เฝ้าระวังเหตุการณ์และควบคุมโรคระบาดในชุมชน

                                             (Surveillance and Rapid Response Team)

                      ตำบลบ้านป่า อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี นายอานนท์ ภาคมาลี (หมอแดง)




                                                                                               

                                           

 นายอานนท์  ภาคมาลี               นายสนิท ทองวิจิตร      

      ผอ รพสต. บ้านป่า                 นายก อบต.บ้านป่า

             

                     


    นายชาลี มีชาติ                     นายทองคูณ  สิบพันทา

  กำนันตำบลบ้านป่า               ประธาน อสม.ตำบลบ้านป่า

เฝ้าระวังเหตุการณ์และควบคุมโรคระบาดในชุมชน สำหรับทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนทีเร็ว (SRRT) เครือข่ายระดับตำบล นายอานนท์ ภาคมาลี (ผอ.รพสต.บ้านป่า)นายทองคูณ สิบพันทา อาสาสมัครสาธารณสุขตำบลบ้านป่า  นายสนิท ทองวิจิตร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านป่า นายชาลี มีชาติ ผู้นำชุมชน (กำนันตำบลบ้านป่า) โรคภัยไข้เจ็บในชุมชน โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ทุกวันนี้ เราจึงได้ยินข่าวการเจ็บป่วยมาก ในจำนวนการเจ็บป่วยทั้งหลาย โรคระบาด นับว่าเป็นอันตรายและทำให้เกิดความเสียหายมากที่สุด เพราะเป็นโรคที่เกิดกับคนจำนวนมากอย่ารวดเร็ว หลายโรคทำให้เสียชีวิต เสียสุขภาพหรือเสียทรัพย์ โรคระบาด สามารถป้องกันได้ หรือลดความรุนแรงได้ ด้วยวิธีป้องกันควบคุมโรคอย่างมีระบบ และด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

1.โรคระบาดคืออะไร สำคัญแค่ไหน โรคระบาดมีหลายแบบ การเจ็บป่วยทุกอย่างทำให้เกิดการระบาด ได้ ถ้ามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

1.1 มีจำนวนผู้ป่วยมากกว่าจำนวนที่เคยมีหรือมากกว่าจำนวนที่คาดว่าจะมีได้ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ปกติมีผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วง 1 – 2 ราย ถ้ามีผู้ป่วยเพิ่มเป็น 5 รายในวันเดียวกัน เรียกว่าโรคอุจจาระร่วงระบาด

1.2 มีผู้ป่วยจำนวนมาก ตั้งแต่สองรายขึ้นหลังจากไปร่วมกิจกรรมบ้างอย่างด้วยกันมาเช่น มีผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษพร้อมกันมากกว่า 10 ราย หลังจากงานเลี้ยงในงานแต่งงานแห่งหนึ่ง เรียกได้ว่าอาหารเป็นพิษระบาด

1.3  มีผู้ป่วยเป็นโรคที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดว่าเป็นอันตราย แม้มีเพียงหนึ่งราย เช่นอหิวาตกโรค โรคไข้หวัดนก โรคโปลิโอ โรคพิษสุนัขบ้า

1.4  มีผู้ป่วยเป็นโรคที่ไม่รู้จัก หรือเหตุการณ์ที่ไม่เคยพบในพื้นที่มาก่อน ให้นับว่าเป็นการระบาดไว้ก่อน เช่น ไก่ตายผิดปกติจำนวนมาก

