องเสียอีกครับ