ตัวอะไร? ใครรู้ ช่วยบอกที...

เมื่อวานวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๖ ผู้เขียนก็ได้กลับบ้านที่พรหมพิรามเนื่องจากเจ้าฟ้าครามป่วย สาเหตุมาจากอากาศเปลี่ยนแปลง ผู้เขียนเลยต้องพาไปฉีดยา แค่ครึ่งเดือน ฟ้าครามโดนฉีดยาตั้ง ๓ เข็ม ครั้งแรก คออักเสบ เข็มที่ ๒ หลอดลมอักเสบ เข็มที่ ๓ ไวรัสลงกระเพาะ (ดีนะที่ไม่ได้ฉีดคราวเดียวกัน) เรียกว่าสัปดาห์ละเข็มเลย ช่วงนี้เลยซุบไปเลยเพราะกินนมไม่ได้...

          เมื่อไปถึงบ้านที่พรหมพิราม พ่อบ้านก็นำสิ่งหนึ่งมาให้ดู ซึ่งก็ไม่มีใครทราบว่ามันคืออะไร?...


                                                 (ตัวอะไร?...)

             พ่อบ้านบอกกับผู้เขียนว่า "ดูแต่ตา ห้ามจับ เพราะมันอยู่ในกล่อง แถมพ่อบ้านไปเอากล่องที่ใส่เหรียญมาใส่มันไว้อีก กลัวว่ามันจะหล่นหาย...ผู้เขียนดูด้วยตา แต่ก็ไม่ได้จับหรอกเพราะถูกห้าม "ถ้าพ่อบ้านไม่ห้าม ผู้เขียนคงจะเอามือเขี่ยไป เขี่ยมาแล้วล่ะ" ก็ความอยากรู้นี่...แต่เท่าที่สังเกตมันคงจะเป็นดักแด้มากกว่า แต่มันเป็นดักแด้ของสัตว์อะไรล่ะ ให้นึกสงสัย...พ่อบ้านความที่อ่านหนังสือโบราณมากเกินไป บอกว่า "เป็นสัตว์ในวรรณคดี"...ที่มีคนมาโปรดให้คนยากจนได้มีเป็นสัตว์ทองคำ...ก็ว่าเข้าไปโน่น พูดพร้อมกับสีหน้ายิ้ม ๆ ผู้เขียนก็ว่าตอบไปว่า..."ชอบโกหก"...เอามาจากที่ไหน พ่อบ้านบอกว่า..."สวนสักทองหลังบ้าน เนื่องจากไปกวาดใบสักที่มันหล่นลงมาในสวน เลยไปเจอมันอยู่บนใบไม้"...เท่านั้น ผู้เขียนก็บอกตอบว่า..."มันคงเป็นดักแด้สัตว์อะไรอย่างหนึ่งนั่นแหล่ะ"...พ่อบ้านโต้อีกว่า..."แล้วทำไมมันมีสีทองล่ะ"...พูดพร้อมกับนำมาเทียบกับสร้อยคอทองคำที่ผู้เขียนได้ใส่อยู่...เออ!!! ดูมันเป็นสีทองเปล่งปลั่งจริง ๆ ด้วย...


           จะว่าเป็นเพราะกล้องถ่าย ก็คงไม่ใช่ ตัวจริงก็มีสีลักษณะนี้...

              แล้วมันคือสัตว์อะไรล่ะ ดักแด้ หรือตัวหนอนธรรมดา แต่ทำไมมันเป็นสีทองล่ะ?...ดูกันไปดูกันมา...เจ้าฟ้าครามซึ่งเดินเล่นอยู่ ก็เข้ามาร่วมวงดูกับปู่กับย่าด้วย...สิ่งแรกที่เจ้าฟ้าครามพูดซึ่งไม่มีใครสอนเจ้าฟ้าครามเลยว่า "แมง"...เท่านั้นเอง ทั้งปู่เร + ย่า + แม่อ้อม หัวเราะออกมาพร้อมกันเลยว่า...แม้แต่เจ้าฟ้าคราม อายุเพียง ๑ ขวบ ๖ เดือน ยังรู้ว่า "มันคือแมง"...แล้วมันเป็นแมงอะไรล่ะ? ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ โดยที่ไม่รู้กันว่ามันคืออะไร? เอาไปให้ตาทวดดู ซึ่งตาทวดอายุใกล้จะ ๘๐ แล้ว บอกว่า...เคยเห็นบ้างไหม? ตาทวดบอกว่า..."ไม่เคยเห็น"...อืม!!! แล้วมันแมงอะไรล่ะ? ใครรู้ช่วยบอกทีค่ะ...เพราะมันเกิดมาเจอที่สวนสักทองที่หลังบ้านของผู้เขียนเอง...