โรคระบาดมีความสำคัญ เพราะทำให้เกิดความสูญเสียและพบการเกิดโรคระบาดบ่อยครั้งมากขันทุกขณะ ตัวอย่างความสูญเสียจากโรคระบาด เช่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร ผู้ป่วยและญาติ ทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วย เกิดความเครียด วิตกกังวล และมีปัญหาสุขภาพจิต ผู้ป่วยและญาติ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพยาบาลและสูญเสียรายได้จากการไปทำงานไม่ได้ ประเทศชาติสูญเสียทางเศรษฐกิจ เช่นโรคไข้หวัดนก ทำให้เป็ด ไก่ และไข่ขายไม่ได้ ต้องทำลายทิ้ง จำนวนมหาศาล ทุกวันนี้ มีแนวโน้มที่จะพบโรคระบาดบ่อยขึ้น ความรุนแรงเพิ่มขึ้น และมีโรคชนิดใหม่ๆมากขึ้น เนื่องจาก จำนวนประชากรมากขึ้น เห็นได้จากจำนวนบ้านที่มากขึ้น เขตเมืองมีประชากรหนาแน่นและมีชุมชนแออัดมากขึ้น โรงงานที่มีคนงานจำนวนมากเกิดขึ้นทั่วประเทศ ประชาชนจึงติดโรคง่าย แต่ป้องกันโรคยากกว่าเดิม การคมนาคมสะดวกรวดเร็วขึ้น ทั้งถนนหนทางที่ทันสมัย และการเดินทางโดยเครื่องบิน ทำให้เชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่จากต่างประเทศ สามารถเข้าถึงหมู่บ้านเล็กๆ ได้ภายในไม่กี่วัน จากเดิมต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือ เป็นปี มีแหล่งโรคร่วมกันมากขึ้น เช่นกินอาหารที่ร้านเดียวกัน ซื้ออาหารจากตลาดหรือโรงงานอาหารเดียวกัน ใช้น้ำจากระบบประปาเหมือนกัน ไปโรงเรียนในโรงเรียนเดียวกัน ได้รับควันพิษจากโรงงานแห่งเดียวกัน เป็นต้น

2.  จะป้องกันและควบคุมโรคระบาดอย่างไร ต้องทำการป้องกันการเกิดโรคอย่างเข้มแข็งและมีมาตรการณ์เพิ่มเติมเพื่อควบคุมการระบาดของโรค มาตรการป้องกันการเกิดโรค เพื่อป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยในคนแต่ละคน เช่นรับประทานอาหารและน้ำสะอาดที่ป้องกันโรคอุจจาระร่วง นอนในมุ้งป้องกันโรคไข้เลือดออก สวมรองเท้า

บู๊ทป้องกันโรคฉี่หนู ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น มาตรการป้องกันควบคุมการระบาด เป็นการดำเนินการเพื่อไม่ให้มีจำนวนผู้ป่วยที่เข้าข่ายเป็นการระบาดได้แก่

2.1 การเฝ้าระวังโรค เป็นการติดตามสถานการณ์โรคดูว่ามีแนวโน้มมากขึ้น หรือว่ามีความผิดปกติอย่างไรหรือไม่

2.1 การสอบสวนโรค ถ้าพบผู้ป่วยผิดปกติ ต้องสอบสวนหาที่มาหรือแหล่งโรคโดยเร็วเพื่อกำจัดต้นเหตุ การระบาด

2.3 การควบคุมการระบาด โดยการควบคุมโรคที่ต้นเหตุและเร่งมาตรการป้องกันโรคบางอย่างให้เข้มงวดเป็นพิเศษ

3.  การเฝ้าระวังเหตุการณ์ คือการเฝ้าระวังจากข่าว การเฝ้าระวังโรคมีหลายวิธี ที่สำคัญ คือ เฝ้าระวังในกลุ่มผู้ป่วยที่มารับการรักษา และเฝ้าระวังจากข่าวการเจ็บป่วยในชุมชน การเฝ้าระวังโรคในผู้ป่วย ใช้วิธีนับรายงานผู้ป่วยที่รักษาในโรงพยาบาลและสถานีอนามัย ซึ่งผู้ป่วยมีการวินิจฉัยโรคแน่นอนจากแพทย์ และพยาบาลที่ได้รับการฝึกอบรม มีการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ทำให้ทราบว่าโรคเกิดกับคนกลุ่มใด ส่วนใหญ่เกิดที่ไหน ช่วงเวลาใด วิธีการนี้เชื่อถือได้มาก แต่บางครั้งล่าช้า และไม่ครบถ้วน เพราะไม่รวมข้อมูลผู้ป่วยรักษาเองหรือไปคลินิก

ทำอย่างไรจึงจะทราบสถานการณ์โรคได้อย่างรวดเร็ว

- ข่าวการเกิดโรคสามารถบอกได้ว่ามีโรคเกิดขึ้นได้ที่ไหน

- ข่าวเรื่องผิดปกติเป็นที่นิยมพูดคุยหรือส่งข่าวมากกว่าเรื่องปกติ

- การแจ้งหรือส่งข่าวเป็นวิธีที่เร็งกว่าการรายงานเป็นขั้นตอน

ข่าว จึงใช้เฝ้าระวังโรคได้ เรียกว่า การเฝ้าระวังเหตุการณ์ โดยเฝ้าสังเกตการเจ็บป่วยในชุมชน ถ้าพบเหตุการณ์ที่น่าจะผิดปกติ ให้รีบแจ้งข่าวหรือส่งข่าวถึงกันทันที วิธีการนี้ง่ายสะดวก เหมาะสำหรับใช้ในชุมชน แต่มีข้อควรระวังจากการแจ้งข่าวซ้ำซ้อน และการแจ้งข่าวคลาดเคลื่อน เนื่องจากจำข้อมูลมาผิด หรือลืมข้อมูลที่สำคัญบางอย่าง

