อาจารย์
จิรพร สุเมธีประสิทธิ์
การเกิดพายุเฮอร์ริเคนชนิดรุนแรงอย่างแคมทริน่าที่สร้างความเสียหายขนาดใหญ่แก่พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกในสหรัฐ ทำให้เกิดความตระหนักในวงกว้างทั่วสหรัฐและประเทศอื่น ๆ
ทั่วโลกว่าทุกประเทศจำเป็นต้องมีการจัดตั้งองค์กรเพื่อตอบโต้ต่อภาวะฉุกเฉินที่เป็นพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัย
เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมได้ดีขึ้นในคราวต่อไป
เพราะในอนาคตพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัยทั้งจากมือมนุษย์และธรรมชาติมีโอกาสที่จะเกิดเมื่อใดก็ได้ และการเกิดในคราวต่อไปอาจจะมีความรุนแรงมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นก็ได้ หากปล่อยให้กิจการเอกชนแต่ละรายดูแลตัวเองตามลำพัง คงบรรลุเป้าหมายหรือป้องกันตัวเองอย่างเพียงพอได้ยาก
หน่วยงานที่ว่านี้มีลักษณะเป็นศูนย์บัญชาการพิบัติภัยร้ายแรงที่ต้องทำการติดตาม ตรวจจับ และสั่งการในภาพรวม และทุกหน่วยงานที่ขึ้นตรงให้เกิดความครบถ้วนและครบวงจรของการควบคุมหรือบริหารพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัย
ซึ่งกว่าที่ศูนย์บัญชาการพิบัติภัยร้ายแรงจะสามารถปฏิบัติงานได้ครบวงจรและเต็มที่ 100% บุคลากรภายในศูนย์บัญชาการพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัยจะต้องผ่านการอบรม ซักซ้อม เตรียมความพร้อม จนมีความมั่นใจว่าสามารถรับมือกับพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัยขนาดใหญ่และรุนแรงได้ และสามารถช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ และทีมงานได้
การทดสอบพัฒนาระบบและการปฏิบัติการในสถานการณ์จำลองในสหรัฐ พบว่า กิจกรรมตามโปรแกรมนี้ยังมีข้อจำกัดอย่างน้อย 3 ประการ
ประการที่ 1
การปฏิบัติการพิเศษเพื่อบัญชาการพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัยนี้ จำเป็นต้องใช้บุคลากรเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นบุคลากรที่ต้องถอนตัวออกมาจากงานประจำ อาจจะกลายเป็นการสร้างความเสี่ยงด้านใหม่ขึ้นกับการปฏิบัติงานประจำตามปกติได้
ประการที่ 2
สถานการณ์พิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัยที่สร้างขึ้นโดยระบบจำลองสถานการณ์เพื่อใช้ในการทดสอบของระบบนี้ของสหรัฐอาจจะยังไม่ถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพที่อาจจะเกิดจริง ๆ เพราะสถานการณ์พิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัยแต่ละครั้งอาจจะไม่ซ้ำกันก็ได้ ทำให้ระบบที่วางไว้เพียงสถานการณ์เดียวทำงานในสภาพจริงไม่ได้ เมื่อเกิดพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัย
ประการที่ 3
ภาพที่ทีมงานในศูนย์บัญชาการพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัยมองเห็นยังเป็นภาพนิ่ง ได้เป็นภาพเคลื่อนไหวหรือภาพเสมือนจริง การรับรู้และความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ เมื่อเกิดพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัยจริงอาจจะทำอะไรไม่ถูกก็ได้
หลังจากการปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานและขยายศักยภาพของระบบที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้พบว่าการบริหารความเสี่ยงจากพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัยของสหรัฐมีความพร้อมและน่าเชื่อถือ น่าจะใช้งานได้จริงดีขึ้น
จากการสรุปของทีมงานที่พัฒนาระบบดังกล่าว พบว่ามีบทเรียนที่ได้เกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้หลายประการ ได้แก่
