บริษัทของแคนาดาได้พัฒนาวิธีการใหม่ ที่เป็นกระบวนการที่ใช้ผลิตพลังงานทดแทน “เอทานอล” ที่ได้จากของเสียจากฟาร์ม ด้วยปัจจุบันราคาน้ำมันสูงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญได้หวังว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ จะสามารถลดความต้องการพลังงานถ่านหิน และเพิ่มความปลอดภัยต่อพลังงานมากขึ้น Jim Easterly ที่ปรึกษาทางด้านพลังงานชีวภาพในกรุงวอชิงตัน ดีซีกล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาก การใช้พลังงานจากเอทานอลมีอยู่จำกัด เพราะว่าราคาในการผลิตสูงเกินไป เอทานอลที่ผลิตจากเมล็ดข้าวโพดและเมล็ดข้าวสาลีมีประวัติว่าแพงกว่าแก๊สโซลีนที่ผลิตจากน้ำมัน จากตัวอย่าง การผลิตเอทานอลจากข้าวโพดใช้พลังงานจากนน้ำมันและไฟฟ้าสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่การปลูกข้าวโพดไปจนถึงพลังงานในการต้มพืชเพื่อสกัดเอาเอทานอล แต่ปริมาณของเอทานอลที่ได้มักจะเท่ากับหรือน้อยกว่าปริมาณของพลังงานถ่านหินที่ต้องการใช้ ปัจจุบันที่ Ottawa ในบริษัทของกลุ่ม logen อาจมีวิธีแก้ปัญหาการผลิตเหล่านี้ได้ นักวิจัยของบริษัทได้มองไปที่เอนไซม์หลายชนิดและวิธีที่มันทำลายเส้นใยของพืช ขั้นตอนกระบวนการใหม่นี้ถูกพัฒนามาเพื่อใช้ส่วนที่เหลือจากการเพาะปลูกพืชเพื่อใช้ทำอาหาร เช่น ฟางที่เหลือหลังจากการที่เก็บเกี่ยวข้าวสาลี นำมาใช้ในการผลิตเอทานอล กระบวนการนี้มีความใกล้เคียงกับการหมักมาก Mandy Chepeka โฆษกของบริษัทกล่าว เขากล่าวว่า เริ่มจากกังหันวิดน้ำจากฟางของข้าวสาลี มีการเติมเอนไซม์ลงไปเปลี่ยนฟางให้กลายเป็นน้ำตาล และปล่อยให้มันหมักและกลั่น ทำให้น้ำตาลเปลี่ยนเป็นเอทานอล มากกว่านั้น การผลิตเอทานอลจะทำให้ได้ผลพลอยได้คือ ลิกนิน ซึ่งเป็นส่วนผสมของโพลีเมอร์ที่พบตามธรรมชาติในเนื้อไม้ที่จับเส้นใยในพืชเข้าด้วยกัน ลิกนินสกัดได้จากของเหลือจากฟาร์มที่สามารถเผาไหม้ได้เหมือนถ่านหิน เพื่อให้พลังงานในการผลิตเอทานอลได้สะดวก  Easterly ที่ปรึกษาทางด้านพลังงาน กล่าวว่า เกือบ 1 ใน 4 ส่วนของพืชคือลิกนิน ซึ่งสามารถสกัดเพื่อนำไปใช้ในการหุงต้ม จากหน่วยงานเกษตรของอเมริกากล่าวว่า โรงงานเหล่านั้นอาจไม่ได้ต้องการพลังงานจากพลังงานฟอสซิลเพื่อนำมาใช้โรงงาน Shapouri กล่าวว่า พวกเขาสามารถผลิตไฟฟ้าพิเศษที่ส่งไปยังขดลวดพลังงานของสาธารณะ ซึ่งมันเพียงพอที่จะใช้แล้ว และชาวนาที่อยู่ใกล้ๆ โรงงานก็จะมีแหล่งรายได้จากของเหลือทิ้งจากการทำการเกษตรทางบริษัทจึงได้สร้างโรงงานสาธิตขึ้นใน Ottawa เพื่อจัดหาเอทานอลไปยังผู้ใช้ท้องถิ่น จุดที่ยากก็คือการหาโรงงานพาณิชย์แรกที่จะเริ่มทำ Shapouri กล่าวว่า ความจริงของเรื่องนี้ก็คือต้องมีใครสักคนสร้างโรงงานแรกเริ่ม และไม่มีใครต้องการที่จะทำ พวกเขาต้องการที่จะสร้างโรงงานเป็นที่สอง เพื่อที่จะเรียนรู้ความผิดพลาดจากที่แรก การขยายจากส่วนที่ทดสอบไปยังโรงงานพาณิชย์จริงๆ นั้นเป็นเรื่องที่ทำยาก แต่ด้วยราคาของพลังงานที่สูงขึ้นของโลก ความกล้าได้กล้าเสียก็ดูเหมือนเป็นเรื่องที่วอล์ทสตรีทต้องลองเสี่ยง ธนาคารเพื่อความมั่นคงทางการลงทุน Goldman Sachs ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ามันต้องใช้เงิน 30 ล้านยูเอสดอลลาส์สำหรับ logen ดูเหมือนกับว่ากระบวนการในการผลิตเอทานอลนี้ ทำให้เห็นข้อได้เปรียบอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการผลิตเอทานอลด้วยวิธีธรรมดา โดยการใช้ส่วนที่เหลือจากการทำการเกษตร ทำให้เราสามารถขยายการนำแหล่งพลังงานกลับมาใช้ใหม่ซึ่งเป็นผลดีกลับสิ่งแวดล้อมด้วย