4.  ใครบ้างที่ทราบข่าว เหตุการณ์ในชุมชน ผู้ที่รู้จักหรือเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยทุกคน มีโอกาสทราบข่าวการป่วยได้ทั้งหมด สมมติว่าเกิดโรคอุจจาระร่วงในครอบครัวที่มีผู้ป่วย 4 คน (พ่อ แม่ ลูก ปู่) ผู้ทราบข่าวได้แก่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข (รพสต./สอ./ศบส) ในพื้นที่ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) และอาสาสมัครอื่นๆ เช่นอาสาสมัครปศุสัตว์ อาสากู้ชีพกู้ภัยฯ เพื่อน เพื่อนบ้าน ผู้ร่วมงาน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต./เทศบาล นักการมือท้องถิ่น ครู ตำรวจ ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ ผู้ดำเนินรายการวิทยุชุมชน ชมรมผู้สูงอายุ ชมรมออกกำลังกายกลุ่มเยาวชน-สตรี คลินิกเอกชน ร้านขายยา พระเณรที่วัด เจ้าของร้านค้าปลีกในชุมชน

5. ถ้าจะแจ้งข่าวเหตุการณ์มีเกณฑ์และวิธีการอย่างไร เหตุแจ้งข่าว ทีทันเหตุการณ์เกิดโรคและปัจจัยเสี่ยงโรคได้แก่

5.1 โรคหรือกลุ่มอาการที่พบบ่อย มีผู้ป่วยเป็นกลุ่ม พร้อมกันหลายคน ด้วยอาการแบบเดียวกัน  มีผู้ป่วยเป็นโรค ที่สำคัญ รวมถึงสงสัยว่าจะป่วย  มีผู้ป่วยเป็นโรคที่รุนแรงกว่าปกติ

5.2 โรคใหม่หรือกลุ่มอาการที่ไม่เคยพบในพื้นที่ มีผู้ป่วยเป็นโรคที่ไม่รู้จักหรือไม่เตยพบในพื้นที่มาก่อน มีผู้เสียชีวิตอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ

5.3 เหตุการณ์ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคในคน มีสัตว์ป่วยและตายจำนวนมาก

พบอาหารและน้ำที่ไม่ปลอดภัยจำนวนมาก อันตรายจากสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างเหตุการณ์ตามเกณฑ์แจ้งข่าว

เกณฑ์

ตัวอย่าง

ผู้ป่วยเป็นลุ่ม

เช่น โรคอาหารเป็นพิษ อุจจาระร่วง ตาแดง ไข้ออกผื่นทุกชนิด โรคอุปาทานหมู่ โรคสำคัญหรือโรคไม่ทราบชื่อที่ป่วยเป็นกลุ่มฯ

โรคที่สำคัญ

เช่นอหิวาตกโรค มือเท้าปาก ไข้เลือดออก ไข้ปวดข้อยุงลาย ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ 2009 ปอดบวม พิษสุนัขบ้า ไข้ฉี่หนู ไข้กาฬหลังแอ่นฯ

โรคที่รุนแรงกว่าปกติ

เช่น ถ่ายเป็นน้ำจน ช็อด หรือจนเสียชีวิต เป็นโรคหวัดที่มีอาการหนักหรือเสียชีวิต

โรคที่ไม่พบในพื้นที่มาก่อน

เช่นโรคมาลาเรียในพื้นที่ปลอดโรค โรคสำคัญที่ไม่เคยพบในพื้นที่ โรคที่ไม่มีใครรู้จักในพื้นที่นั้น

เสียชีวิตอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ

โรคที่ยังไม่ทราบชื่อ อาจเป็นโรคระบาดชนิดใหม่หรือเกิดจากเชื้อโรคสายพันธ์ใหม่ที่รุนแรง