ประการที่ 1
การพัฒนาในระบบที่มีหน่วยงาน องค์กร และกิจการเอกชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องแบบหลายภาคส่วนนี้ ศูนย์บัญชาการพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัยจะต้องมีศักยภาพในการรวมทีม บริหารทีมให้ได้ เพราะแต่ละภาคส่วนมีบทบาทเพียงส่วนเดียวของกิจกรรมทั้งหมด ไม่สามารถมองเห็นภาพทั้งหมดได้อย่างแท้จริง
ศูนย์บัญชาการพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัย จึงต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าสถานการณ์พิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัยแต่ละสถานการณ์ ควรจะใช้คนดำเนินงานกี่คน จึงจะมีความเหมาะสม
ประการที่ 2
การนำเอาเทคโนโลยี 3D มาฉายภาพในห้องทดสอบและสถานที่ทดสอบจริง เป็นการสร้างภาพเสมือนจริงของสถานการณ์พิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัย ควรจะนำไปใช้กับบุคลากรทุกภาคส่วน รวมทั้งทีมงานในศูนย์บัญชาการพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัยทุกคน เพื่อให้เกิดการรับรู้ของบุคลากรที่เท่าเทียมกัน
ประการที่ 3
ในความเป็นจริงนั้น ข้อมูลและสารสนเทศไม่ได้ถูกสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา หากไม่มีการทำแผนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
โดยทีมงานที่ศูนย์บัญชาการพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัยอาจจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับทีมงานของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เป็นปัจจุบัน และในทำนองเดียวกัน ทีมงานของแต่ละหน่วยงานเองก็อาจจะไม่มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันอย่างครบถ้วนตลอดเวลา และรับรู้สถานะของอีกฝ่ายหนึ่งไม่ครบถ้วน และไม่ถูกต้องทั้งหมด
ประการที่ 4
เมื่อมีการขยายสถานการณ์ของพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัยให้ใหญ่และกว้างขวางขึ้น เพื่อให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในโอกาสต่อไป จำนวนทรัพยากรและบุคลากรที่เกี่ยวข้องก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย
การเตรียมการและการทำแผนการรองรับจะต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ไม่ใช่ใช้แผนดั้งเดิมที่ทำไว้แต่แรกไป
เรื่อย ๆ
สิ่งที่ต้องพิจารณาและอาจจะเปลี่ยนแปลงตามขนาดของสถานการณ์ในพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัย นอกเหนือจากจำนวนคนและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็คือ การปรับปรุงอำนาจการสั่งการ การรับคำสั่งใหม่ และการกำหนดอำนาจเฉพาะตัวที่แต่ละคนสามารถตัดสินใจได้
ประการที่ 5
ในระหว่างการอบรมและทดสอบการปฏิบัติจริง ได้พบว่าบุคลากรแต่ละคนไม่ได้เป็นคุณค่าของทีมเสมอไป
แต่อาจจะมีบุคลากรบางคนอาจจะเป้นภาระหรือเป็นตัวถ่วงทีมงาน และทำให้ผลการปฏิบัติงานของคนอื่น ๆ ในทีมแย่ลงไปกว่าที่ควรจะเป็น
ก่อนการอบรมจึงต้องมีการเตรียมการอย่างดี โดยเฉพาะในการวัดและประเมินผลเป็นรายบุคคล ไม่ใช้เรื่องการประเมินผลในภาพรวม ๆ เท่านั้น เพราะผลการอบรมต้องทำให้ผู้ผ่านการอบรมทุกคนเป็นประโยชน์แก่ทีมให้มากที่สุดเพียงทางเดียว
นอกจากนั้น การอบรมจะต้องทำให้บุคลากรมีความเชื่อมั่นและมีความสามารถในการตัดสินใจอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดพิบัติภัยร้ายแรงหรือมหันภัย
การที่จะเกิดผลเช่นนี้ได้ โปรแกรมการอบรมจะต้องจัดทำได้ดี และมีเทคนิคในการผลักดันผู้เข้าอบรมทุกคนไปสู่การบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
