ท่าน ว.วชิรเมธี เขียนเรื่อง "รากเหง้าของกิเลส"
เอาไว้ในหนังสือ "กิเลส Management"

เล่าเรื่องความทุกข์ของมนุษย์ไว้อย่างง่าย ๆ ดังนี้



รากเหง้าของกิเลส


กิเลส ๓ ตัวแรกที่จะต้องรีบบริหารจัดการ ได้แก่ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ซึ่งกิเลส ๓ ตัวนี้ พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า อกุศลกูล แปลว่า รากเหง้าของความชั่ว

รากเหง้าของความเศร้าหมองแห่งจิต รากเหง้าของความทุกข์ โลภ โกรธ หลง
เป็นรากเหง้าของบรรดากิเลสทั้งปวง ฉะนั้น ถ้าจะต้องบริหารจัดการกิเลสให้เบาบางลง
ก็จะต้องเริ่มที่กิเลสระดับรากเหง้า ๓ ตัวนี้ก่อน เพราะกิเลสทั้งสามนี้เป็นกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์
ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงบรรดามีในโลกนี้ ล้วนเกิดขึ้นเพราะความโลภ ความโกรธ ความหลง ทั้งนั้น

ถ้าเราปล่อยให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง ครอบงำได้
ความสุขก็จะหายไปจากใจเรา แต่ถ้าเราเป็นฝ่ายบริหารจัดการกิเลสเหล่านี้ก่อน
พื้นที่ในจิตใจเราก็จะเป็นพื้นที่แห่งความสุขมากกว่าเป็นพื้นที่แห่งความทุกข์


หลังจากเรารู้แล้วว่ากิเลสพื้นฐาน คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง และรู้วิธีจัดการแล้ว
ต่อจากนั้น กิเลสที่เราควรจะทำความรู้จักให้มากขึ้น เพื่อบริหารจัดการกิเลสให้ลดน้อยลงไปอีก
ก็คือ ตัณหา คือ ความอยากได้ มานะคือ ความอยากใหญ่ และ ทิฏฐิ คือ ความใจแคบ

ใครที่เคยอ่านคัมภีร์พระพุทธศาสนามาบ้าง จะพบว่า เมื่อกล่าวถึงกิเลส บางทีท่านก็ระบุลงไปว่า
กิเลส ๑,๕๐๐ ตัณหา ๑๐๘ (กิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปด) นี่เป็นสำนวน แสดงว่ากิเลสมีมากมายจริง ๆ
แต่เมื่อกล่าวโดยเนื้อหาแท้ ๆ แล้วกิเลส ๑,๕๐๐ ตัณหา ๑๐๘ นั้น ก็เป็นเพียงการขยายความคุณภาพ
ของกิเลสออกไปให้ละเอียดยิ่งขึ้นจากกิเลสพื้นฐาน คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลงนั่นเอง
แล้วเจ้าความโลภ ความโกรธ ความหลงนี้ บางทีท่านก็แสดงในอีกชื่อหนึ่งว่าเป็นตัณหา มานะ ทิฏฐิ
แม้จะต่างชื่อกัน แต่โดยเนื้อหาแล้ว ก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง



ความโลภ ก็คือ ตัณหา

ความโกรธ ก็คือ มานะ

ความหลง ก็คือ ทิฏฐิ


ดังนั้น แม้เราจะเห็นว่ากิเลสมีชื่อมากมายหลายอย่าง แต่ก็ควรทราบไว้เป็นความรู้พื้นฐานว่า
กิเลสเหล่านั้นต่างก็งอกออกไปจากกิเลสสามตัวนี้ทั้งสิ้น


หลักการสังเกต ก็คือ

กิเลสที่แสดงอาการออกมาเป็นความอยากจะได้ ใคร่จะเอาทั้งหมด จัดเข้าในความโลภหรือตัณหา

กิเลสที่แสดงอาการออกมาเป็นโทสะ ความรุนแรง อาฆาต พยาบาท หรือความอยากเด่น อยากดี
อยากมีตัวตน จัดเข้าในความโกรธหรือมานะ

กิเลสที่แสดงอาการออกมาเป็นความหลง ไม่รู้จักสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง จัดเข้าในโมหะ
ความหลง หรือ ทิฏฐิ


ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือตัณหา มานะ ทิฏฐิ บางทีนักปราชญ์ท่านก็แปลให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า
"อยากได้ อยากใหญ่ ใจแคบ" (พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตโต)

อยากได้ ก็คือ ความอยากจะสนองประสาทสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

อยากใหญ่ ก็คือ ความอยากจะเป็นนั่น เป็นนี่ อยากมีตัวตนโดดเด่น อยากครอบงำ

ใจแคบ ก็คือ ความหลงผิดยึดติดถือมั่นอยู่ในเงาของความจริงหรือในลัทธินิกาย ทฤษฎี ระบบความคิด
ระบบความเชื่อต่าง ๆ อย่างหน้ามืดตามัว


กิเลสพื้นฐานทั้งสามนี้ คือ รากเหง้าของกิเลสที่เหลือทั้งหมด
การจัดการกิเลสทั้งสามนี้ ก็มีคุณค่าเท่ากับว่า
กิเลสทั้งหมดได้รับการจัดการไปด้วย

 

.....................................................................................................................................................................

ช่องไฟในธรรม


หากเราอยากมีความสุขแท้ เราควรเร่งกำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลงให้หมดไป

ถึงแม้เราจะเป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาก็ตาม แต่ทุกคนสามารถทำได้ไม่มีข้อยกเว้น

หากยังไม่เข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้มีจริงหรือไม่ หน้าตาเป็นอย่างไร

ให้ลองมองไปรอบ ๆ ตัว หลังจากนั้นมองกลับมาที่ตัวเอง

เราอาจจะพบว่า เราอาจจะไม่ต่างจากคนรอบ ๆ ตัวนั้นก็ได้


ขอให้ใช้ลมหายใจให้มีคุณค่าที่สุดนะครับ

อย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เข้ามาทำลายความสุขแท้ของชีวิตเราเลย


บุญรักษา ทุกท่าน ;)...



.....................................................................................................................................................................

ขอบคุณหนังสือธรรมะดี ๆ

ว.วชิรเมธี.  กิเลส Management.  นนทบุรี : ปราณ, ๒๕๕๕.