สัตว์ป่วยและตายจำนวนมาก

ที่พบได้บ่อย เช่น เป็ด ไก่ วัว ควาย ปลาตายในน้ำฯ

อาหารและน้ำที่ไม่ปลอดภัย

 เช่น นมโรงเรียนมีกลิ่นบูด พบการขายเนื้อปลากปักเป้า ขายเนื้อสัตว์ที่เป็นโรคตาย

อันตรายจากสิ่งแวดล้อม

เช่น กองขยะพิษ กลิ่นหรือควันพิษจากโรงงาน ตลาดที่มีหนูหรือแมลงวันชุกชุม

วิธีการแจ้งข่าวไปยังศูนย์รับแจ้งข่าวประจำตำบล

1.  จงมั่นใจก่อนว่าเป็นเหตุการณ์ผิดปกติจริง ตามเกณฑ์แจ้งข่าว ไม่ควรแจ้งข่าวลือ หรือข่าวที่บอกต่อกันมาโดยไม่มีหลักฐาน

ช่องทางการแจ้งข่าวทำได้หลายช่องทาง

-บอกข่าวด้วยตนเองที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัย

-แจ้งทางโทรศัพท์ไปที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน

-แจ้งข่าวผ่านอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม)

-แจ้งเหตุการณ์เสี่ยงต่อโรคหรือเหตุรำคาญที่เทศบาลหรือ อบต

6. หมอเอาข่าวที่แจ้งไปทำอะไร ทุกข่าวที่ได้รับแจ้ง จะมีการไปตรวจสอบ และวิเคราะห์ว่ามีการระบาดของโรคหรือไม่ ตามขั้นตอนดังนี้

6.1 รับข่าว ข่าวทั้งหมดที่ได้รับ จะนำไปบันทึกเป็นหลักฐานในทะเบียนรับแจ้งข่าวช่องท่อง

6.2 ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ พิจารณาว่าได้ข่าวจากใครบ้างให้ข้อมูล ตรงกันไหม มีหลักฐานยืนยันหรือไม่

6.3 ตรวจสอบข้อเท็จจริง ของเหตุการณ์และหาข้อมูลเพิ่มเติมจากที่เกิดเหตุ

6.4 วิเคราะห์ว่าโรคนั้นผิดปกติจริงหรือไม่ จะแพร่ระบาดหรือสูญเสียเพิ่มขึ้นหรือไม่

6.5 เตือนภัย รีบรายงาน หรือส่งข่าวต่อถึงผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนทราบ

7. ควบคุมระบาดเบื้องตน โดยชุมชนเพื่อชุมชน การควบคุมโรคระบาดเบื้องต้น เป็นการทำให้โรคหยุดแพร่ระบาดหรือหมดไป ชุมชนในพื้นที่สามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้ก่อน เพราะใกล้ชิดเหตุการณ์ที่สุด ประสิทธิภาพในการควบคุมการระบาดของโรค ขึ้นอยู่กับ

7.1 ความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งในชุมชนและนอกพื้นที่

7.2 มีการดำเนินการเบื้องต้นบางอย่างทันทีที่เกิดเหตุ เช่น เก็บอาหารที่สงสัยไว้ เพื่อรอเจ้าหน้าที่ไปตรวจหาเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ

7.3 การสอบสวนโรคที่มีประสิทธิภาพ สามารถค้นหาที่มาของแหล่งโรคของการระบาดได้เร็ว ทำให้กำจัดต้นเหตุ ของปัญหาได้

7.4 ใช้วิธีการควบคุมโรคที่ถูกหลักวิชาการ ตรงกับชนิดของโรค

บทบาทภาคส่วนต่างๆในการเฝ้าระวัง และควบคุมการระบาด

1.  ผู้ป่วยและญาติ เป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ ถ้ามีผู้ป่วยหรือผู้ตายด้วยโรคตามเกณฑ์ที่ต้องแจ้งข่าวผู้ป่วยหรือญาติควรแจ้งให้ อสม.หรือเข้าหน้าที่ทราบโดยเร็ว

2.  อาสาสมัครสาธารณสุข ผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไป ช่วยสังเกตการณ์เกิดโรคและปัจจัยเสี่ยง แจ้งข่าวโดยเร็ว และช่วยดำเนินการเบื้องต้นเพื่อควบคุมการระบาด

3.  ทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) เป็นทีมงานหลักการเฝ้าระวังเหตุการณ์สอบสวนหาต้นเหตุที่มาของความผิดปกติและควบคุมเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโรค

4.  หน่วยงานสาธารณสุขทุกระดับ โรงพยาบาล และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนการปฏิบัติงานของทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว ทั้งด้านข่าวสาร วิชาการ งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ การสื่อสาร และยานพาหนะ

8. รู้จักกับทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SSRT) หน่วยงานด้านป้องกันควบคุมโรคทีมเฝ้าระวังเพื่อแก้ไขเหตุการณ์ฉุกเฉินกรณีเกิดโรคระบาดทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว หรือทีม SRRT (เอสอาร์อาร์ที) ย่อมาจาก Surveillance and Rapid Response Teem หมายถึง ทีมปฏิบัติการประจำหน่วยงานด้านป้องกันควบคุมโรค มีบทบาทภารกิจดังนี้

8.1 เฝ้าระวังโรคติดต่อที่มีโอกาสแพร่ระบาดรวดเร็วรุนแรง

8.2 ตรวจจับเหตุการณ์ความผิดปกติทางสาธารณสุข

8.3 สอบสวนโรคอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

8.4 ควบคุมการระบาดขั้นต้นทันที

8.5 แลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย

9. มาร่วมเป็นทีม SRRT เครือข่ายระดับตำบล ทีม SRRT เครือข่ายระดับตำบล เป็นทีมประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ทำงานประสานระดับอำเภอ มีบทบาทสำคัญในหารเฝ้าระวังเหตุการณ์ในพื้นที่และกิจกรรมควบคุมโรคบางอย่างทันทีที่เกิดเหตุเป้าหมายความสามารถของทีมเครือข่ายระดับตำบลได้แก่

1. รู้เร็ว รู้เหตุการณ์การเกิดโรคปัจจัยเสี่ยง จากอาสาสมัครผู้นำชุมชน ประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ป่วยและญาติ

2. แจ้งข่าวเร็ว รวมถึงการรวบรวมข่าวจากแหล่งต่างๆในพื้นที่และส่งต่อข่าวเข้าสู่ศูนย์รับแจ้งข่าวประจำตำบล

3. ควบคุณเร็ว ด้วยมาตรการณ์เบื้องต้นทันทีที่เกิดเหตุการณ์ที่สงสัยว่าผิดปกติ จำนวนสมาชิก SRRT  เครือข่ายระดับตำบลอย่างน้อย  5 ประกอบด้วย

  3.1 พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ สถานีอนามัย แห่งละ 1 คน

  3.2 อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) อย่างน้อย 3 คน

  3.3 บุคลากรท้องถิ่น จาก อบต.หรือเทศบาล แห่งละ 1-2 คน

3.4 บุคลลากรอื่นๆ เช่น ครู ทีมกู้ชีพกู้ภัย ผู้สื่อข่าว ผู้จัดรายการวิทยุชุมชน อาสาสมัครปศุสัตว์ฯ จำนวนเท่าที่เหมาะสม

บทบาทหน้าที่ของสมาชิกที่ SRRT เครือข่ายระดับตำบล

พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทำหน้าที่หัวหน้าทีมและ ตรวจสอบและวิเคราะห์ข่าวเหตุการณ์ รับและส่งข่าวกับทีมระดับอำเภอ ร่วมสอบสวนโรคในฐานะสมาชิดทีม SRRT ระดับอำเภอ

อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ทำหน้าที่ ประสานงานกับ อสม. ทั้งตำบลในการหาข่าวเกตุการณ์ ดำเนินการเบื้องต้นเพื่อดำเนินการระบาดของโรค สนับสนุนการสอบสวนโรคของทีม SRRT ระดับอำเภอ

บุคลากรท้องถิ่น จาก อบต. หรือเทศบาล ทำหน้าที่ เฝ้าระวังเหตุการณ์ผิดปกติที่มีผู้แจ้งต่อ อบต. หรือ เทศบาล ประสานงาน อบต. หรือเทศบาล เพื่อสนับสนุนกำลังคน วัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะและงบประมาณ ในการปฏิบัติงาน

บุคลากรอื่น ทำหน้าที่ช่วยกันเฝ้าระวังเหตุการณ์และประสานสนับสนุนการสอบสวนควบคุมโรค

