วันที่ ๒๒ ธ.ค. ๕๕ ทั้งวัน ผมไปร่วมประชุมเตรียมการพัฒนาโครงการ ของ ชุดโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาครูด้วยระบบหนุนนำต่อเนื่องของ สกว. และ สพฐ.  ที่เราเรียกชื่อโครงการย่อๆ ว่า โครงการ Teacher Coaching

          ทำให้ผมเรียนรู้ศัพท์ coach (ผู้ฝึก, ผู้ชี้แนะ)  และ mentor (ผู้ให้คำแนะนำ, พี่เลี้ยง) ที่ราชบัณฑิตกำลังเขียนให้นิยาม  และได้รับแจกหนังสือ กัลยาณมิตรนิเทศเขียนโดย ศ. สุมน อมรวิวัฒน์ เมื่อปี ๒๕๔๗  ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดูนะครับ  โดยเฉพาะที่คำนำ จะเห็นว่า ศ. สุมน ท่านย้ำประเด็นผลสัมฤทธิ์ ของการเรียนของเด็กไว้อย่างชัดเจน  แต่วงการบริหารการศึกษาไทย (กระทรวงศึกษาธิการ) ไม่ได้ใช้แนวคิดนี้เลย  กลับทำในทางตรงกันข้าม

          ผมทำหน้าที่ประธานการประชุม  จึงพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะทำให้ที่ประชุมมีบรรยากาศสร้างสรรค์  ไม่ใช่บรรยากาศบังคับบัญชา  ผมสังเกตว่า คนในวงการศึกษาโดยทั่วไปอยู่ในบรรยากาศบังคับบัญชา  ทำกันเป็นทอดๆ   บรรยากาศเช่นนี้ ไม่เหมาะต่อการประชุมเรื่องวิจัย  ซึ่งต้องการสมองสร้างสรรค์

          เมื่อได้โอกาสผมจึงบอกที่ประชุมว่า  ข้อเสนอโครงการวิจัยที่เสนอเข้ามานั้น หากโครงการใดเถียงความเชื่อหรือทฤษฎีที่เราคุยกันในวันนั้นบางประเด็น  โดยมีคำอธิบายที่มีเหตุผลน่าเชื่อถือ  จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

          เท่ากับผมยุให้ครูกบฎ หรือโต้แย้ง ต่อสาระที่ผมเองเป็นผู้นำเสนอ (อ่านและฟังได้ที่ http://www.uc.mahidol.ac.th/file/การพัฒนาครู_551222_N.pptx )

          และโชคดี ที่ ดร. สีลาภรณ์ บัวสาย ผู้มีอำนาจตัดสินใจแท้จริงของโครงการ กล่าวย้ำในภายหลัง สนับสนุนคำยุของผม

          โชคดียิ่งกว่านั้น ที่น้องชายของ ดร. สีลาภรณ์ คือ ดร. อมรวิชช นาครทรรพ กล่าวภายหลังว่า  เป้าหมายที่ไกลมากๆ ของโครงการคือ ให้อำนาจการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของเด็กไปอยู่ที่ครู  ไม่ต้องมี NT  เพราะครูมีความสามารถสูง และความน่าเชื่อถือสูง  อย่างที่เป็นอยู่ในประเทศฟินแลนด์ ที่เขาไม่มีการสอบ NT

          ผมจึงถึงบางอ้อ  ในลักษณะดึงเส้นผมที่บังภูเขาออก  เห็นภาพอนาคตสว่างแจ้ง  ว่าตัวอุปสรรคบดบังความเป็นมืออาชีพของครู  ทำลายความน่าเชื่อถือของครู  คือระบบการจัดการศึกษา การบริหารจัดการครู แบบที่กระทรวงศึกษาใช้อยู่ในขณะนี้นั่นเอง

          บริหารให้เชื่อง  คนย่อมขาดความคิดสร้างสรรค์  ลดทอนมิติของความเป็นมนุษย์



วิจารณ์ พานิช

๒๓ ธ.ค. ๕๕