508. "รู้ทันสมอง..ในยามคับขัน (The Unthinkable)"


พึ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบไป  ชื่อว่า “รู้ทันสมองในยามคับขัน (The Unthinkable) หนังสือเล่มนี้พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ WeLEARN ครับ เป็นอะไรที่อ่านแล้วน่าทึ่งมากๆ เพราะจริงๆ แล้วเป็นงานวิจัย เรื่องเหตุการณ์หายนะทั้งหลาย ตั้งแต่กรณี 9/11 พายุแคธทารีนา เหตุการณ์ฆ่าหมู่ที่ Virginia Tech (เวอร์จิเนียเท็ค - ผมจบ MBA ที่นี่ครับ) รวมทั้ง เหตุการณ์ทซึนามิที่เอเชีย  

เริ่มด้วยการที่ผู้เขียนตั้งคำถามว่า ทำไมบางคนรอด บางคนตาย และที่ลึกไปกว่านั้นคือทำไมบางคน (หลายคนน่าจะรอด) แต่กลับตายเฉยเลย หรือทำไม ในขณะที่ประจักษ์พยาน อยู่แถวนั้น คนส่วนใหญ่กลับไม่เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย หากแต่ยืนตัวแข็งทื่อ แต่กลับมีบางคนเป็นฮีโร่ ที่กระโดดเข้าไปช่วยเหลือคนอื่น จนบางครั้งตัวตายไปเลยก็มี อะไรครับ เนื่องจากเป็นเงื่อนงำที่น่าสนใจ ผู้เขียนจึงเริ่มจากการไปสอบถามผู้ที่รอดชีวิต บางรายใช้เวลาสัมภาษณ์ต่อเนื่องกันมาหลายปี ก็พบจุดร่วมที่น่าประหลาดใจครับ คือ มนุษย์ที่เจอกับเหตุการณ์หายนะ ไม่ว่าอยู่ในส่วนใดของโลกคือ

1.  ภาวะปฏิเสธความจริง คุณจะเจอเรื่องเล่าประหลาดครับ ว่าขณะที่คนเจอหายนะ เช่นในตึก World Trade มีหลายคนตกอยู่ในภาวะปฏิเสธ  ในขณะที่มีบางคนเริ่มคิดได้แล้ววิ่งหนี บางคนก็ยังกินกาแฟต่อไป ในเหตุการณ์ไฟไห้ ในบางงานคนกลับนั่งฟังดนตรีต่อไปทั้งที่ไฟไหม้ นาทีนี้แหละครับที่มีค่า มีการค้นพบว่าในกรณี 9/11 คนส่วนใหญ่จะปฏิเสธความจริงกว่า 14 นาที บางคนนานกว่านั้น ว่ากันว่าที่ตายกันก็ตรงช่วงปฏิเสธความจริงนี่แหละ บางทีเกิดภาวะที่ว่าเป็นอัมพาตชั่วคราว ขนาดเครื่องบินตกมาที่พื้น เห็นทางออกอยู่ตรงหน้ากลับทำอะไรไม่ถูก เป็นอัมพาตชั่วคราว นั่งแข็งทื่อไปเลย ที่สุดถูกไฟครอกตายก็มี


Credit: http://www.cartoonstock.com/directory/a/air_disasters.asp

2.  ภาวะใคร่ครวญ ตรงนี้แหละครับ ที่หลุดจากช่วงแรกมา มีโอกาสรอด คนเริ่มคิดว่าจะทำยังไง ถึงจะหาทางหนีได้ แต่บางครั้งก็ทำตายได้ เพราะบางคนกลับตัดสินใจผิด เช่นมีบางคนเดินไปปิดคอมพ์ โทรหาที่บ้าน ตายก็ตรงนี้

3.  ช่วงหนี ตรงนี้ก็จะเจออุปสรรคสุดท้ายครับ บางครั้งมาถึงประตูแล้ว กลับออกไม่ได้ เพราะดันมีคนสองคนทะเลาะกันเลยขวางคนอื่นที่สุดตายกันหมด 10 คน (คนที่รอดก่อนหน้านี้รายงาน)