10. อสม. และทีม SRRT เครือข่ายระดับตำบลสำคัญอย่างไร

  10.1 ปัญหาของโรคระบาดเริ่มจากจุดเล็กๆ เช่น มีผู้ป่วย 1 คนหรือ 1 กลุ่มหรือจากเหตุการณ์เสี่ยงบางอย่างที่เริ่มสังเกตได้ หลังจากนั้น จึงเพิ่มจำนวนผู้ป่วย หรือขยายวงออกไปกลายเป็นโรคระบาด

  10.2 การเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่ดีช่วยให้พบปัญหาตั้งแต่เริ่มต้นและดำเนินการทันที่ พบปัญหาช่วยควบคุมการระบาดได้ง่ายขึ้น

  10.3 อสม.ทุกคนและทีม SRRT เครือข่ายระดับตำบล เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังเหตุการณ์ดำเนินการเบื้องต้นเพื่อควบคุมการระบาดของโรค

  10.4 อสม.ทุกคน และทิ่มเครือข่ายระดับตำบล จึงเป็นทิ่มงานที่ป้องกันภัยทางสุขภาพให้กับประชาชนอย่างแม้จริง

ตัวอย่างโรคหรือกลุ่มอาการที่สำคัญและกิจกรรมควบคุมการระบาดเบื้องต้น

1.  กลุ่มโรคติดต่อนำโดยยุง

1.1  ตัวอย่างโรคในกลุ่มนี้และอาการที่พบ โรคไข้เลือดออก มีอาการไข้สูงหลายวัน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ท้องอืด มีจุดเลือดออกตามตัว อาจซึม หรือ ช๊อกหรือไปหาหมอแล้วพบว่าเป็นไข้เลือดออก โรคปวดข้อยุงลาย มีอาการไข้ ปวดข้อหรือข้อบวม มีผื่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา

1.2  กิจกรรมเบื้องต้นที่ควรดำเนินการ โดย อสม.และอบต./เทศบาล ส่งข่าวให้ รพสต./สอ.ทันที่ เช็ดตัวลดไข้ และแนะนำให้ไปหาหมอ (ถ้ายังไม่ได้ไป) ป้องกันยุงกัดผู้ป่วย โดยทายากันยุงและนอนในมุ้งทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่คนอื่น สำรวจความชุกชุมของลูกน้ำยุงลายในรัศมีร้อยเมตรรอบบ้านผู้ป่วยและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง

1.3  กิจกรรมในการควบคุมการระบาดของทีม SRRT พ่นยาฆ่าแมลง การป้องกันยุงกัด ความร่วมมือจากประชาชนในการลดแหล่งพันธุ์ยุง การจัดการสิ่งแวดล้อม

2.  กลุ่มอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร

2.1  ตัวอย่างโรคในกลุ่มนี้ เช่น อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ โรคอุจจาระร่วง ลำไส้อักเสบ โรคบิด ฯ

2.2  ตัวอย่างอาการที่พบบ่อย ได้แก่อาเจียนมาก หรือถ่ายเป็นน้ำ หรือ ถ่ายเหลวตั้งแต่สามครั้งขึ้นไปในหนึ่งวัน

2.3  กิจกรรมเบื้องต้นที่ควรดำเนินการโดย อสม. และ อบต./เทศบาล ส่งข่าวให้ รพสต.(สอ.)ทันที่ เก็บอาหารที่สงสัยยังมีเหลืออยู่ ไว้ในตู้เย็น เพื่อส่งตรวจหาเชื้อโรค (ไม่ต้องเก็บไว้ในช่องน้ำแข็ง) ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ส่งสถานพยาบาลเพื่อรับการรักษา

2.4  กิจกรรมในการควบคุมการระบาดของทีม SRRT ค้นหาและสั่งเก็บอาหารที่สงสัยว่าเป็นต้นเหตุ ค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ในบ้านและในชุมชนเดียวกัน ค้นหาผู้ประกอบอาหารและผู้บริการอาหารที่มีอาการป่วยหรือสงสัยว่าติดเชื้อ ค้นหาสถานที่ที่ประกอบการ หรือเก็บรักษาไม่ถูกต้อง ปรับปรุงสุขาภิบาลอาหารให้ถูกสุขลักษณะ

3.  กลุ่มอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่

3.1  ตัวอย่างโรคในกลุ่มนี้ เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก ปอดบวมฯ

3.2  ตัวอย่างอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้สูง ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจลำบาก หรือหอบ

3.3  กิจกรรมเบื้องต้นที่ควรดำเนินการโดย อสม. และอบต./เทศบาล

3.4  กิจกรรมในการควบคุมโรคระบาดของทีม SRRT การรณรงค์ให้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ในกลุ่มเสี่ยง การสั่งห้ามผู้คนจำนวนมากมาชุมนุมกัน การกำจัดสัตว์ปีในพื้นที่การระบาด การให้ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการป้องกันโรค เช่น สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆฯ

4.  กลุ่มอาการไข้ออกผื่น

4.1  กลุ่มตัวอย่างในกลุ่มนี้ เช่นหัด หัดเยอรมัน สุกใส

4.2  ตัวอย่างอาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีผื่นตามร่างกาย อาจมีไอ และมีน้ำมูกร่วมด้วย

4.3  กิจกรรมเบื้องต้นที่ควรดำเนินการ โดย อสม. และอบต./เทศบาล ส่งข่าวให้รพสต.(สอ.)ทันที แนะนำให้แยกผู้ป่วยออกจากผู้อื่น ประมาณ 1 สัปดาห์ แนะนำให้แยกสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบสวนหาสาเหตุ

4.4  กิจกรรมในการควบคุมการระบาดของทีม SRRT  ค้นหาผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์และแนะนำให้ไปพบแพทย์ทันที การรณรงค์สร้างเสริมผู้คุ้มกันโรค (ให้วัคซีน) แนะนำให้ผู้ป่วยอยู่กับบ้าน การสั่งห้ามผู้คนจำนวนมากมาชุมนุมกัน การให้ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันโรค

5.  กลุ่มอาการไข้และมีอาหารทางสมอง

5.1  ตัวอย่างโรคในกลุ่มนี้ เช่นไข้สมองอักเสบ ไข่กาฬหลังแอ่น ไข้หูดับ โรคติดเชื้อทางระบบประสาทอื่นๆ

5.2  ตัวอย่างอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะมาก การรับรู้ตัวเปลี่ยนแปลง (สับสน ชัก ซึม หรือ หมดสติ) อาจมีอาการคอแข็ง หรือ พบจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง เป็นจ้ำเลือด บางรายเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว บางชนิดเมื่อหายแล้วทำให้หูหนวก

5.3  กิจกรรมเบื้องต้นที่ควรดำเนินการโดย อสม. และอบต./เทศบาล ส่งข่าวให้รพสต.(สอ.)ทันที ระวังไม่ให้โดนน้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย แนะนำให้ผู้ป่วยไปโรงพยาบาล เนื่องจากอาจเป็นโรคติดต่อร้ายแรง

5.4  กิจกรรมในการควบคุมการระบาดของที่ SRRT ให้ภูมิคุ้มกันโรคในกลุ่มเสี่ยง(เฉพาะโรคที่มีวัคซีน) กำจัดลูกน้ำ ยุงตัวแก่ และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง แนะนำการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในบ้านและอาคารที่มีผู้คนแออัด แนะนำการป้องกันการติดเชื้อจากหมูและวิธีการเลี้ยงหมู ให้ปลอดภัยจากโรค สร้างความมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันโรค เช่น ป้องกันยุงกัด ดสิ่งแวดล้อมในบ้านให้ถูกสุขลักษณะฯ

6.  กลุ่มโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน

6.1  ตัวอย่างโรคในกลุ่มนี้และอาการที่พบ โรคพิษสุนัขบ้า มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดตัว กลัวน้ำ กลัวลม ระดับการรับรู้ผิดปกติ โรคไข้ฉี่หนู มีอาการปวดศีรษะเฉียบพลัน ไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะที่น่อง บางรายอาการอาจไม่ชัดเจน

6.2  กิจกรรมเบื้องต้นที่ควรดำเนินการโดย อสม. และอบต./เทศบาล ส่งข่าวให้ รพสต. (สอ.)ทันที ค้นหาผู้ถูกสัตว์ที่สงสัยกัด หรือผู้ป่วยรายอื่น เพื่อแนะนำให้ไปหาหมอ แจ้งปศุสัตว์ เพื่อมาจัดการสัตว์ที่สงสัยให้เหมาะสม แนะนำให้ไปรับการรักษา และบอกหมอเรื่องประวัติเสี่ยง

6.3  กิจกรรมในการควบคุมการระบาดของ SRRT  ระมัดระวังการสัมผัส การป้องกันการกำจักหนู การทำลายสัตว์ป่วย และกักกันฝูงสัตว์ การควบคุมสัตว์เลี้ยง การปรับปรุงสิ่งแวดล้อม