            ผู้เขียนถามพ่อบ้านต่อว่า "มีตัวเดียวนี่นะเหรอ"....พ่อบ้านตอบว่า "ใช่"...ผู้เขียนยังแซวต่อว่า "น่าจะจับได้หลาย ๆ ตัวเน๊าะ จะได้เอาไปขายเป็นทองคำ คริ ๆ ๆ"...

            เมื่อตอนเป็นเด็ก เคยได้ยินคำทายนี้ว่า..."อะไร่เอ่ย“เขียวเหมือนพระอินทร์ บินเหมือนนก ศรปักอกนกก็ไม่ใช่” ในหมู่เด็ก ๆ จะตอบกันเป็นเสียงเดียวว่า "แมลงทับ แมลงทอง" เพราะนี่คือ ความหมายของแมลงพวกนี้

            สุดท้าย พวกเราก็ได้แต่แค่เดาว่า มันคงเป็นแมลงทับ แมลงทอง ซึ่งพวกเราเคยเห็นเมื่อตอนเป็นเด็ก ๆ ตามต้นมะขามเทศ ซึ่งเคยเห็นแต่แมลงทับ แมลงทองไม่เคยเห็นในตอนเป็นเด็ก...แล้วตอนนี้กว่าจะเห็นมันก็นาน ๆ ครั้งหนึ่งที่จะได้เห็น เรียกว่า "มันเกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้วกระมัง"...ส่วนแมลงทองไม่เคยเห็น เวลาเรียกกัน คนสมัยก่อนคือ พ่อกับแม่จะเรียกรวมกันว่า "แมลงทับ แมลงทอง" แต่ความจริง มันคือ แมลงทับ ซึ่งมีตัวสีเขียวนั่นเอง

            ตอนเด็ก ๆ เมื่อ ๔๐ กว่าปีที่แล้ว แถว ๆ บ้านของผู้เขียนที่พรหมพิราม มีแมลงทับเยอะมาก ๆ ผู้เขียนชอบจับมันมาเล่น เพราะมันสวยดี สีเหมือนสีเขียวมรกต ซึ่งในความคิดของผู้เขียนคิดว่า "มันเป็นสัตว์ปีกที่สวยกว่าแมลงอื่น ๆ ที่เคยเห็น" มันชอบกินใบอ่อนของมะขามเทศ เพราะแถว ๆ บ้านมีต้นมะขามเทศขึ้นเยอะมาก แต่ต่อมา พวกผู้ใหญ่ก็โค่นเผาถ่านกันหมด มาปัจจุบันแทบจะไม่มีต้นมะขามเทศให้ดูกันอีกแล้ว...มันหายไปพร้อม ๆ กับ ตัวแมลงทับ แมลงทอง...อีกหน่อยลูก - หลาน รุ่นเจ้าฟ้าคราม มันจะหาดูกันได้หรือเปล่าก็ไม่รู้...หรือจะรู้แค่เพียงในตำนานของสัตว์เท่านั้น...แต่ถ้าสวนสักหลังบ้าน มันสามารถเป็นแหล่งให้เจ้าสัตว์พวกนี้ได้อยู่อาศัย ก็คงดีหรอก จะได้ช่วยกันอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้ให้มันได้อยู่อาศัยกัน


            เพื่อกันลืมว่า ผู้เขียนเองเคยได้จับ ได้เห็น เมื่อตอนเป็นเด็ก ๆ จึงฝากไว้ให้รุ่นลูก หลาน ได้ดูว่าสัตว์พวกนี้มันมีลักษณะอย่างไร?

ชื่อ แมงทับ , แมงคับ , แมงพลับ ( อัญมณีแห่งทุ่ง)
ชื่อสามัญ Metalic Wood Boring Beetle 
วงศ์  Buprestidae 
อันดับ COELOPTERA 

            ว่ากันว่า สีสันอันงดงามของปีกแมงคับ หรือ แมงทับมันนั้นอยู่ยั้งยืนยงคง ทนอยู่กว่า 50 ปีจึงจะสลายไป  
ในบ้านเรามี แมลงทับอยู่ 2 ชนิดคือแมลงทับขาเขียวกับแมลงทับขาแดง โดยพบมากที่สุดอยู่ในภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
แมลงทับขาแดง 
            มักอยู่รวมเป็นกลุ่มใหญ่ พบกินใบพันซาด มะค่าแต้ พะยอมเต็ง ตะแบกแดง และกางขี้มอด ในบริเวณ          ป่าเต็งรังและรอยต่อระหว่างป่าเต็งรังกับป่าเบญจพรรณที่มีไผ่เพ็กหรือไผ่โจดขึ้นเป็นไม้พื้นล่าง พบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
แมลงทับขาเขียว 
            พบอยู่รวมเป็นกลุ่มขนาดเล็ก แต่มีขอบเขตแพร่กระจายกว้างทั้งประเทศชอบกินใบคางมะขามเทศและ       ต้นถ่อน ที่ขึ้นตามที่รกร้าง ป่าละเมาะ และริมข้างทาง