ในมุมมอง Appreciative Inquiry (AI) นี่คือตัวอย่างการค้นหาจุดร่วมครับ AI เราเริ่มจากการสัมภาษณ์ตัวอย่างเชิงบวก นี่ไงครับ คนที่รอดตาย ที่สุดผู้เขียนเริ่มเห็น “จุดร่วมของเหตุการณ์” บางที่เราเรียกว่า Covergence (คอนเวอร์เจ๊นต์) ครับ จากนั้นผู้เขียยก็มีการสืบย้อนถามพฤติกรรมที่เป็นจุดเปลี่ยน ว่าอะไรที่คนที่รอดนั้นทำมาครับ ก็คลำทางจากกรณีเด่นๆ (เราเรียกว่า Divergence ไดเวอร์เจ๊นต์) เช่น กรณีคุณริค เรวคอร์ล่า ที่อดีตเคยเป็นทหารที่ได้เหรียญกล้าหาญในสงครามเวียดนาม คนๆนี้เป็นคนที่ศึกษาสงครามนอกรูปแบบมาตลอด ตอนหลังมาทำงานเป็นหัวหน้ารปภ. ของบริษัทมอร์แกน แสตนเล่ย์ คนนี้เป็นคนพิเศษ เคยทำหนังสือเตือนรัฐบาลว่าตึก World Trade จะถูกโจมตี เนื่องจากมีจุดอ่อนตรงลานจอดรถ แต่รัฐบาลเพิกเฉย ที่สุดก็เกิดระเบิดจริงๆ จากการก่อการร้าย ท่านนี้กระตุ้นให้บริษัทซ้อมหนีไฟ ตลอด ในขณะที่บริษัทอื่นๆในตึกเพิกเฉย เขาซ้อมนี่ไม่ซ้อมธรรมดา ถ้าลูกค้ามาก็พาลูกค้าซ้อมด้วย คนก็หัวเราะแก แถมด่า เพราะกำลังดีลธุริจเป็นพันๆล้านกันอยู่ ตาลุงนี่ก็สั่งหยุด แล้วพากันซ้อมหนีไฟ  ปรากฏว่าตอนตึกถูกชนโดยเครื่องบิน ท่านนี้ก็ช่วยนำคนในมอร์แกน ฝ่าออกมาจากตึกนรกทันเวลา ทั้งลูกค้าและพนักงานกว่า 2,700 คนปลอดภัย มีคนตายเพียง 4 คน  3 คนที่ตายนี่มีคนเห็นว่ามัวแต่เก็บของ อีกคนคือคุณริคเอง เขาโทรบอกรักภรรยาที่บ้าน แล้วกลับเข้าไปช่วยคนอื่นอีก แล้วก็ไม่มีใครเห็นวีรบุรุษท่านนี้อีกเลย  

ที่สุดก็เริ่มมีการหาร่องรอยว่าคนที่รอดต่างจากไม่รอดตรงไหน ก็ได้คำตอบมาตรงๆกันครับ คือ

1.  ซ้อมครับ ซ้อมมาก่อน หลายคนที่รอดมีการเดินไปดูทางออกฉุกเฉินนกรณีเครื่องบินตก กรณี 9/11 โรงแรม มีการเดินไปสำรวจบันไดฉุกเฉินจริงๆ คนพวกนี้สนใจมาตรการความปลอดภัย ใช้เวลาศึกษาก่อนครับ

2.  บุคลิกภาพมีส่วนครับ คนที่มีความกังวลมากๆ จะติดอยู่ที่ช่วงปฏิเสธความจริงมากไปครับ

3.  อีกพวกคือพวกที่ใจลอย ขาดสติบ่อยนี่ก็จะติดอยู่กับช่วงแรกเยอะมาก



Credit: http://www.huffingtonpost.com/jeff-danziger/emdanziger-cartoonsem-hud_b_158581.html

มีการค้นหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ก็เจอในเรื่องวิวัฒนาการครับ ว่าเหตุที่มนุษย์ “ปฏิเสธความจริง” ทั้งทางกายหรือการรับรู้ หรือเรียกว่า ช่วงเป็น “อัมพาตชั่วคราว” เป็นเหตุผลเชิงวิวัฒนาการครับ คือมนุษย์เป็นสัตว์มาก่อน หลายครั้งเมื่อเจอภัยคุกคาม จะแกล้งตายไปครับ เพราะมีโอกาสรอดมากกว่า เนื่องจากสัตว์ใหญ่ๆ จะไม่กินซากศพ หรือแม้กระทั่งหมดความตื่นเต้นไป สัญญาตญาณนี้ยังมีอยู่ และทำให้คนตายอย่างไม่น่าจะตายครับ ที่สุดก็เริ่มมีการค้นหาทางออกอีก OK ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม คุณมีสิทธิถูกครอบงำโดยสมองสัญชาตญาณนี้ แล้วจะเอาตัวรอดยังไง ก็กลับมาที่ “ลมหายใจ” ครับ มีการสอนว่าเจออะไรให้นึกถึงลมหายใจ หายใจเข้าและหยุดนับสี่ หายใจออกหยุดนับสี่ คุณจะลดเวลา “การปฏิเสธความจริงได้” แล้วก้าวไปขั้นสองสามได้ถูกทาง

ที่สำคัญคือการซ้อมครับ ทำให้เป็นวัฒนธรรม โดยทุกคนมีส่วนร่วม ซึ่งกรณีของริค ที่ World Trade ไปตรง กับเกาะแห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย  ที่คนทั้งเกาะรอดตายจากทซึนามิ เพราะเคยเจอประสบการณ์ทซึนามิมาในรุ่นปู่รุ่นย่า เลยมีการสอนลูกสอนหลาน มีการสังเกตการเตือนภัยกัน ซ้อมกันเองครับ เวลาเจอเหตุการณ์ผิดปรกติ หนีขึ้นเนินเขาที่นัดกันไว้ครับ เกิดไม่เกิดจริง ก็ยินดีรอกันเป็นวันค่อยลงมา ไม่ว่ากันครับ