7.  โรคมือปากเท้า

7.1 ตัวอย่างอาการที่พบในทารกและเด็กเล็ก ได้แก่เจ็บปาก ไม่ยอมรับประทานอาหาร เนื่องจากมีตุ่มหรือแผลที่ลิ้น เหงือกและกระพุ้งแก้ม พบตุ่มหรือผื่นที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า อาจพบที่ก้นและหัวเข่าด้วย มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนที่ทำให้เสียชีวิตได้

7.2 กิจกรรมเบื้องต้นที่ควรดำเนินการโดย อสม.และอบต./เทศบาล ส่งข่าวให้ รพสต.(สอ.) ทันที แนะนำให้พ่อแม่เด็กไปรับการรักษา และให้หยุดเรียน ดูแลที่บ้านจนกว่าจะหาย แนะนำให้ใช้ซ้อนกลาง และหลีกเลี่ยงการใช่สิ่งของร่วมกัน

7.3 กิจกรรมในการควบคุมการระบาดของทีม SRRT ดูแลสุขลักษณะของศูนย์เด็กเล็ก สถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล ถ้ามีเด็กป่วยจำนวนมาก อาจจำเป็นต้องปิดสถานที่ต้นเหตุ สร้างความมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและผู้เลี้ยงดูเด็กในการป้องกันโรค เช่น ไม่พาเด็กไปสถานที่แออัด ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูกน้ำลาย หรืออุจจาระเด็ก

8.  โรคตาแดง (ชนิดระบาด)

8.1 อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ตาแดงเฉียบพลัน ระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล ขี้ตามาก หนังตาบวม อาจเริ่มที่ตาข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงลามไปอีกข้าง ถ้าดูแลรักษาไมถูกวิธี อาจเกิดโรคแทรกซ้อน ทำให้สายคาพิการหรือตาบอดได้

8.2 กิจกรรมเบื้องต้นที่ควรดำเนินการโดย อสม. และ อบต./เทศบาล ส่งข่าวให้ รพสต.(สอ.) ทันที แนะนำให้ผู้เป็นโรคนี้ควรหยุดไปโรงเรียน หรือหยุดงานจนกว่าจะหาย แนะนำให้แยกสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น แนะนำไม่ให้เด็กปกติเล่นคลุกคลีกับเด็กที่ป่วย

8.3 กิจกรรมในการควบคุมการระบาดของทีม SRRT ควบคุมการระบาดในโรงเรียน เรือนจำ ฯโดยแยกผู้ป่วยออกจากคนปกติ และห้ามใช้ของใช้ร่วมกับผู้ป่วย แนะนำให้ผู้ป่วยอยู่กับบ้าน และไม่ควรลงเล่นน้ำในสระ แนะนำให้ล้างมือบ่อยๆ และห้ามใช้ยาหยอดตาร่วมกัน สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันโรค

9.  โรคโปลิโอ

9.1  อาการที่พบบ่อย เริ่มจากอาการแขนขาอ่อนแรงหรืออ่อนปวกเปียกแบบเฉียบพลัน อาจเป็นที่แขนหรืขา ข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ ผู้มีอาการรุนแรงจะเป็นอัมพาตแบบถาวร บางรายเสียชีวิตจากการเป็นอัมพาตของกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ

หมายเหตุ  อาการแขนขาอ่อนแรงอาจเกิดกับโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคโปลิโออีกหลายโรค สามารถแยกได้โดยการตรวจหาเชื้อในอุจจาระผู้ป่วย

9.2  กิจกรรมเบื้องต้นที่ควรดำเนินการโดย อสม. และ อบต./เทศบาล ถ้าผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 15 ปีที่มีอาการขาขาอ่อนแรงแบบเฉียบพลัน ส่งข่าวให้ รพสต. (สอ.)ทันที แนะนำให้ส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

9.3  กิจกรรมในการควบคุมการระบาดของทีม SRRT หาข้อมูลรายละเอียดของการป่วยและการได้รับวัคซีน เก็บตัวอย่างอุจจาระผู้ป่วยตรวจหาเชื้อ ค้นหาผู้มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงรายอื่นๆในชุมชน ให้วัคซีนซ้ำกับเด็กทุกคนในชุมชนเดียวกับผู้ป่วย สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการเฝ้าระวังโรค