ข้อมูลทั่วไป

แมลงทับทั้งสองชนิดนี้มีสีเขียวมรกตมันวาว บางตัวอาจมีสีเขียวเหลือบทองน้ำเงิน หรือทองแดง ปกติพบแมลงทับเพียงปีละครั้งในช่วงฤดูเข้าพรรษา ระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึง ตุลาคม แมลงทับทั้งสองชนิดพบแพร่กระจายทั่วทุกภาคของประเทศ จากผลของงานวิจัยพบว่า...แมลงทับจะปรากฏให้เห็นเพียงปีละครั้งเดียว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามากระทบต่อวงจรชีวิต เช่น สภาพแวดล้อมก่อนเข้าหน้าฝน ถ้าหากสภาพอากาศแห้งแล้ง หนอนวัยสุดท้ายจะฟักตัวนิ่งข้ามปีได้เพื่อรอจนกว่าจะถึงรอบปีตามปกติ.. มันจึงจะลอกคราบจากดักแด้กลายเป็นแมลงทับตัวเต็มวัย
ถิ่นอาศัยแมลงทับอยู่ตามป่าเขาดงไม้ได้ทั่วทั้งประเทศไทย ในภาคอีสาน ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ 




อาหาร
ชอบกินใบไม้ครึ่งแก่ครึ่งอ่อนที่ชอบมากได้แก่ใบพันชาด ใบมะขามเทศ ใบเต็ง ใบพะยอม และใบตะแบกแดง มันกินจุมากโดยเฉพาะในช่วงที่แดดจัด แม่แมลงทับจะวางไข่ ไว้ตามโคนต้นไผ่เพ็กหรือไผ่โจดแล้วผละจากไป น่าสังเกตว่าถ้าไม่มีไผ่สองชนิดนี้แถวนั้นจะไม่พบแมลงทับเลย 


วงจรชีวิต
จับคู่ผสมพันธุ์ในเวลากลางวันใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการยอมรับของเพศเมีย เมื่อผสมพันธุ์เสร็จตัวเมียวางไข่ที่บริเวณโคนต้นพืชอาหาร ลึกลงในดินประมาณ 1-2 เซนติเมตร วางไข่ทีละฟองจำนวน 1-2 ฟองต่อวัน ตัวเต็มวัยมีชีวิตเพียง 1-3 สัปดาห์พบมีจำนวนมากที่สุดในเดือนกันยายนของทุกปี ไข่ ฝังอยู่ในดินนาน 2-3 เดือน (สิงหาคม-ตุลาคม) หนอน วัยที่ 1, 2, 3 และ 4 อาศัยอยู่ในดินแทะกินรากพืชและเหง้าเพ็ก นาน 3-4 เดือน
(พฤศจิกายน-มีนาคม) หนอนวัยที่ 5 หยุดกินอาหารและสร้างปลอกดินหุ้มตัวฝังอยู่ในดินลึก 5-10 เซนติเมตร หนอนวัยสุดท้ายนี้พักตัวอยู่ในปลอกดินนาน 12-15 เดือน (เมษายนปีแรก-มิถุนายนปีถัดไป จึงเข้าดักแด้ในปลอกดิน ดักแด้ นาน 2-3 เดือน (มิถุนายน-สิงหาคม)

เมื่อเป็นตัวเต็มวัยสีเขียวยังคงอาศัยอยู่ในปลอกดินอีกเกือบเดือน เพื่อให้ปีกแข็งแกร่งและพร้อมที่จะออกจากปลอกดิน แต่แมลงทับต้องคอยจนกว่าฝนจะตกหนัก และน้ำฝนไหลลงไปจนถึงปลอกดินแมลงทับจึงดันปลอกดินให้เปิดออก เดินขึ้นมาจากใต้ดินและเจาะผิวดินเป็นรูปกลมดันตัวเองขึ้นจากพื้นดิน เมื่อมีแสงแดดจึงบินไปกินอาหาร ผสมพันธุ์ และวางไข่ กว่าจะเป็นแมลงทับแต่ละตัวต้องใช้เวลาอาศัยอยู่ในดินนานถึง 2 ปี เมื่อเป็นตัวเต็มวัยก็มีชีวิตนานแค่ 1-3 สัปดาห์เท่านั้น

แมงทับจะใช้ชีวิตอย่างสำเริงสำราญเป็นอิสรเสรีจับคู่กันผสมพันธ์แล้วตัวผู้ก็ตายไป
ส่วนตัวเมียตั้งท้องแล้วไข่ จากนั้นก็ตายตามไป
จำนวนแมลงทับในแต่ละปีมักจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณน้ำฝนที่ตกในช่วงเข้าพรรษา
ถ้ามีอากาศแห้งแล้ง จะมีจำนวนน้อย

ขอขอบคุณ...ข้อมูลจาก Internet, Google,http://pennyb.multiply.com