เป็นเรื่องง่ายจริงๆ ที่เราจะทำอะไร ตามใจ ตามกระแส

ชีวิตกว่าสามสิบปี ทำให้ได้เรียนรู้ว่า การที่ต้องคอยว่าตามกระแส วิ่งตามความอยากในตนเอง วิ่งตอบสนองความต้องการของตนเองบ้าง ของผู้อื่นบ้าง เป็นการส่งเสริม ความเป็นตัวกู ของกูโดยไม่รู้ โดยไม่ตั้งใจ

ชีวิตที่เมื่อก่อน สนุกที่โดดเด่น สนุกที่ได้แข่งขัน สนุกที่ได้ชัยชนะ

พอทำได้ก็ลำพอง พอทำไม่ได้ก็เจ็บโกรธ ริษยา 

ทำให้ต้องกลับมาหมั่นเพียรฝึกฝนเพื่อให้ได้ชัยชนะ

มันมีแค่นี้จริงๆกับที่ผ่านมา เปลี่ยนแค่เรื่องราว

เปลี่ยนแค่ตัวละคร

จากการเลือกหัวหน้าห้อง เลือกประธานนักเรียน จากการเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอล บาสเกตบอล นักร้อง นักดนตรี คอยประกาศเสียงตามสาย

จากประถม มามัธยม ยาวมาถึงมหาสิทยาลัย จัดกิจกรรมลีลาศ 

การแก่งแย่งไม่เคยถูกถากออกจากใจ

เมื่อโอกาสดี อาจารย์ตรีเพชรเมตตา จับออกจากเรืีองบันเทิงไร้สาระ ด้วยกุศโลบายที่แยบคาย ให้มาทำวิจัยในห้องปฏิบัติการ ก็สนุกแต่ก็ยังอยากเอาชนะ จนท่านจูงมือให้มารู้จัก ครูกะปุ๋ม 

สี่ปีละที่ก้าวเข้าสู่การขัดเกลา แม้ที่ผ่านมาจะออกแรงต่อต้านมานานด้วยความเขลา

แต่ครูกะปุ๋มก็ไม่เคย ทอดทิ้งหนูไปจากใจ

การแก่งแย่ง เบาบางไปจากใจ ความอิจฉาเงียบลง ด้วยเข้าใจว่า ใครทำแบบไหนก็ได้แบบนั้น

ที่ทุกคนต้องเผชิญอยู่ก็ด้วยกรรมที่ทำมา ด้วยวาสนาที่สั่งสม ก็เท่านั้น

แล้วเส้นทางการฝึกฝน มันก็ไม่ใช่ว่า แค่ตกลงปลงใจกระโดดเข้ามาแล้วจะทำได้เลย

นั่นมันไม่ใช่ ไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่เป็นธรรม  มันผิดหลักเหตุเป็นเช่นนี้ผลเป็นเช่นนี้

จะแปลกตรงไหน กับการที่ไม่เคยทำมาก่อน กระโดดเข้ามาทำแล้วมันจะพลาด สำคัญที่กล้ายอมรับไหม กล้าแก้ไขแล้วเดินหน้าต่อไปไหมต่างหาก


ที่กล้าพูดเพราะเป็นมากับตัว เอาง่ายๆ ขนาดปฏิปทาที่ครูย้ำหนักหนาให้แนบใจ กว่าจะจับใส่เข้าไปข้างในได้จริงๆ ยังต้องใช้เวลาฝึกฝนอดทน 


แต่ที่ทำให้ยังอยู่ตรงนี้ เรียนรู้ตามหลังครูมาอย่างนี้เพราะมีคำว่า "อดทน"

คำนี้มันแนบอยู่ในใจจริงๆ ถึงพอจะอยู่ได้ ไม่ใช่อดทนกับคนอื่นนะคะ แต่อดทนกับความดี ความชั่ว ในตัวเอง อดทนกับความไม่ได้เรื่องของตนเองแล้วยอมรับไม่ได้นี่ต่างหากสำหรับหนู


แต่รู้แล้วค่ะว่า ความอดทนที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า

ในทางกลับกันความอดทนที่มีทำให้ หนูมีวันนี้และยังอยู่ในหนทางแห่งมรรคา  

สาธุค่ะ