Credit: http://www.vanityfair.com/culture/features/2001/11/ground-zero-heroes-200111

ที่สุดมาถึงการวิเคราะห์ว่าทำไมคนบางคนถึงเป็นฮีโร่ ในขณะที่คนอื่นเฉยครับ (คนที่อยู่เหตุการณ์ แม้ไม่ประสบภัยก็จะเกิด “ภาวะอัมพาตชั่วคราว” “ปฏิเสธความจริง” เช่นกัน  ศึกษาไปกว่า 70  คนเจอว่า คนกลุ่มนี้ไม่เหมือนคนทั่วไปคือ ในสมัยยังเป็นเด็ก คนกลุ่มนี้จะ

1.  พวกเขาสนิทกับพ่อแม่

2.  พวกเขาคบหากับคนต่างฐานะ ต่างชนชั้น มากกว่าคนทั่วไป

3.   มีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ (ถูกสอนมา)


Credit: http://www.pal.ua.edu/discipline/empathy.php

เรื่องนี้ทำให้อธิบายเรื่องกรณีการข่มขืนที่อินเดียว่า ทำไมสังคมเพิกเฉยคนถูกทำร้ายได้ขนาดนี้ครับ และมองถึงพื้นฐานทางสังคมได้เลย นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังอธิบาย ทฤษฎีจากหนังสือ 10-10-10 ที่ซูซี่ย์ เวลท์ ใช่ในการให้คำปรึกษาคนอื่น คนนี้เป็นคนดัง ไปเจอว่าให้คำปรึกษาใคร พูดให้ตายเถอะก็กลับมาด้วยการทำอะไรเหมือนเดิม จนสายเกินไป สายเกินแก้ ซูซีก็อธิบายด้วยทฤษฎีแกล้งตายเช่นกัน ตอนหลังซูซี่อธิบายว่าได้ลองให้คนที่เธอให้คำปรึกษา ลองใช้เวลาใคร่ครวญสัก 10 นาที ว่าจะริเริ่มทำอะไรสักอย่างในสิบวันข้างหน้า เธอพบครับว่าพอคนตัดสินใจทำอะไรเล็กๆ กลับส่งผลที่ยิ่งใหญ่ในสิบเดือนถัดไป นั่นคือเธอสามารถทำคนลัดวงจร ปฏิเสธความจริง ไปสู่การใคร่ครวญและแก้วิกฤติไปได้เลย  นั่นคือที่มาของหนังสือ 10-10-10 ครับ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ link ข้างล่างนี้ครับ ผมเขียนเรื่องนี้มาแล้ว แต่ในหนังสือ 10-10-10 อธิบายเรื่องทฤษฎีนี้ไม่มากๆ แต่หนังสือเรื่อง The Unithinkable นี่อธิบายภาพไว้ชัดเจนมากๆ ครับ  หนังสือเล่มนี้ทุกบ้านควรมีควรอ่านครับ เมืองควรศึกษา ผู้นำควรเอามาทำ ครับ  และผมชอบที่สุดก็คือสำนักพิมพ์ WeLEARN ครับ ดูที่ www.welearnbook.com เป็นสำนักพิมพ์ที่ดีมากๆ หาเรื่องจิตวิทยาดีๆ เอามาให้อ่าน เป็นอะไรที่ผู้สนใจ Appreciative Inquriy และ OD ควรอ่านครับ เพราะเป็นอะไรที่เปิดมุมมอง และสามารถนำเอาความรู้มาต่อยอดได้ครับ อย่างเรื่อง 10-10-10 ที่ต่อยอดมาจากทฤษฎีแกล้งตาย เช่นเดียวกับ The Unthinkable ผมก็เอามาต่อยอดทำ AI ครับ ทำเป็น 10-10-10 Appreciative Inquiry ครับ 

เพียงเล่าให้ฟัง ลองพิจารณาดูนะครับ


Credit: http://www.welearnbook.com/index.php?lay=show&ac=cat_show_pro_detail&pid=222442


หมายเลขบันทึก: 515355เขียนเมื่อ 7 มกราคม 2013 10:46 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 มกราคม 2013 15:09 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (9)

เป็นกิจกรรมบำบัดที่เน้นการฝึกทักษะการรู้คิดปัญญาได้ดีจริงๆ ขอบคุณมากครับผม

เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุด แต่มีคนเข้าใจน้อยมาก

เรื่องใกล้ตัวมาก แต่คนรู้น้อยครับ

อ.ภิญโญค่ะ 

เรื่องนี้ได้จุดประกายและเป็นไอเดียดีๆ ในการโค้ชงานตอได้ด้วย 

ขอบคุณมากๆ ค่ะ 

เคยดูรายการหนึ่งสัมภาษณ์ผู้ที่รอดจากเหตุการณ์โป๊ะล่มก็เห็นว่าเขารอดเพราะมีสติแต่บทความนี้เพิ่มข้อมูลให้อีกมากค่ะ ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ เป็นหนังสือที่น่าสนใจมากค่ะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี