เราก็ป่วยทางกายก็น่าจะพอแล้ว อย่าทำให้ป่วยทางใจอีกเลย

เมื่อสองวัน หลังจากไปประชุมงานปราชญ์ที่บุรีรัมย์ ก็ได้ข่าวว่าเพื่อนที่ไปร่วมงานกลับไปป่วยเล็กๆน้อยๆที่บ้านที่ไชยา

ก็เลยเป็นห่วง

และให้กำลังใจ โดยเล่าถึงการใช้ชีวิตในขณะที่ผม "เจ็บป่วย" ว่า

ถ้ามีวันใดที่ผมมีอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย

ผมจะใช้เป็นโอกาสพัฒนา "จิตใจ"

 

 


 
โดยการพิจารณาความเจ็บป่วยเป็น "ธรรม"
ทั้งในเชิง

1. ความเป็นเช่นนั้นเอง "ตถาตา"

2.  "อิทัปปัจจยตา" ที่ก็คือ กรรมย่อมเกิดมาแต่เหตุ และ

3. การเกิดขึ้นของอาการ แบบ ปฏิจจสมุปบาท
 
ทั้งเพื่อเข้าใจชีวิต และสาเหตุของการเจ็บป่วย

ผลที่ได้ จะทำให้ผม มีสติ ไม่กังวล ไม่ทุกข์ ใจจะเข้มแข็ง  

 

 

และการเรียนรู้ทางโลก

จาก การเกิดอาการอะไรก็ตาม ก็พิจารณาทุกขณะการเปลี่ยนแปลงของทุกอาการ

อะไรดีขึ้น อะไรแย่ลง

ถ้าแย่ลง แสดงว่าอาการจะใกล้เข้าจุดกลับตัวแล้ว 


ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ ผมจะไม่ไปหาหมอ (ที่มักจะรู้จักเราน้อยกว่าตัวเรา) 

ไม่ใช้ยากลบเกลื่อนอาการ เรารู้ตัวตลอดเวลา มีสติระลึกรู้ว่าเป็นอะไร ดีกว่าไม่รู้ตัว

โรคทุกโรค เป็นได้ก็หายได้

จุดเริ่มหายก็จะอยู่ตรงจุดรุนแรงที่สุดนั่นแหละ

ในขณะที่ยังไม่ถึงจุดกลับตัว ก็จะยังมีจุดการเปลี่ยนแปลงที่น่าติดตามอีกหลายเรื่อง

การติดตามดูอาการ จะทำให้เราเข้าใจ "สรีรวิทยา" และ "กายวิภาค" ของตนเองมากขึ้นกว่าเดิมทุกครั้ง

ขณะตื่น เราก็พิจารณาไปเรื่อยๆ เราจะไม่รังเกียจความเจ็บป่วย
เพราะ มันทำให้เราได้เรียนรู้มากมายหลายเรื่อง

ทั้งทางโลกและทางธรรม

ทุกครั้งที่เป็น

แม้จะเป็นโรคเดิม เช่น หวัด ฯลฯ ก็ยังไม่เคยว่าแต่ละครั้ง มีอาการ "ซ้ำ" กันเลย

จึงน่าติดตาม เหมือนการดู "ภาพยนต์ชีวิต"
 
ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

เราจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา เกิดปิติในใจ ไม่เครียด ไม่กังวล ไม่ทุกข์ แม้จะเจ็บป่วยทางกายก็ตาม
 
และแถมยังจะได้ประโยชน์จากการเจ็บป่วยอีกด้วย

โดยถือหลักว่า "เราก็ป่วยทางกายก็น่าจะพอแล้ว อย่าทำให้ป่วยทางใจอีกเลย" ..

ผมจึงขอแสดงความรักที่มีต่อเพื่อน และความเป็นห่วงใย อย่างจริงใจ ต่อเพื่อน

และทุกท่านที่ต้องเผชิญ "โลกธรรม" หรือ "ธรรมทูต" ท่านที่ 3 หลังจากพบ 1 และ 2 คือ "เกิด และะ แก่" มาแล้ว

ขอให้มีความเป็นสุขมากๆ และทุกข์น้อยๆครับ

แด่เพื่อนร่วมโลกทุกท่าน ครับ